หน้าแรก บทความ ‘พวกเราไม่ควร...

‘พวกเราไม่ควรลืม’เสียงจากอดีตนายพลเกาหลีใต้ ผู้ลุกขึ้นก่อตั้งสมาคมมิตรภาพเกาหลี-ไทย เพื่อสืบสานคุณูปการของทหารไทยในสงครามเกาหลี

20.06.26 | 09:27 น.

‘พวกเราไม่ควรลืม’เสียงจากอดีตนายพลเกาหลีใต้ ผู้ลุกขึ้นก่อตั้งสมาคมมิตรภาพเกาหลี-ไทย
เพื่อสืบสานคุณูปการของทหารไทยในสงครามเกาหลี

ในห้วงเวลาที่คาบสมุทรเกาหลีถูกปกคลุมด้วยควันปืนและความสูญเสียจากสงครามเมื่อกว่า 70 ปีก่อน มีประเทศหนึ่งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยเหลือสาธารณรัฐเกาหลีอย่างรวดเร็ว ทั้งส่งกำลังพลเข้าร่วมรบ และมอบข้าวกว่า 40,000 ตัน เพื่อบรรเทาความอดอยากของประชาชน

ประเทศนั้นคือ “ประเทศไทย”

แม้เรื่องราวดังกล่าวจะเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีใต้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำเกี่ยวกับการเสียสละของทหารไทยในสงครามเกาหลีกลับค่อยๆ เลือนหายไปจากการรับรู้ของผู้คนจำนวนมาก

พลโท อี ซังชอล

ด้วยเหตุนี้ พลโท อี ซังชอล (นอกราชการ) อายุ 47 ปี อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสนับสนุนความมั่นคงทางทหารของเกาหลีใต้ จึงตัดสินใจก่อตั้ง “สมาคมมิตรภาพเกาหลี-ไทย” ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงกลาโหม เขตยงซาน กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

Advertisement

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นที่เมืองยงอิน จังหวัดคย็องกี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา อดีตนายพลผู้คร่ำหวอดในวงการทหาร ได้สะท้อนความรู้สึกที่เปี่ยมด้วยความเคารพต่อประเทศไทยและทหารไทยที่เคยร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวเกาหลีใต้ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุด

“ประเทศไทยคือมิตรแท้อันล้ำค่าที่ร่วมหลั่งเลือดเคียงข้างสาธารณรัฐเกาหลีในช่วงเวลาที่ประเทศของเราตกอยู่ในภาวะคับขันที่สุด” พลโทอีกล่าว

เขายอมรับว่าปัจจุบันแม้แต่คนเกาหลีจำนวนมาก รวมถึงบุคลากรบางส่วนในกองทัพเอง ก็อาจไม่ตระหนักถึงคุณูปการของประเทศไทยมากนัก

“ผมรู้สึกเสมอว่า เราไม่ควรปล่อยให้การเสียสละอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา”

ความผูกพันของเขากับประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ยังเกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนายทหารระดับสูงของไทยที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเข้าร่วมหลักสูตรด้านความมั่นคงแห่งชาติของมหาวิทยาลัยกลาโหมเกาหลีใต้

มิตรภาพที่สั่งสมมายาวนาน กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเชื่อว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีเวทีอย่างเป็นระบบสำหรับการส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศในหลากหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาซาบซึ้งต่อทหารไทยอย่างลึกซึ้ง เกิดขึ้นในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5

ในเวลานั้น เขาได้ศึกษาเรื่องราวของ “ยุทธการเนินพอร์กชอป” (Pork Chop Hill) หนึ่งในสมรภูมิสำคัญของสงครามเกาหลี ซึ่งกองกำลังไทยที่ได้รับฉายาว่า “ลิตเติล ไทเกอร์” (Little Tigers) ได้สร้างวีรกรรมที่ยังคงได้รับการกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน

“ผมประทับใจอย่างมากเมื่อได้เรียนรู้ว่า ทหารไทยสามารถยึดและรักษาเนินเขาแห่งนั้นไว้ได้ถึงสามครั้ง ทั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพจีนคอมมิวนิสต์ซึ่งมีกำลังมากกว่าหลายเท่า”

เขายังกล่าวถึงสภาพอากาศอันโหดร้ายที่ทหารไทยต้องเผชิญในช่วงสงคราม

“สำหรับผู้คนที่เติบโตในประเทศเขตร้อนที่มีอุณหภูมิราว 20-40 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวของเกาหลีแทบเป็นสิ่งที่ยากจะจินตนาการได้ มีคำกล่าวของทหารไทยในเวลานั้นว่า สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่ากองทัพจีนคอมมิวนิสต์ คืออากาศหนาวของเกาหลี”

คำพูดดังกล่าวยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเขาจนถึงทุกวันนี้

“ผมเชื่อว่าการไม่ลืมความกล้าหาญและจิตวิญญาณแห่งการเสียสละของพวกเขา คือหน้าที่ของคนรุ่นเราที่ได้รับโอกาสให้มีชีวิตอยู่ต่อมา”

สำหรับภารกิจของสมาคมมิตรภาพเกาหลี-ไทย พลโทอีระบุว่า เป้าหมายแรกคือการเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกไทยผู้เข้าร่วมสงครามเกาหลี รวมถึงดูแลและสนับสนุนครอบครัวของพวกเขา เพื่อให้มรดกแห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศได้รับการสืบทอดไปยังคนรุ่นหลัง

นอกจากนี้ สมาคมยังตั้งเป้าทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม วัฒนธรรม กีฬา และการศึกษา ควบคู่ไปกับการสนับสนุนบทบาทด้านการทูตของภาครัฐ

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการสร้างเครือข่ายบุคลากรและภาคธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือบริษัทเกาหลีที่เข้าไปดำเนินกิจการในประเทศไทย รวมถึงสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและการใช้ชีวิตของนักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในเกาหลีใต้

ในด้านวัฒนธรรม อดีตนายพลผู้นี้มองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเกาหลีใต้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงกระแสความนิยมด้านบันเทิงหรือกิจกรรมระยะสั้น

“เราอยากสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้เรียนรู้ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมและสังคมร่วมสมัยของอีกฝ่ายบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน”

เขาเปิดเผยว่า สมาคมมีแผนจัดนิทรรศการ การแสดง กิจกรรมด้านการท่องเที่ยว และโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในรูปแบบไม่แสวงหากำไร เพื่อช่วยลดอคติ สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในวันที่ความทรงจำของสงครามค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา การก่อตั้งสมาคมมิตรภาพเกาหลี-ไทยอาจเป็นมากกว่าองค์กรแห่งการแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศ

หากแต่เป็นความพยายามที่จะรักษาเรื่องราวของผู้คนที่เคยยืนหยัดเคียงข้างกันในวันที่ยากลำบากที่สุด

และเป็นการย้ำเตือนว่า มิตรภาพระหว่างไทยและเกาหลีใต้ไม่ได้เริ่มต้นจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังถูกหล่อหลอมขึ้นจากการเสียสละ เลือดเนื้อ และความกล้าหาญของทหารไทยผู้เคยเดินทางข้ามทะเลมาปกป้องแผ่นดินเกาหลีเมื่อหลายทศวรรษก่อน

เรื่องราวเหล่านั้น คือประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองประเทศไม่ควรลืม

สุนันทา บวบมี