‘พวกเราไม่ควรลืม’เสียงจากอดีตนายพลเกาหลีใต้ ผู้ลุกขึ้นก่อตั้งสมาคมมิตรภาพเกาหลี-ไทย
เพื่อสืบสานคุณูปการของทหารไทยในสงครามเกาหลี
ในห้วงเวลาที่คาบสมุทรเกาหลีถูกปกคลุมด้วยควันปืนและความสูญเสียจากสงครามเมื่อกว่า 70 ปีก่อน มีประเทศหนึ่งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยเหลือสาธารณรัฐเกาหลีอย่างรวดเร็ว ทั้งส่งกำลังพลเข้าร่วมรบ และมอบข้าวกว่า 40,000 ตัน เพื่อบรรเทาความอดอยากของประชาชน
ประเทศนั้นคือ “ประเทศไทย”
แม้เรื่องราวดังกล่าวจะเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีใต้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำเกี่ยวกับการเสียสละของทหารไทยในสงครามเกาหลีกลับค่อยๆ เลือนหายไปจากการรับรู้ของผู้คนจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ พลโท อี ซังชอล (นอกราชการ) อายุ 47 ปี อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสนับสนุนความมั่นคงทางทหารของเกาหลีใต้ จึงตัดสินใจก่อตั้ง “สมาคมมิตรภาพเกาหลี-ไทย” ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงกลาโหม เขตยงซาน กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นที่เมืองยงอิน จังหวัดคย็องกี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา อดีตนายพลผู้คร่ำหวอดในวงการทหาร ได้สะท้อนความรู้สึกที่เปี่ยมด้วยความเคารพต่อประเทศไทยและทหารไทยที่เคยร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวเกาหลีใต้ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุด
“ประเทศไทยคือมิตรแท้อันล้ำค่าที่ร่วมหลั่งเลือดเคียงข้างสาธารณรัฐเกาหลีในช่วงเวลาที่ประเทศของเราตกอยู่ในภาวะคับขันที่สุด” พลโทอีกล่าว
เขายอมรับว่าปัจจุบันแม้แต่คนเกาหลีจำนวนมาก รวมถึงบุคลากรบางส่วนในกองทัพเอง ก็อาจไม่ตระหนักถึงคุณูปการของประเทศไทยมากนัก
“ผมรู้สึกเสมอว่า เราไม่ควรปล่อยให้การเสียสละอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา”
ความผูกพันของเขากับประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ยังเกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนายทหารระดับสูงของไทยที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเข้าร่วมหลักสูตรด้านความมั่นคงแห่งชาติของมหาวิทยาลัยกลาโหมเกาหลีใต้
มิตรภาพที่สั่งสมมายาวนาน กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเชื่อว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีเวทีอย่างเป็นระบบสำหรับการส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศในหลากหลายมิติ
อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาซาบซึ้งต่อทหารไทยอย่างลึกซึ้ง เกิดขึ้นในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5
ในเวลานั้น เขาได้ศึกษาเรื่องราวของ “ยุทธการเนินพอร์กชอป” (Pork Chop Hill) หนึ่งในสมรภูมิสำคัญของสงครามเกาหลี ซึ่งกองกำลังไทยที่ได้รับฉายาว่า “ลิตเติล ไทเกอร์” (Little Tigers) ได้สร้างวีรกรรมที่ยังคงได้รับการกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน
“ผมประทับใจอย่างมากเมื่อได้เรียนรู้ว่า ทหารไทยสามารถยึดและรักษาเนินเขาแห่งนั้นไว้ได้ถึงสามครั้ง ทั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพจีนคอมมิวนิสต์ซึ่งมีกำลังมากกว่าหลายเท่า”
เขายังกล่าวถึงสภาพอากาศอันโหดร้ายที่ทหารไทยต้องเผชิญในช่วงสงคราม

“สำหรับผู้คนที่เติบโตในประเทศเขตร้อนที่มีอุณหภูมิราว 20-40 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวของเกาหลีแทบเป็นสิ่งที่ยากจะจินตนาการได้ มีคำกล่าวของทหารไทยในเวลานั้นว่า สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่ากองทัพจีนคอมมิวนิสต์ คืออากาศหนาวของเกาหลี”
คำพูดดังกล่าวยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเขาจนถึงทุกวันนี้
“ผมเชื่อว่าการไม่ลืมความกล้าหาญและจิตวิญญาณแห่งการเสียสละของพวกเขา คือหน้าที่ของคนรุ่นเราที่ได้รับโอกาสให้มีชีวิตอยู่ต่อมา”
สำหรับภารกิจของสมาคมมิตรภาพเกาหลี-ไทย พลโทอีระบุว่า เป้าหมายแรกคือการเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกไทยผู้เข้าร่วมสงครามเกาหลี รวมถึงดูแลและสนับสนุนครอบครัวของพวกเขา เพื่อให้มรดกแห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศได้รับการสืบทอดไปยังคนรุ่นหลัง
นอกจากนี้ สมาคมยังตั้งเป้าทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม วัฒนธรรม กีฬา และการศึกษา ควบคู่ไปกับการสนับสนุนบทบาทด้านการทูตของภาครัฐ
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการสร้างเครือข่ายบุคลากรและภาคธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือบริษัทเกาหลีที่เข้าไปดำเนินกิจการในประเทศไทย รวมถึงสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและการใช้ชีวิตของนักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในเกาหลีใต้
ในด้านวัฒนธรรม อดีตนายพลผู้นี้มองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเกาหลีใต้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงกระแสความนิยมด้านบันเทิงหรือกิจกรรมระยะสั้น
“เราอยากสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้เรียนรู้ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมและสังคมร่วมสมัยของอีกฝ่ายบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน”
เขาเปิดเผยว่า สมาคมมีแผนจัดนิทรรศการ การแสดง กิจกรรมด้านการท่องเที่ยว และโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในรูปแบบไม่แสวงหากำไร เพื่อช่วยลดอคติ สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ในวันที่ความทรงจำของสงครามค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา การก่อตั้งสมาคมมิตรภาพเกาหลี-ไทยอาจเป็นมากกว่าองค์กรแห่งการแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศ
หากแต่เป็นความพยายามที่จะรักษาเรื่องราวของผู้คนที่เคยยืนหยัดเคียงข้างกันในวันที่ยากลำบากที่สุด
และเป็นการย้ำเตือนว่า มิตรภาพระหว่างไทยและเกาหลีใต้ไม่ได้เริ่มต้นจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังถูกหล่อหลอมขึ้นจากการเสียสละ เลือดเนื้อ และความกล้าหาญของทหารไทยผู้เคยเดินทางข้ามทะเลมาปกป้องแผ่นดินเกาหลีเมื่อหลายทศวรรษก่อน
เรื่องราวเหล่านั้น คือประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองประเทศไม่ควรลืม
สุนันทา บวบมี



