
ในขณะที่กำลังเตรียมเขียนบทความข่าวมรณกรรมของ “ยีฉริ เบโลลาเว็ค”
(Jiří Bělohlávek) วาทยกรระดับโลกชาวเช็ก (Czech) อยู่นี้ ไม่กี่วันถัดมาก็มีข่าวการจากไปของวาทยกรระดับโลกชาวอังกฤษตามมาอีกติดๆ กัน นั่นคือ เซอร์เจฟฟรีย์ เทท (Jeffrey Tate) นับว่าน่าใจหายทีเดียว โลกดนตรีสูญเสียศิลปินนักคิดทางดนตรีไป 2 คน ในระยะเวลาห่างกันเพียงวันเดียว
ยีฉริ เบโลลาเว็ค เสียชีวิตจากโรคมะเร็งไปในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2560 ณ กรุงปราก (Prague) สาธารณรัฐเช็ก ด้วยวัย 71 ปี ในขณะที่เซอร์เจฟฟรีย์ เทท เสียชีวิตในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2560 ณ เมืองแบร์กาโม (Bergamo) แคว้นลอมบาดี (Lombady) ประเทศอิตาลี ด้วยอาการหัวใจวาย ในวัย 74 ปี
นอกจากจะเป็นข่าวคราวทางศิลปวัฒนธรรมในระดับนานาชาติแล้ว (ข่าวที่เมืองไทยเราอาจไม่ได้ให้ความสนใจใดๆ นัก) เรื่องราวการต่อสู้ชีวิตและความคิดของศิลปินระดับนี้บ่งบอกหรือให้อะไรกับเราได้บ้าง?
ถ้าพูดถึงยีฉริ เบโลลาเว็ค แล้วเขายังเป็นวาทยกรในแนวชาตินิยมที่รักและผูกพันอย่างลึกซึ้งกับผลงานของนักประพันธ์ดนตรีชาวเช็กเพื่อนร่วมชาติ อย่าง เล-ออส ยานาเช็ก (Leos Janacek),อันโตนิน ดโวชาค (Antonin Dvorak) และโบฮูสลาฟ มาร์ตินู (Bohuslav Martinu) เป็นอย่างมาก จึงแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดเขาจึงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นเป็นพิเศษกับวงดุริยางค์แห่งชาติ อย่างเช็กฟิลฮาร์โมนิก(Czech Philharmonic) จนได้รับตำแหน่งวาทยกรหลัก (Chief Conductor) 2 สมัย จากช่วงปี ค.ศ.1990-1992 และจากช่วง ค.ศ.2012 จนกระทั่งถึงแก่กรรม
นับเป็นความสัมพันธ์ระหว่างวงออเคสตราแห่งชาติและวาทยกรสายเลือดเช็กแท้ๆ ที่มีความเทิดทูนผลงานดนตรีสำนักโบฮีเมียด้วยกัน เสมือนที่วงเช็กฟิลฮาร์โมนิกวงนี้เคยผูกพันกับวาทยกรสายเลือดเช็กอย่าง วาคลาฟ นอยมันน์ (Václav Neumann) และ คาเร็ล แองเชิล(Karel Ančerl) มาก่อน
นอกจากความสัมพันธ์กับวงเช็กฟิลฮาร์โมนิกแล้ว เบโลลาเว็คยังมีความสัมพันธ์กับวงบีบีซี ซิมโฟนีออเคสตรา (BBC Symphony Orchestra) เป็นอย่างดี โดยได้ร่วมงานในฐานะวาทยกรหลักเช่นเดียวกัน (จากปี ค.ศ.2006-2012) ทั้งนี้ ยังไม่นับถึงการได้รับเชิญให้ร่วมงานกับวงซิมโฟนีออเคสตราระดับโลกทั้งหลายมากมาย
ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญในปลายปี ค.ศ.1989-1990 จากประเทศเช็กโกสโลวาเกีย (Czechoslovakia) เดิมที่ปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์มานานกว่า 40 ปี มาสู่ระบอบประชาธิปไตย ส่งผลกระทบมาถึงการเปลี่ยนแปลงระบบและการจัดการของวงเช็กฟิลฮาร์โมนิกด้วยเช่นกัน อาจเป็นด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ ในปี ค.ศ.1991 สมาชิกในวงลงคะแนนเสียงเลือก “แกร์ด อัลเบรคท์” (Gerd Albrecht) วาทยกรชาวเยอรมันให้มาดำรงตำแหน่งวาทยกรหลัก (Principal Conductor) เป็นระยะเวลา 7 ปี
นับเป็นวาทยกรหลักที่ไม่ใช่ชาวเช็กคนแรกในประวัติศาสตร์ของวง ซึ่งตอนนั้นกำหนดจะเริ่มงานในปี ค.ศ.1994 ยีฉริ เบโลลาเว็ค ไม่รอให้เวลานั้นมาถึงเขาชิงลาออกในปี ค.ศ.1992 ทันที
การลาออกก่อนกำหนดนี้เป็น “เรื่องการเมือง” ที่นำความวุ่นวายโกลาหล มาสู่วงเช็กฟิลฮาร์โมนิกในขณะนั้นเป็นอย่างมาก เรื่องที่เป็นภาพน่าแปลกใจก็คือ ในตอนวาระสำคัญในคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 100 ปี แห่งการต่อตั้งวง ในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ.1996 ทั้ง แกร์ด อัลเบร็คท์ และยีฉริ เบโลลาเว็ค ต่างร่วมกันอำนวยเพลงในวันนั้นโดยแบ่งงานกันคนละครึ่ง
หลังการลาออกจากวงเช็กฟิลฮาร์โมนิกในปี ค.ศ.1992 เบโลลาเว็คหันไปก่อตั้งวงออเคสตราของเขาเองขึ้นใหม่ เป็นวงขนาดกลางใช้สมาชิกนักดนตรี 40 คน ภายใต้ชื่อ “ปรากฟิลฮาร์โมเนีย” (Prague Philharmonia) โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมแห่งสาธารณรัฐเช็ก และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกเพียงในปีถัดมา กระทรวงกลาโหมถอนงบประมาณสนับสนุนทั้งหมด วงปรากฟิลฮาร์โมเนีย ที่เพิ่งก่อตั้งคัดเลือกนักดนตรีสายเลือดใหม่มาเองกับมือต้องมาประสบปัญหาใหญ่อย่างคาดไม่ถึง
ทางออกสำหรับวงดนตรีเกิดใหม่ที่เพิ่งตั้งไข่หัดเดินนี้จึงน่าจะต้อง “ยุบวง” สถานเดียว
แต่เบโลลาเว็คไม่ยอมแพ้ เขาดิ้นรนหาทางออกด้วยการหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนด้วยกำลังภายในส่วนตัวจนสามารถพาวงดนตรีเลือดใหม่ไฟแรงผ่านวิกฤต จนกลายเป็นวงออเคสตราชั้นนำของเช็กที่ยังดำเนินกิจกรรมการแสดงยืนหยัดยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน และมีผลงานบันทึกเสียงกับค่ายแผ่นเสียงใหญ่ๆ อย่าง ดอยชท์ กราโมโฟน (Deutsche Grammophon), อี.เอ็ม.ไอ. (EMI) และฮาร์โมเนียมุนดิ (Harmoniamundi) อีกด้วย
การเมืองส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวงออเคสตราอันถือเป็นตัวแทนทางศิลปวัฒนธรรม ถือเป็นหน้าเป็นตาของชาติที่เจริญแล้ว ซึ่งมิได้ให้ความสำคัญแก่กองทัพเพียงอย่างเดียว วงเช็กฟิลฮาร์โมนิกก็เช่นเดียวกัน วาทยกรชาวเยอรมันอย่าง แกร์ด อัลเบร็คท์ ถูกพิษทางการเมืองเล่นงานอย่างรุนแรงจนต้องลาออกก่อนกำหนดในปี ค.ศ.1996 ด้วยเหตุผลที่เขาอธิบายว่า เขาเป็นเหยื่อจากการกีดกันทางเชื้อชาต, จากการต่อต้านเยอรมนีและเป็นตัวแทนประเทศเยอรมนีที่ต้องสังเวยกับความผิดร้ายแรงที่เยอรมนีเคยทำไว้ในอดีต
และหลังจากช่วงเวลาผ่านไปอีก 6 ปี ยีฉริ เบโลลาเว็ค จึงย้อนกลับมารับตำแหน่งเดิมกับวงเช็กฟิลฮาร์โมนิกอีกครั้งในปี ค.ศ.2012 และเมื่อเดือนมกราคมต้นปีนี้เอง (พ.ศ.2560) ทางวงเช็กฟิลฮาร์โมนิกก็ประกาศต่อสัญญาการร่วมงานกับเขาไปจนถึงปี ค.ศ.2022 (พ.ศ.2565)
แต่โรคร้ายและพญามัจจุราชไม่รอให้ถึงวันนั้น จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือจะเป็นลางแห่งการบอกลาโลกอันงดงามก็ตามที เพราะว่าประมาณ 1 เดือนก่อนถึงแก่กรรม เขาได้อำนวยเพลงบทสวดแห่งความตาย (Requiem) ของอันโตนิน ดวอชาค กับวงบีบีซี ซิมโฟนีออเคสตรา วงดนตรีที่เขาได้รับตำแหน่ง “วาทยกรเกียรติยศ” (Conductor Laureate) และมีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนานเช่นกัน
และคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขาก็มีขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา เขาอำนวยเพลงให้กับวงปรากฟิลฮาร์โมเนีย ที่เขาก่อตั้งและปลุกปั้นมาเองกับมือในช่วงวิกฤตชีวิตศิลปินและวิกฤตการเมือง
“ผมต้องต่อสู้ตลอดชีวิต”
นั่นคือ คำพูดที่เซอร์เจฟฟรีย์ เทท วาทยกรชาวอังกฤษกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ “เดอะการ์เดียน” (The Guardian) ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2554 ไม่เกินเลยความจริงไปเลยสำหรับคำพูดนี้ เพราะภาพวาทยกรหลังค่อม ที่ต้องนั่งอำนวยเพลงบนเก้าอี้พิเศษหน้าวงออเคสตราตลอดชีวิต ก็คงบ่งบอกอะไรได้แทนคำกล่าวนี้ไม่น้อย เจฟฟรีย์นั้นอาจเปรียบเทียบในฐานะตัวแทนภาพลักษณ์ได้กับสตีเฟน ฮอว์กิง (Stephen Hawking) นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่ผ่านการต่อสู้กับการเจ็บป่วยแบบเดนตายมาเหมือนๆ กัน(เจฟฟรีย์ เทท เกิดหลังสตีเฟน ฮอว์กิง เพียงปีเดียว) ด้วยโรคผิดปกติทางไขสันหลัง (Spina Bifida) แต่กำเนิด และภาวะกระดูกสันหลังค่อม
เพียงแค่นี้ก็ทำให้เขาต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานไม่น้อย ในวัยเด็กต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลอยู่อย่างไม่ได้ขาดระยะเพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้สามารถเดินเองได้ การติดเชื้อแบคทีเรีย และโรคหัวใจ สำหรับเจฟฟรีย์ เทท แล้ว เพียงแค่การหายใจก็ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเขาทั้งสภาพกระดูกสันหลังค่อม และสารพัดโรคที่รุมเร้าก็สร้างความลำบากต่อลมหายใจของเขาแล้ว
แต่ชีวิตก็มักมีเรื่องมหัศจรรย์มาชดเชยกันประดุจปาฏิหาริย์ ดังที่เขาเคยกล่าวว่า “…บ่อยครั้งที่ผมหายใจได้เต็มปอดมากขึ้น และสามารถเดินขึ้นบันไดได้ดีขึ้น หลังจากที่ได้ฝึกซ้อมวงออเคสตรา ราวกับได้ขยายปอด พูดอย่างง่ายๆ เลยนะ….การอำนวยเพลงนี่เป็นอาชีพที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ…” (วาทยกรหลายคน รู้สึกราวกับได้เพิ่มพลังพิเศษให้กับตัวเองในขณะที่อำนวยเพลง,ฝึกซ้อมวงออเคสตราในสภาพสังขารที่ร่วงโรย อ็อตโต เคล็มเพอเรอ ดูจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงในกรณีนี้บ่อยๆ)
ชีวิตที่หลุดรอดความตายจนสามารถเดินได้ด้วยตัวเองทำให้เจฟฟรีย์ เทท เริ่มศรัทธาในวิชาทางการแพทย์ (และเล่นเปียโนได้ในระดับปานกลาง) เขาเคยเรียนแพทย์จนได้เป็นจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่ที่โรงพยาบาลเซ็นต์โธมัส (St.Thomas Hospital) กรุงลอนดอน ก่อนที่จะทิ้งวิชาชีพจักษุแพทย์มาสู่หนทางดนตรี โดยได้มีโอกาสเป็นผู้ช่วยบรรเลงเปียโนฝึกซ้อมให้กับนักร้องอุปรากร (Opera) ในคณะอุปรากร “รอยัล โอเปราเฮาส์ โคเวนท์การ์เด็น” (Royal Opera House Covent Garden)ที่มี เซอร์เกออร์ก ชอลติ (Sir Georg Solti) เป็นผู้อำนวยการอยู่ในขณะนั้น ได้ช่วยงานและเรียนรู้การกำกับอุปรากรเพิ่มเติมกับวาทยกรระดับโลกอย่าง ปิแอร์ บูเลซ์ (Pierre Boulez) และเจมส์ ลีไวน์ (James Levine) การอำนวยการแสดงอุปรากรเป็นงานที่ใช้พละกำลังทางกายและสติปัญญาอย่างสูง แม้จะสำหรับคนร่างกายปกติก็ตาม
การแจ้งเกิดในเวทีอุปรากรของเขาอาจเริ่มได้ช้าในวัย 35 ปี ในการกำกับอุปรากรเรื่องคาร์เม็น (Carmen) ของจอร์จ บิเซต์ (George Bizet)กับคณะอุปรากรโกเธ็นเบอร์ก (Gothenberg Opera) แห่งสวีเด็น หลังจากพิสูจน์การก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดทางสรีระอันสำคัญนี้แล้ว เขาก็กลายเป็นวาทยกรที่เชี่ยวชาญและช่ำชองในการฝึกซ้อมและกำกับการแสดงอุปรากรคนหนึ่งของวงการ ซึ่งการกำกับการแสดงอุปรากรนั้นซับซ้อน และยุ่งยาก อีกทั้งเหนื่อยยากกว่าการอำนวยเพลงในซิมโฟนีคอนเสิร์ตธรรมดาๆ มากมายนัก
ที่สำคัญก็คือ วาทยกรที่สังขารไม่สมประกอบอย่างเขาสามารถอำนวยการแสดงอุปรากรระดับมหากาพย์ชุด “เดอะริง” ของวากเนอร์ (Richard Wagner) ได้จนถือเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งทีเดียว
ผลงานบันทึกเสียงในระดับอ้างอิงของเขาในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 กับค่าย อี.เอ็ม.ไอ.ก็คือ งานบันทึกเสียงซิมโฟนีและเปียโนคอนแชร์โตของโมซาร์ท กับวงอิงลิชเชมเบอร์ออเคสตรา (English Chamber Orchestra) โดยมี มิตซึโกะ อูชิดะ (Mitsuko Uchida) เป็นผู้บรรเลงเดี่ยวเปียโน ถือเป็นการตีความงานดนตรีของโมซาร์ทโดยใช้เครื่องดนตรีแบบสมัยใหม่ ที่ประสบความสำเร็จในระดับอ้างอิงได้โดยไม่ต้องไปใช้ “วงดนตรีย้อนยุค” (On Period Instrument) แบบที่กำลังเริ่มฮิตเป็นกระแสนิยมในยุคนั้น (ยาวนานมาจนปัจจุบัน)
หลังจากนั้น เจฟฟรีย์ เทท ก็ย้ายไปทำงานการอำนวยเพลงในอิตาลีและเยอรมนี จนถือเสมือนเยอรมนีเป็นบ้านแห่งจิตวิญญาณ (Spiritual Home) ของเขา จนเขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกับประเทศอังกฤษอันเป็นบ้านเกิดอยู่ไม่น้อย ในตอนที่เขาหวนกลับไปอำนวยเพลงรับเชิญที่อังกฤษในปี ค.ศ.2011 นั้น เขากล่าวด้วยความรู้สึกคับแค้นใจว่า “ที่กรุงเวียนนา ซึ่งผมอำนวยเพลงให้กับคณะอุปรากรของเมืองนั้น พวกคนขับแท็กซี่ล้วนจำผมได้ดี กล่าวทักกันว่า โอว์ คุณเทท โชคดีจังที่ผมได้เจอคุณด้วย ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในลอนดอนเลย”
อีกทั้งคำกล่าวอีกหลายตอนที่เขารู้สึกว่าคนอังกฤษ (โดยเฉพาะวงการสื่อสารมวลชน) ไม่ยอมรับเขาแบบที่คนในประเทศอื่นๆ ในยุโรปกลับให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี ในตอนนั้น (ค.ศ.2011) เขายังแสดงทรรศนะเชิงการเมืองที่น่าสนใจว่า “…ผมโกรธจริงๆ ที่ตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึงการจะออกจากสหภาพยุโรป…แต่พวกเรา (อังกฤษ) ก็เป็นคนยุโรปด้วยกันทั้งหมด และพวกเราก็คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมยุโรป…” (ฟังแล้วรู้สึกช่างโชคดีที่ประเทศไทยเราไม่เคยต้องมานั่งคิดกันว่าจะต้องออกจาก “อาเซียน” หรือไม่)
เจฟฟรีย์ เทท อำนวยเพลงครั้งสุดท้ายกับวงไฮเดินออเคสตรา (Haydn Orchestra) ในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2560 ที่ผ่านมาในคอนเสิร์ตที่เมืองเทร็นโต (Trento) ประเทศอิตาลี ก่อนที่จะเสียชีวิตในอีกเพียงสองวันถัดมา ด้วยวัย 74 ปี ถือเป็นกำไรชีวิตแล้วมากมายสำหรับมนุษย์ที่ต้องต่อสู้กับขีดจำกัดของชีวิตอย่างเดนตายของเขา (ซึ่งแพทย์เคยบอกว่าเขาไม่น่าจะมีอายุเกิน 50 ปี)
ลาลับดับโลกไปอีกสองคนสำหรับศิลปินผู้อำนวยเพลงระดับโลก สองคนในระยะเวลาห่างกันเพียงวันเดียว นี่คงไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนัก กับประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ที่นิยามความหมายของคำว่า “ดนตรี” (โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิก) หรือ “ศิลปะ” ยังอยู่ในระดับที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต่อการดำรงชีวิต
การจากไปของบุคคลสำคัญในวงการระดับโลกจึงไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเป็นข่าวที่ได้รับการรับรู้กว้างขวางมากมายนัก แต่เชื่อว่าถึงอย่างไรก็ตาม นี่คงจะน่าสนใจและน่าติดตามอยู่บ้างสำหรับท่านที่ยังมีดนตรี (โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิก) อยู่ในหัวใจ

