หน้าแรก บทความ ขันติธรรมและก...

ขันติธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกระหว่างผู้อพยพและผู้อยู่เดิม

21.06.26 | 12:00 น.

ขันติธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกระหว่างผู้อพยพและผู้อยู่เดิม

มูฮัมหมัด ฟาทุลละห์ กูเล็น (Gülen) เป็นนักวิชาการ นักเทศน์ และผู้นำทางจิตวิญญาณมุสลิมชาวตุรกี ผู้ก่อตั้งขบวนการฮิซเมต (Hizmet) ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับโลกที่เน้นการศึกษา การกุศล และการสานเสวนาระหว่างศาสนา (inter – religious dialogue) เครือข่ายของเขาได้ก่อตั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลายร้อยแห่งทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย เดิมทีเขาเป็นพันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ของตุรกี แต่ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งกัน จึงต้องลี้ภัยไปพำนักในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 รัฐบาลตุรกีกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความพยายามก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อปี พ.ศ. 2559 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 250 คน เครือข่ายฮิซเมตจึงถูกรัฐบาลตุรกีทำลายลง กูเล็นปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้มาโดยตลอด เขาถึงแก่กรรมอย่างสงบที่โรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2567 ขณะมีอายุ 83 ปี

เขามีผลงานการเขียนหนังสือมากมายหลายเล่ม ในที่นี้ของอ้างถึงหนังสือเล่มหนึ่งของเขาชื่อว่า “สู่อารยธรรมโลกแห่งความรักและขันติธรรม” ผมขอแปลคำว่า tolerance ว่าขันติธรรม บางคนแปลว่า ความอดทน/อดกลั้น บางครั้งผมก็แปลว่าความทนกันได้ หรือ forbearance ซึ่งเป็นความหมายหนึ่งของคำว่า tolerance นั่นเอง เขาให้ชื่อบทบทหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ว่า “การให้อภัย ขันติธรรม และการสานเสวนา” ก่อนอื่น เขาเน้นการให้อภัยที่มาพร้อมกับความรัก และการสานเสวนาเพื่อเรียนรู้ความคิด/ความเชื่อของผู้อื่น เรื่องการให้อภัยทำให้นึกถึงบทสวด “ข้าแต่พระบิดา” ที่เป็นบทสวดที่สำคัญที่สุดบทหนึ่งในศาสนาคริสต์ มีความตอนหนึ่งที่วิงวอนต่อพระบิดาว่า “โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้า เหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น”

ในอีกบทหนึ่งของหนังสือที่มีชื่อว่า “มุสลิมแท้ไม่อาจเป็นผู้ก่อการร้าย” กูเล็นพยายามอธิบายว่า การเทียบศาสนาอิสลามกับการก่อการร้าย เป็นความผิดพลาดเชิงประวัติศาสตร์อันใหญ่หลวง ที่จริงแล้ว เราควรทำความเข้าใจศาสนาอิสลามผ่านเอกสารของศาสนานี้เอง และผ่านตัวแทนที่แท้ของศาสนาตลอดช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ มิใช่ผ่านการกระทำของคนกลุ่มน้อยนิดเดียวที่เข้าใจศาสนาอิสลามอย่างผิด ๆ เช่น มีความเข้าใจคำว่า “ญิฮาด” ผิดว่าหมายถึง “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ต่อคนนอกศาสนา คำคำนี้แปลว่า “การอุทิศตน” และ “การต่อสู้ดิ้นรน” ญิฮาดใหญ่หมายถึงการต่อสู้ภายในกับกิเลสและความชั่วร้ายภายในจิตใจตนเอง ญิฮาดเล็กหมายถึงการต่อสู้ภายนอกเพื่อปกป้องหลักธรรมคำสอน จากการกดขี่ การรุกราน หรือความอยุติธรรม โดยปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อันเคร่งครัด

ในบทสุดท้ายของหนังสือ กูเล็นกล่าวถึงยุคสมัยแห่งสารสนเทศและการปะทะระหว่างอารยธรรม ในประเด็นหลัง เขาวิจารณ์นักวิชาการชาวสหรัฐฯชื่อ ฮันติงตัน ที่อ้างถึงการปะทะทางอารยธรรม ก่อนหน้านี้ มีการปะทะในช่วงสงครามเย็นระหว่างฝ่ายตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียตกับฝ่ายตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย ฮันติงตันจึงเสนอว่าจะมีการปะทะทางอารยธรรม ซึ่งมีนัยโดยคาดการณ์ว่า คู่อริใหม่ของฝ่ายตะวันตกหมายถึงโลกมุสลิมนั่นเอง อย่างไรก็ดี กูเล็นยืนยันว่า ตามประวัติศาสตร์แล้ว โลกมุสลิมไม่ประสงค์จะขัดแย้งกับใคร โดยมีหลักการสำคัญในการปกป้องเสรีภาพทางความเชื่อ ปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนฝ่ายยุโรปต่างหากที่ได้ทำสงครามต่าง ๆ เช่น “สงครามร้อยปี” ซึ่งเป็นความขัดแย้งรุนแรงและยืดเยื้อระหว่างราชอาณาจักรอังกฤษกับฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1337 ถึง 1453 (รวมระยะเวลา 116 ปี) ซึ่งมีสาระเป็นการแย่งชิงสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศส และในศตวรรษที่ผ่านมา เกิดสงครามโลกสองครั้ง ซึ่งรวมถึงการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ทัศนะของฮันติงตันยังคงเป็นทัศนะตะวันตกแบบเดิม ๆ โดยมีพื้นฐานบนความขัดแย้ง และสะท้อนถึงการครอบงำผ่านความขัดแย้ง ซึ่งหากความขัดแย้งนั้นไม่มีจริง ก็จินตนาการขึ้นนั่นเอง

Advertisement

ในอดีต ยุโรปได้ทำสงครามครูเซดต่อชาวมุสลิมทั้งสิ้น 9 ครั้ง ในช่วง ค.ศ. 1095–1291 (เกือบ 200 ปี) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วงชิงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (กรุงเยรูซาเล็ม) คืนจากชาวมุสลิม (AI ใช้คำว่า “คืน” เหมือนกับว่าเป็นของชาวยุโรปมาแต่เดิม) เมื่อทัพนักรบครูเสดเข้ายึดกรุงเยรูซาเล็มได้สำเร็จในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1099 พวกเขาได้สังหารพลเรือนชาวมุสลิมและชาวยิวภายในเมืองอย่างโหดเหี้ยม โดยประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตหลักพันถึงหลักหมื่นคน มีการสถาปนา “ราชอาณาจักรเยรูซาเล็ม” มัสยิดและโบสถ์ต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนให้กลับมาเป็นของนิกายคาทอลิก ชาวคริสต์นิกายออร์ทอกซ์และชาวพื้นเมืองบางส่วนถูกขับไล่ออกจากเมืองด้วยความหวาดระแวง

ซาลาดิน (Saladin) หรือ เศาะลาฮุดดีน ยูซุฟ อิบน์ อัยยูบ (Salah al-Din Yusuf ibn Ayyub) เป็นสุลต่านมุสลิมผู้ก่อตั้งราชวงศ์อัยยูบิด และเป็นผู้นำทัพเข้ายึดกรุงเยรูซาเล็มจากฝ่ายคริสเตียนในปี ค.ศ. 1187 เขาเป็นผู้นำผู้มีเมตตา เขาอนุญาตให้ชาวคริสต์ในเยรูซาเล็มจ่ายค่าไถ่เพื่อเดินทางออกไปอย่างปลอดภัย และห้ามไม่ให้มีการสังหารหมู่หรือปล้นสะดม ชัยชนะของเขาเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสดครั้งที่ 3 นำโดยกษัตริย์คนสำคัญ ๆ ของยุโรป เช่น สมเด็จพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 (ริชาร์ดใจสิงห์) ของอังกฤษ ซาลาดินและกษัตริย์ริชาร์ดต่างชื่นชมในฝีมือการรบของกันและกัน จนในปี ค.ศ. 1192 มีการพักรบและการอนุญาตให้ผู้แสวงบุญชาวคริสต์เดินทางมายังเยรูซาเล็มได้อย่างปลอดภัย

ต่อไปจะขออ้างอิงหนังสือชื่อ “กาลครั้งหนึ่งเพื่อวันข้างหน้า: บทเรียนจากอดีตเพื่ออนาคตของเรา” เขียนโดย โรมัน คริสนาร์อิก แปลโดย อัครวัฒน์ พรหมอินทร์ เพื่อจะได้เข้าเรื่อง “ขันติธรรม” ให้มากขึ้น บทที่สองของหนังสือมีชื่อว่า “บ่มเพาะความอดกลั้น” โดยยกตัวอย่างของอาณาจักร์ อัล-อันดาลุส (Al-Andalus) ซึ่งเป็นดินแดนบนคาบสมุทรไอบีเรีย (นั่นคือสเปนและโปรตุเกสในปัจจุบัน) ที่ถูกปกครองโดยชาวอาหรับและมุสลิมจากแอฟริกาเหนือ (มัวร์) ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 711 จนกระทั่งการล่มสลายลงใน ค.ศ. 1492 ดินแดนนี้เป็นศูนย์กลางของยุคทองทางวัฒนธรรมและวิทยาการในยุโรปยุคกลาง เมืองกอร์โดบาเป็นศูนย์กลางของอัล-อันดาลุส ในช่วงนั้นกอร์โดบามีประชากรเกินกว่าห้าแสนคน (ขณะที่ทั้งลอนดอนและปารีสในขณะนั้น มีประชากรเพียงประมาณสองหมื่นคน)

แม้จะเป็นสังคมที่เหล่ามุสลิมเป็นผู้มีอำนาจ แต่มุสลิมถือว่าชาวยิวและชาวคริสต์ต่างก็เป็น “ผู้คนในพระคัมภีร์” ที่มีสิทธิ์ปฏิบัติศาสนกิจของตนในที่รโหฐาน แต่ก็ต้องจ่ายภาษีพิเศษ แต่ชาวยิวยอมรับกติกานี้หลังจากที่เคยโดนผู้ปกครองชาวคริสต์กลั่นแกล้งมาเป็นเวลานาน จึงมีชาวยิวอพยพมายังอัล-อันดาลุสเพิ่มขึ้น จนคิดเป็น 5% ของประชากรทั้งหมด แม้ชาวมุสลิม ยิว และคริสต์จะอาศัยในละแวกที่แยกจากกัน แต่พวกเขาก็ไปไหนมาไหนร่วมกันเพื่อสะสางธุระรายวัน พวกเขาถือว่าตนเป็นชาวอัล-อันดาลุส และปฏิบัติต่อกันโดยไม่คำนึงว่าใครจะถือศาสนาใด

ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างศาสนา คือภาษาอารบิกที่พวกเขาใช้ร่วมกัน ในการซุบซิบนินทา ต่อรอง หัวเราะ และถกเถียงกัน หนุ่มสาวชาวคริสต์ตั้งใจอ่านและตั้งใจศึกษาจากหนังสืออาหรับที่มีอยู่มากมาย พวกเขาสามารถแสดงความเห็นเป็นภาษาอารบิกที่สละสลวย และเขียนบทกวีอารบิกอันงดงามกว่าชาวอาหรับเสียอีก ภาษาอารบิกเปรียบเป็นการผสานวัฒนธรรม ที่ทำให้อัล-อันดาลุสเป็นหนึ่งในสังคมที่มีความเป็นสากล (cosmopolitan) อย่างที่ยากจะได้พบเห็นมาก่อน

อีกปัจจัยหนึ่งคือความเป็นเมืองที่รวมผู้คนต่างพื้นเพเข้าด้วยกัน เมืองสร้างเราให้กลายเป็นพลเมืองที่มีขันติธรรมต่อคนนอก นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมในการออกเสียงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) เมื่อปี ค.ศ. 2016 หัวข้อใจกลางของประชามติคือปัญหาการอพยพ ชาวลอนดอนได้ออกเสียงต้านประเด็นการออกอย่างท่วมท้น ขณะที่ผู้ที่อยู่ตามชานเมืองสนับสนุนประเด็นดังกล่าว ที่เมืองกอร์โดบาเมื่อพันปีก่อน ไม่ค่อยมีปัญหาการอพยพ ผู้อยู่เดิมและผู้อพยพต่างใช้ประโยชน์จากความเป็นเมือง และคอยติดต่อกันอยู่เสมอ ทั้งในร้านค้า โรงเรียน ที่ทำงาน สวนสาธารณะ โรงกีฬา ระบบขนส่งสาธารณะ และร้านกาแฟ การได้พบเจอหน้ากัน อาจช่วยให้ระลึกถึงสิ่งที่พวกเขามีร่วมกัน และมองความหลากหลายทางวัฒนธรรม ว่าเป็นความปกติสุขมากกว่าจะเป็นภัย

มีเรื่องที่น่าทึ่งเรื่องหนึ่งคือ “ศาลน้ำ” แห่งเมืองบาเลนเซีย ชาวมุสลิมที่เข้ามาปกครองตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 ได้ขุดคลองชลประทานเพื่อการเพาะปลูกผักและผลไม้ต่าง ๆ โดยปล่อยให้ท้องถิ่นตกลงกันเองเพื่อแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้น้ำ เมื่อชาวคริสต์ได้พิชิตดินแดนนี้ในปี ค.ศ. 1238 ก็ยังคงรักษามรดกทางวัฒนธรรมนี้ไว้ และยังคงใช้ศัพท์บางคำเป็นภาษาอาหรับ เช่น คำว่า “ฝาย” (azud) ในศตวรรษที่ 15 ศาลน้ำมีผู้ตัดสินคดีที่มาจากการเลือกตั้ง โดยชาวนาท้องถิ่นเลือกตัวแทนจากคลองชลประทานของพวกเขาทุก 2 ปี พวกเขาจะมาประชุมกันหน้าประตูภายนอกมหาวิหารกอธิกของเมืองบาเลนเซีย และตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ได้มีการจัดตั้งอันมั่นคง โดยมีการพิจารณาคดีทุกวันพฤหัสบดี จนถึงทุกวันนี้ วันพฤหัสบดีใดไม่มีข้อพิพาท ก็มาประชุมเพื่อประกอบพิธีกรรมร่วมกันอยู่ดี

ศาลน้ำแห่งบาเลนเซียประสบความสำเร็จจากการจัดการน้ำร่วมกันมายาวนานนับพันปี ชาวนาแทบไม่เคยขโมยน้ำจากเพื่อนบ้าน ระบบชลประทานได้รับการจัดการและบำรุงรักษาในแบบประชาธิปไตยจากฐานราก แม้ผู้ปกครองและระบอบการปกครองจะเปลี่ยนไป แต่บาเลนเซียยังคงเป็นแหล่งผลิตผักและผลไม้ เช่น ส้ม อันลือชื่อ ที่ยั่งยืนตลอดมา

ตัวอย่างที่กล่าวมานี้แสดงถึงความเป็นไปได้ที่ขันติธรรมนำไปสู่การดำรงอยู่ร่วมกัน (Convivencia) แม้จะถูกขัดจังหวะโดยความรุนแรงทางศาสนาและชาติพันธุ์ อันเป็นเช่นนั้น ในบางครั้ง แต่ก็ถือว่าอัล-อันดาลุสเป็นตัวอย่างของการดำรงอยู่ร่วมกันอันผาสุกผ่านกาลเวลาร่วมแปดร้อยปี อย่างไรก็ดี หลังจากที่ชาวคาทอลิกพิชิตชาวมัวร์ โดยยึดอาณาจักรกรานาดา ซึ่งเป็นฐานที่สุดท้ายของมุสลิมได้ กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 2 และพระราชินีอิซาเบลที่ 1 ได้สถาปนาประเทศสเปน และบังคับให้ชาวมัวร์และชาวยิวที่ปฏิเสธการเปลี่ยนศาสนาให้อพยพออกจากคาบสมุทรไอบีเรีย แม้ชาวยิวบางคนที่ยอมเปลี่ยนศาสนาก็ยังถูกระแวงอยู่ดี พวกเขาถูกห้ามมิให้เข้ารับราชการหรือสมัครเป็นบาทหลวงคาทอลิก มีแต่เพียงคณะเยสุอิตคณะเดียวที่เปิดรับคริสตชนใหม่เชื้อสายยิว แต่สุดท้ายก็ถูกกดดันจนยอมจำกัดให้รับเฉพาะผู้สมัครที่เป็นลูกหลานรุ่นที่ 4-5 ของบรรพบุรุษเชื้อสายยิวที่เปลี่ยนมาถือศาสนาคาทอลิก

ในหนังสือที่อ้างอิง คริสบาร์อิกได้กล่าวถึงตัวอย่างร่วมสมัยอีก 2-3 ตัวอย่าง ที่มุ่งหมายสร้างการดำรงอยู่ร่วมกันอันผาสุก ตัวอย่างแรกเกิดขึ้นในประเทศกานา แม้จะมีการก่อจลาจลและความรุนแรงบ้าง ในการพิพาทระหว่างชาติพันธุ์ในเรื่องดินแดนและเรื่องอื่น ๆ แต่ก็จัดได้ว่ากานาเป็นประเทศที่ประชาชนมีขันติธรรมระหว่างผู้คนต่างชาติพันธุ์และศาสนามากที่สุดในทวีปแอฟริกา กวาเม อึนกรูมาห์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกหลังการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ เขาตระหนักดีว่ากานาเป็นสังคมที่มีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ เขาไม่เห็นด้วยกับการก่อตั้งพรรคการเมืองบนพื้นฐานแห่งความเป็นภูมิภาคหรือศาสนา เขาเห็นว่านั่นคือ “การหว่านเมล็ดพันธุ์ของการบ่อนทำลายการมีอยู่ของชาติ”

เขาพยายามสร้างอัตลักษณ์ของชาติขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงชาติและธงชาติใหม่ ตลอดจนอนุสาวรีย์ประจำชาติ ธนบัตร ตราไปรษณีย์ ฯลฯ ที่เฉลิมฉลองการเกิดใหม่ของกานา โดยส่วนตัว เขาเลือกใส่เสื้อคลุมทางภาคเหนือขณะหาเสียง ทั้ง ๆ ที่เขาเกิดในภาคตะวันตก เขาอดอาหารในช่วงเดือนรอมฎอนเพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชาวมุสลิมที่เป้นชนกลุ่มน้อย ทั้ง ๆ ที่เขาถือศาสนาคาทอลิก ไม่เพียงแต่ในระดับรัฐ ภาคพลเรือนและองค์กรทางศาสนาก็มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน เช่น ทุกบ่ายวันอาทิตย์ที่เมืองอาไชมัน จะมีการประชุมระหว่างองค์กรหลากหลายชาติพันธุ์ และองค์กรระหว่างศาสนาเพื่อสังคม กลุ่มสตรีและกลุ่มเยาวชน พวกเขานำเก้าอี้มา ช่วยกันแขวนป้าย สวมเสื้อยืดสีสันสดใสเพื่อแสดงความเป็นปึกแผ่นข้ามขีดแบ่ง

ภาษา Ga เป็นภาษาพื้นเมืองของชนเผ่า Ga และเป็นภาษาหลักดั้งเดิมของเมืองหลวงอักกรา ภาษานี้กำลังเป็นวาระสำคัญทางวัฒนธรรมในประเทศกานา อิทธิพลของความเป็นเมืองหลวงที่หลากหลายทำให้ภาษา Ga เริ่มเสี่ยงต่อการสูญหาย ผู้นำท้องถิ่นจึงกำลังผลักดันการอนุรักษ์อย่างแข็งขัน เช่น 1) เรียกร้องให้ กระทรวงศึกษาธิการบรรจุภาษาดั้งเดิมของอักกรา (ภาษา Ga และ Dangme) เป็นวิชาบังคับในโรงเรียนระดับประถมศึกษา 2) เทศบาลนครอักกรากำหนดให้โรงเรียนประถมศึกษาทุกแห่งในเมืองหลวงจารึกคำว่า “Oobaakɛ” (แปลว่า ยินดีต้อนรับ) ไว้ที่หน้าโรงเรียน 3) ผู้นำดั้งเดิมได้ริเริ่มโครงการฟื้นฟูอัตลักษณ์ รวมไปถึงการผลักดันให้สื่อต่าง ๆ ในอักกรานำเสนอรายการเป็นภาษา Ga มากขึ้น 4) กลุ่มอาสาสมัครร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอักกรา กำลังแปลและพัฒนาคลังคำศัพท์และ Wikipedia ภาษา Ga เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงภาษานี้บนโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น

คราวนี้มาพิจารณาตัวอย่างของประเทศสิงคโปร์ดูบ้าง ประชากรสิงค์โปร์ส่วนใหญ่ประมาณ 75% มีเชื้อสายจีน พวกเขาอยู่ร่วมกับชนส่วนน้อยราว 15%% ที่มีเชื้อสายมาเลย์ และอีกราว 7% ที่มีเชื้อสายอินเดีย

โคทม อารียา