หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : เรื่องของ‘คาโมโออาเลวา’

21.06.26 | 12:37 น.
สะพานแห่งกาลเวลา : เรื่องของ‘คาโมโออาเลวา’
Zhang et al. 2026

มื่อวันที่ 28 พฤษภาคมของปีที่แล้ว ยานสำรวจอวกาศของจีนลำหนึ่งถูกปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศจาก ศูนย์ปล่อยดาวเทียมแห่งซีชาง (Xichang Satellite Launch Center) ทางตอนใต้ของประเทศจีน เป้าหมายก็คือการส่งยานสำรวจอวกาศขนาดเล็ก ประมาณเท่ากับรถยนต์คันหนึ่ง เรียกว่า “เถียนเวิน-2” (Tianwen-2) ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

สองสามสัปดาห์ถัดมา ยานเถียนเวิน-2 ส่งภาพถ่ายภาพแรกกลับมายังศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงผลงานการออกแบบลับๆ ของยานลำนี้ ต่อด้วยภาพถ่ายคู่ของยานลำนี้กับโลกของเรา

เป้าหมายหลักของยานสำรวจลึกลับลำนี้ของจีน ก็คือ การเดินทางไปสำรวจเทหวัตถุ ที่เรียกว่า 469219 Kamo’oalewa หรือที่รู้จักกันในชื่อ 2016 HO3 หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า คาโมโออาเลวา ที่นักดาราศาสตร์ทั่วไปถือว่าเป็น “กึ่งดวงจันทร์” (quasi-moons) ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 130-330 ฟุต หรือราว 40-100 เมตร ซึ่งทำตัวประหนึ่งเป็น “ดาวเทียม” ของโลก เพราะถึงแม้จะไม่ได้โคจรรอบโลก แต่มันโคจรรอบดวงอาทิตย์คู่ขนานไปกับโลกเราตลอดเวลา

เถียนเวิน-2 ถูกคาดหมายว่าจะเดินทางถึงคาโมโออาเลวาในราววันที่ 7 มิถุนายน แล้วจึงจะโคจรไปโดยรอบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ แอนดรูวส์ โจนส์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโครงการอวกาศของจีน บอกว่า หลังจากนั้นในวันที่ 4 กรกฎาคม ตัวยานจะปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตาย กล่าวคือลดระดับตัวเองลงเพื่อลงจอดบนพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย และเป็นไปได้ที่จะมีการขุดเจาะพื้นผิวเพื่อนำเอาตัวอย่างที่ไม่เคยมีใครได้ตรวจสอบมาก่อนกลับคืนมายังโลก

หากทุกอย่างประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ตัวอย่างจากคาโมโออาเลวา คาดว่าจะกลับสู่โลกได้ในราววันที่ 29 พฤศจิกายน 2027 ส่วนตัวยานจะดีดตัวออกมา เพื่อโคจรลึกเข้าไปในระบบสุริยะ เพื่อปฏิบัติภารกิจลำดับที่สอง นั่นคือการไปพบกับเทหวัตถุในระบบสุริยะที่เรียกว่า 311P/PanSTARRS วัตถุที่อยู่กึ่งกลางระหว่างดาวเคราะห์น้อยกับดาวหาง ที่โคจรอยู่เลยดาวอังคารออกไปภายในปี 2035

Advertisement

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ตัวอย่างที่ได้จากคาโมโออาเลวา สามารถช่วยตอบคำถามหลายๆ อย่างได้ ตั้งแต่แหล่งกำเนิดที่แท้จริงของมัน ซึ่งหลายคนเชื่อว่า เป็นชิ้นส่วนที่หลุดออกมาจากดวงจันทร์นั่นเอง หลี ชุนไหล หัวหน้าทีมภาคพื้นดินของเถียนเวิน-2 ซึ่งเป็นนักวิจัยประจำสถาบันสังเกตการณ์ทางด้านดาราศาสตร์ของสำนักวิทยาศาสตร์จีน (ซีเอ็นเอสเอ) บอกว่าจริงแล้ว โลกไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเทหวัตถุดวงนี้เลยไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของมันหรือแหล่งกำเนิดของมัน

จริงๆ แล้ว เรารู้กันว่า โลกมีเทหวัตถุประเภท “กึ่งดวงจันทร์” อยู่ทั้งหมดด้วยกัน 8 ดวงดวงล่าสุดค้นพบเมื่อเดือนกันยายน 2025 ถูกเรียกง่ายๆ ว่า “มินิมูน” หรือดวงจันทร์น้อยซึ่งแต่เดิมเป็นดาวเคราะห์น้อยที่เฉียดผ่านเข้ามาแล้วถูกแรงดึงดูดของโลกดึงดูดเอาไว้ จนกลายเป็นดาวเทียมที่โคจรไปรอบๆ ดวงอาทิตย์ คู่ขนานกับโลก ระยะเวลาของการโคจรคู่ขนานกันไปนี้ไม่แน่ชัด อาจจะเป็นเดือน เป็นปี หรือหลายปี ตัวอย่างเช่นกรณีของคาโมโออาเลวา เชื่อกันว่า โคจรควบคู่ไปกับโลกอย่างนี้มาแล้วนานอย่างน้อย 100 ปี และอาจเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก 300 ปี ก่อนที่จะหลุดพ้นจากวงโคจรของโลกและระบบสุริยะไป

ริชาร์ด บินเซล นักดาราศาสตร์ดาวเคราะห์ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) อุปมาให้เข้าใจง่ายๆ ไว้ว่า คาโมโออาเลวา เปรียบได้เหมือนกับสุนัขที่เดินท่องป่าไปกับเรา แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่สุนัขของเรา และผละหนีไปเมื่อใดก็ได้ แต่มันเป็น “ดาวกึ่งดวงจันทร์” ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด คือมีระยะประชิดที่สุดห่างเพียง 4.6 ล้านกิโลเมตร หรือห่างจากโลกมากกว่าดวงจันทร์ ดาวบริวารจริงๆ ของโลกราว 12 เท่าตัว คาโมโออาเลวา หมุนรอบตัวเองช้าๆ หนึ่งรอบใช้เวลาราว 30 นาที นักวิทยาศาสตร์บอกว่า พฤติกรรมหลายอย่างของมัน ไม่เหมือนกับ ดาวกึ่งดวงจันทร์อื่นๆ ที่มีที่มาจากแถบดาวเคราะห์น้อย ซึ่งอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี เลยเชื่อกันว่าคาโมโออาเลวา จริงๆ แล้วเป็นชิ้นส่วนที่หลุดออกมาจากดวงจันทร์นั่นเอง

นักดาราศาสตร์พบเมื่อปี 2021 ว่า คาโมโออาเลวา ดูดซับและสะท้อนแสงแบบเดียวกับดวงจันทร์ ซึ่งส่อให้เห็นว่า มันอาจเป็นชิ้นส่วนที่หลุดออกมาจากดวงจันทร์เมื่อนานมาแล้ว หลังเกิดการปะทะกับอุกกาบาต ต่อมาในปี 2024 นักดาราศาสตร์เชื่อว่า จุดปะทะที่อาจเป็นต้นกำเนิดของคาโมโออาเลวา น่าจะเป็นบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ หรือเครเตอร์ ที่เรียกว่า จิออร์ดาโน บรูโน เครเตอร์ (Giordano Bruno crater) บนดวงจันทร์ที่มีขนาดกว้างราว 22 กิโลเมตร แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่า คาโมโออาเลวา อาจเป็นดาวเคราะห์น้อยจากแถบดาวเคราะห์น้อยเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่า ให้บังเอิญมีการดูดซับและสะท้อนแสงเหมือนดวงจันทร์เอามากๆ เท่านั้นเอง

มาร์โก เฟนุชชี นักคณิตศาสตร์ประจำสำนักงานอวกาศแห่งยุโรป (อีเอสเอ) ตื่นเต้นอย่างมากกับโอกาสที่จะได้รับรู้ข้อมูลจาก คาโมโออาเลวา เพราะถกเถียงกันมานานแล้วว่า องค์ประกอบมันน่าจะเป็นอะไรกัน เป็นแค่ก้อนหินขนาดใหญ่ เหมือนอย่างไซคี (Psyche) เป้าสำรวจของภารกิจไซคีของนาซาที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการในเวลานี้ หรือเป็นหินที่ผสมผสานแล้วจับตัวเป็นก้อน อย่างเบนนู หรือริวกุ ที่มียานสำรวจไปเก็บตัวอย่างมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้

ข้อมูลของทางการจีนเท่าที่เคยปรากฏระบุว่า ในราววันที่ 4 กรกฎาคม ยานเถียนเวิน-2 มีกำหนดจะร่อนลงต่ำแล้วกวาดตักเอาตัวอย่างจากพื้นผิว คาโมโออาเลวา มาราวๆ 100 กรัม น้อยกว่าที่ยานของนาซา ตักได้จากดาวเคราะห์น้อย เบนนู ก่อนที่จะพยายามร่อนลงจอดให้ได้และเจาะพื้นผิวของมันให้ได้ต่อไป

แต่ถึงจะน้อยขนาดนั้น ตัวอย่างที่ว่านี้ก็นับว่ามีคุณค่ามหาศาล แถมยังสามารถศึกษาข้อมูลได้ในระยะยาวจนกว่ามันจะดีดตัวออกจากดาวกึ่งดวงจันทร์นี้ในราวปลายเดือนเมษายน 2027 ในที่สุด