สมัยเด็กๆ ผู้เขียนเติบโตอยู่ในบ้านแบบจีนเก่าที่โคราช บ้านแบบนั้นคนรุ่นใหม่คงไม่ค่อยได้เห็นกันแล้ว เพราะเป็นบ้านที่สร้างล้อมลานกลางบ้านเอาไว้ ตรงกลางเปิดโล่งขึ้นไปจนเห็นท้องฟ้า คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “เทียนเจ็ง” (天井) แปลกันตรงตัวว่า “บ่อน้ำสวรรค์” ฟังดูแปลกอยู่ไม่น้อย เพราะไม่มีบ่อน้ำเลยนอกจากน้ำในอ่างบัว 2-3 อ่าง มีแต่ท้องฟ้า แต่คนจีนโบราณคงเห็นว่าฟากฟ้านั้นเป็นต้นกำเนิดของฝน และฝนก็คือน้ำจากสวรรค์ จึงเรียกลานกลางบ้านที่เปิดรับฟ้าฝนเช่นนี้ว่าเป็นบ่อน้ำของสวรรค์
ผู้เขียนไม่ทราบว่าผู้อ่านท่านอื่นเป็นอย่างไร แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว เทียนเจ็งคือโทรทัศน์จอยักษ์ประจำบ้านในยุคที่ยังไม่มีโทรทัศน์ เด็กสมัยนี้อาจใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ส่วนเด็กสมัยผู้เขียนนั้นใช้เวลาหลายชั่วโมงจ้องท้องฟ้า โดยเฉพาะเมฆ
ผู้เขียนชอบดูเมฆมาตั้งแต่จำความได้ เช้าก็ดู บ่ายก็ดู เย็นก็ดู บางวันเมฆขาวสะอาดเหมือนสำลีที่เพิ่งแกะออกจากห่อ บางวันเป็นริ้วบางๆ เหมือนผ้าแพรจีนที่ลอยอยู่บนฟ้า บางวันก็พองโตเสียจนเหมือนภูเขาลูกใหญ่กำลังลอยผ่านหลังคาบ้าน ผู้เขียนเป็นเด็กคนหนึ่งสามารถนอนดูเมฆได้เป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเบื่อ เมฆก้อนหนึ่งเป็นม้า อีกก้อนเป็นช้าง อีกก้อนเป็นมังกร แล้วไม่กี่นาทีต่อมา มังกรตัวนั้นก็กลายเป็นเป็ดไปเสียแล้ว
ผู้เขียนคิดว่าการดูเมฆคงเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ เพราะฉายอยู่บนจอขนาดมหึมาคือท้องฟ้า และไม่เคยต้องเสียค่าไฟแม้แต่สตางค์เดียว เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากเด็กชายในบ้านเก่าที่โคราช กลายเป็นนักเรียน นักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย และคนเขียนหนังสือ ยิ่งอายุมากขึ้น เวลาที่ใช้มองฟ้ากลับน้อยลง เพราะเช้าก็รีบ สายก็รีบ บ่ายก็รีบ ค่ำก็ยังรีบ บางวันผ่านไปทั้งวันโดยไม่รู้เลยว่าท้องฟ้าวันนั้นหน้าตาเป็นอย่างไรเป็นเรื่องน่าแปลกที่มนุษย์สามารถส่งยานอวกาศไปดาวอังคารได้ แต่กลับไม่มีเวลามองท้องฟ้าเหนือหัวตัวเอง เมื่อแก่ตัวลง ผู้เขียนจึงเริ่มกลับมาสนใจเมฆอีกครั้ง แต่คราวนี้มิใช่ในฐานะเด็กที่ชื่นชมความสวยงาม หากเป็นในฐานะคนที่สนใจความคิดเห็นของผู้คน แล้วผู้เขียนก็พบเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
นั่นคือ คนจีนกับคนตะวันตกมองเมฆต่างกันราวกับกำลังพูดถึงคนละสิ่ง สำหรับคนจีน เมฆเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งสูงส่ง เป็นมงคล และเป็นนิรันดร์ ภาพเมฆปรากฏอยู่ทั่วไปในศิลปะจีน ตั้งแต่ภาพวาด เครื่องลายคราม ไปจนถึงเสื้อคลุมของจักรพรรดิ เซียนเหาะอยู่บนเมฆ เทพเจ้าประทับอยู่บนเมฆ วังสวรรค์ก็อยู่เหนือเมฆ โดยเหตุผลของคนจีนก็ฟังขึ้นไม่น้อย เพราะหากเงยหน้าดูฟ้าทุกวัน จะพบว่าเมฆอยู่ตรงนั้นเสมอ ดวงอาทิตย์หายไปทุกคืน ดวงจันทร์หายไปหลายคืนในแต่ละเดือน ดวงดาวหายหมดไปในเวลากลางวัน แต่เมฆยังคงมีอยู่ เมฆจึงเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่อง ความยั่งยืนและความเป็นอมตะ
ส่วนชาวตะวันตกกลับคิดตรงกันข้ามในวรรณกรรมและปรัชญาตะวันตก เมฆมักเป็นตัวแทนของความไม่แน่นอน ความเปลี่ยนแปลง และความผันผวน เหตุผลก็ฟังขึ้นอีกเช่นกัน เพราะเมฆไม่เคยหยุดนิ่งเปลี่ยนรูปร่างทุกนาที เปลี่ยนสีทุกชั่วโมง เปลี่ยนตำแหน่งตลอดเวลา ไม่มีใครเดาได้ว่าอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
คนตะวันตกเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วชื่นชมแสงอาทิตย์ที่ขับไล่เมฆออกไป แต่คนจีนเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วชื่นชมเมฆที่ลอยอยู่เหนือศีรษะสำหรับชาวตะวันตก เมฆคือสิ่งที่บดบังแสงสว่าง แต่สำหรับชาวจีน เมฆคือสัญลักษณ์แห่งความสูงส่งและความเป็นสิริมงคล จึงไม่น่าแปลกใจที่วีรบุรุษอันดับหนึ่งของจีนคือกวนอูมีชื่อรองว่า 弮磩薞 (กวนหุนเตี๋ยง-ผู้สูงส่งดุจเมฆ) ขณะที่ในโลกตะวันตกปรากฏว่าไม่มีวีรบุรุษคนใดได้รับชื่อที่มีความหมายว่า “เมฆอันยิ่งใหญ่” เลย
ดังนั้น คนจีนมองเมฆแล้วเห็น “ความมั่นคง” ส่วนคนตะวันตกมองเมฆแล้วเห็น “ความเปลี่ยนแปลง” ต่างฝ่ายต่างมองเมฆก้อนเดียวกัน แต่ได้ข้อสรุปตรงกันข้าม เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงการเมืองไทยในปัจจุบันอย่างช่วยไม่ได้ ในเมื่อคนไทยจำนวนมากกำลังมองเหตุการณ์เดียวกัน ฟังข่าวเดียวกัน และเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน แต่กลับตีความกันคนละเรื่อง ฝ่ายหนึ่งเห็นความหวัง อีกฝ่ายหนึ่งเห็นหายนะฝ่ายหนึ่งเห็นการปฏิรูป อีกฝ่ายหนึ่งเห็นการทำลาย ฝ่ายหนึ่งเห็นอนาคต อีกฝ่ายหนึ่งเห็นอันตราย ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตนเองกำลังมองความจริง เหมือนคนจีนและคนฝรั่งที่ต่างก็เชื่อว่าตนเองเข้าใจเมฆอย่างถูกต้อง ความจริงแล้ว เมฆไม่ได้สนใจหรอกว่ามนุษย์จะตีความมันอย่างไร มันก็ลอยของมันไปตามลม แต่ผู้คนต่างหากที่ทะเลาะกันเพราะการตีความ บางทีปัญหาของสังคมไทยในเวลานี้อาจไม่ใช่ว่าใครถูกใครผิดแต่อาจเป็นเพราะเราไม่เคยยอมรับว่าคนที่คิดต่างจากเราก็อาจกำลังมองเห็นอีกด้านหนึ่งของเมฆ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ผู้เขียนจึงอดนึกถึงเทียนเจ็งที่บ้านเก่าในโคราชไม่ได้ ลานกลางบ้านแห่งนั้นสอนบทเรียนให้ผู้เขียนตั้งแต่ยังไม่รู้จักคำว่ารัฐศาสตร์ สังคมวิทยา หรือปรัชญาเสียอีก มันสอนว่าโลกใบเดียวกันสามารถมองได้หลายมุม เมฆก้อนเดียวกันสามารถตีความได้หลายแบบ และความเห็นที่แตกต่างกัน มิได้หมายความว่าอีกฝ่ายเป็นคนเลวหรือเป็นคนโง่เสมอไป เสียดายก็แต่ทุกวันนี้ ผู้เขียนแทบไม่มีเวลานอนดูเมฆเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก แต่บางทีบทเรียนจากเมฆเหล่านั้นก็ยังติดตัวอยู่ และยิ่งมองการเมืองไทยมากขึ้นเท่าใด ผู้เขียนก็ยิ่งรู้สึกว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเถียงกันเรื่องเดียวกับที่คนจีนและคนฝรั่งเถียงกันมาหลายร้อยปี
นั่นคือ เรากำลังมองเห็นสิ่งเดียวกันจริงหรือไม่หรือเพียงกำลังมอง “เมฆก้อนเดียวกัน” จากคนละมุมเท่านั้นเอง
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์



