หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ศึกษาต่อในเยอรมนี…คือ ทางเลือกของสยาม

28.06.26 | 13:21 น.

นับตั้งแต่สมัยในหลวงรัชกาลที่ 5 เยาวชนสยามระดับหัวกะทิในอดีตจำนวนหนึ่ง ถูกส่งไปศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนี เนื่องจากเยอรมนี คือ มหาอำนาจด้านวิทยาการ เทคโนโลยี และการแพทย์ระดับโลก

ไปศึกษาในเยอรมนี คือ นโยบายการคานอำนาจทางการเมืองของสยาม ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับมหาอำนาจยุโรป เพื่อรักษาเอกราชจากการคุกคามของอังกฤษและฝรั่งเศส

ช่วงรัชสมัยในหลวง ร.4 ฝรั่งเศส อังกฤษ คือ ภัยคุกคามที่น่าสะพรึงสำหรับสยามประเทศ ที่สยามเอาตัวรอดมาได้หวุดหวิด

ชาวเยอรมันที่เข้ามาค้าขาย ทำงานในไทย สร้างสรรค์ ผูกมิตร

พ.ศ.2430 ในหลวง ร.5 ทรงตั้ง “กรมศึกษาธิการ” ทำหน้าที่จัดการศึกษาในระบบโรงเรียน เพื่อสร้างระบบการศึกษา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นดำรงราชานุภาพเป็นผู้บัญชาการกรมศึกษาธิการ และโปรดเกล้าฯ ให้โอนโรงเรียนที่ขึ้นอยู่กับกรมทหารมหาดเล็ก และโรงเรียนอื่นๆ ที่มีอยู่ในสมัยนั้นมาขึ้นกับกรมศึกษาธิการทั้งหมด

Advertisement

ในระยะแรก… มีโรงเรียนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ในสังกัดกรมศึกษาธิการ 5 แห่งคือ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โรงเรียนมหาธาตุวิทยาลัย โรงเรียนสราญรมย์ โรงเรียนสุนันทาลัย (โรงเรียนราชินีในปัจจุบัน) และโรงเรียนแผนที่…

พระองค์ทรงส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อที่เยอรมนีเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ที่ทรงศึกษาด้านการทหาร

มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของเยอรมนี เช่น มหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์ก (Heidelberg) เป็นจุดหมายสำคัญในการศึกษาวิชากฎหมายและการแพทย์ โดยมี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

ในหลวง ร.5 ส่งพระราชวงศ์ไปศึกษาเพื่อนำระบบการจัดการสมัยใหม่กลับมาปฏิรูปประเทศ เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี ที่ทรงสำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิวนิก

จุดเด่นของเยอรมนี คือ เรียนฟรี ไม่มีค่าเล่าเรียน

ชาวยุโรปด้วยกันเอง ก็นิยมไปศึกษาต่อในเยอรมนีเป็นอย่างมาก และเยอรมนียังคงครองตำแหน่งหนึ่งในประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้นๆ ของนักศึกษาจากทั่วทั้งยุโรปและทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

สถาบันอุดมศึกษาของรัฐในเยอรมนีจัดเก็บเพียงค่าบำรุงการศึกษาภาคเรียนในราคาถูก (Semester Fee) และไม่คิดค่าเล่าเรียน (Tuition Fee) ทำให้เป็นสวัสดิการที่ดึงดูดนักเรียนทุนและนักเรียนไทยในยุคต่อๆ มาให้เข้าศึกษาได้อย่างคุ้มค่า

มหาวิทยาลัยในเยอรมนีมีชื่อเสียงสูงมากในด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี (STEM) และแพทยศาสตร์ เน้นการวิจัยเชิงลึก ระบบการศึกษาเน้นการผสานทฤษฎีเข้ากับการวิจัยและการปฏิบัติจริง ซึ่งได้รับการยอมรับจากตลาดงานทั่วยุโรป

“ดอกเตอร์คนแรกของสยาม” สำเร็จการศึกษาจากเยอรมนี ระดับปริญญาเอก (Ph.D.) ชื่อ นายชู เปรียญ

นายชู เปรียญ เป็นคนไทย (ที่เป็นสามัญชน) คนแรกที่สำเร็จปริญญาเอกด้านวิชาการศึกษา (Ph.D. in Education)

นายชู เดิมเคยบวชเป็นสามเณรที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) สอบได้เปรียญ 3 ประโยคตั้งแต่เยาว์วัย ต่อมาได้ลาสิกขาและเข้าเรียนต่อภาษาอังกฤษที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ

นายชู สอบแข่งขันและได้รับ “ทุนเล่าเรียนหลวง” ไปเยอรมนี

มี บันทึกในจดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ.2440 ว่าในหลวง ร.5 ทรงตื่นเต้นและทรงยินดีที่มีคนไทยสำเร็จปริญญาเอกเป็นคนแรก ถือเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงยุคเปลี่ยนผ่านและการปฏิรูปการศึกษาในสมัยในหลวง ร.5 ได้อย่างชัดเจน

นายชู ต้อง “เก่งจริง” หากแต่เรื่องราวชีวิตของเขากลับเปรียบเสมือน “บุคคลที่สาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์” เนื่องจากมีหลักฐานบันทึกถึงเขาค่อนข้างน้อยหลังจากเดินทางกลับสยาม

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก…เขาสอบไล่ได้ “เปรียญธรรม 3 ประโยค” ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาและการแตกฉานในภาษาบาลีและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามาตั้งแต่วัยเยาว์ (คนในสมัยนั้นจึงเรียกเขาติดปากว่า “นายชู เปรียญ” หรือ “นายชู บาเรียน”)

“ทุนเล่าเรียนหลวง” (Kings Scholarship) เป็นทุนที่ในหลวง ร.5 พระราชทานเพื่อส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาการในทวีปยุโรป

นายชู ไปเข้าเรียนในเยอรมนี ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และสำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาเอก ทางการศึกษา

ในจดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 (พ.ศ.2440) ของพระยาศรีสหเทพ บันทึกไว้ว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2440 ขณะที่รัชกาลที่ 5 ประทับอยู่ ณ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี นายชูได้มาร่วมส่งเสด็จเจ้านาย และได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท โดยในบันทึกระบุอย่างตื่นเต้นว่า “…นายชูคนนี้เป็นนักเรียนที่เล่าเรียนในเยอรมันสอบไล่ได้ดีแล้ว และได้ประกาศนียบัตรเป็น ด็อกเตอร์ออฟฟิลอซโซฟี่ เป็นคนไทยคนแรกที่ได้เล่าเรียนถึงได้รับประกาศนียบัตรชั้นนี้…”

พ.ศ.2440 เมื่อ ดร.ชู เดินทางกลับมารับราชการ เขาได้เข้าทำงานใน กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) มีหน้าที่ตรวจและแต่งตำราเรียน แต่เขากลับไม่ประสบความสำเร็จในงานสายการสอนและการบริหารโรงเรียนมากนัก ด้วยเหตุผลเรื่องความแตกต่างของระบบการศึกษา ระหว่างระบบเยอรมัน-ระบบอังกฤษ

ในขณะนั้น ระบบการศึกษาไทยถูกวางรากฐานและควบคุมโดยกลุ่มข้าราชการที่จบจากประเทศอังกฤษ (เช่น นายสนั่น ซึ่งต่อมาคือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) ทำให้นายชู ซึ่งจบมาจากเยอรมนีที่มีความเข้มงวดและมีวิธีคิดเชิงปรัชญาแบบเยอรมัน ไม่สามารถเข้ากับแนวทางแบบอังกฤษได้

สไตล์การสอนของเยอรมนีที่ไม่เข้ากับเด็กไทย ในเอกสารโบราณระบุว่า วิธีการเลคเชอร์ (บรรยาย) และการสอนวิชาครูของ ดร.ชู นั้นลึกซึ้งเกินไป จนนักเรียนไทยในยุคนั้นตามไม่ทันและไม่เข้าใจ

ด้วยความที่ ดร.ชู มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ปรัชญา และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History) เป็นอย่างดี เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ จึงได้ย้ายนายชูจากกรมศึกษาธิการมาเป็น “กุเรเตอร์” (Curator หรือภัณฑารักษ์) คนไทยคนแรกของกรมพิพิธภัณฑ์ เพื่อดูแลหอคองคอร์เดีย (พิพิธภัณฑ์ในพระบรมมหาราชวัง) แทนการจ้างชาวต่างชาติ ดร.ชู มีความสุขและเต็มใจกับงานนี้มาก เขาเคย “เลคเชอร์ ตำนานพงษาวดารโลก ตอน 1” ซึ่งเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ได้ส่งสำเนานั้นทูลเกล้าฯถวายรัชกาลที่ 5 และทรงได้รับพระราชกระแสชื่นชม

23 มกราคม พ.ศ.2440 ด้วยผลงานทางวิชาการและศิลปวิทยา ดร.ชู เปรียญ ได้รับพระราชทาน “เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา” ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสำหรับผู้มีความรู้
ความสามารถโดดเด่น

ไม่มีหลักฐานชัดเจนนัก…หากแต่ต่อมา ดร.ชู ย้ายไปรับราชการที่กระทรวงมหาดไทยอยู่ช่วงหนึ่ง หลักฐานเกี่ยวกับชีวิตของนายชู เปรียญ ก็สิ้นสุดลงและเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย

ไม่มีบันทึกระบุว่าเขาไปทำอะไร ที่ไหน หรือถึงแก่กรรมเมื่อใด

เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่มีการประกาศใช้กฎหมายนามสกุล (พ.ร.บ.นามสกุลประกาศใช้ในสมัยในหลวง ร.6) ทำให้นักประวัติศาสตร์ ไม่สามารถสืบหาทายาทหรือนามสกุลปัจจุบัน ของ ดร.ชู เปรียญ ได้เลย

(ท่านผู้อ่านที่พอจะมีข้อมูล เครือญาติ ของ ดร.ชู กรุณาแจ้งให้ผู้เขียนทราบด้วย จะเป็นพระคุณยิ่งครับ)

สามัญชนผู้เก่งกาจและมีความรู้ “ผิดยุคผิดสมัย” ของสยาม ที่แม้จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ แต่ตัวตนกลับเลือนหายไปตามกาลเวลา

ข้อมูล..ชาวเยอรมันคนสำคัญในสยามครับ…

มิสเตอร์ เค. เบ็ทเก (K. Bethge) เจ้ากรมรถไฟคนแรกของสยาม ทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างทางรถไฟสายแรกของประเทศ คือ สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา

มิสเตอร์ ลูอิส ไวเลอร์ (L. Weiler) วิศวกรและเจ้ากรมรถไฟสายเหนือ ผู้อยู่เบื้องหลังการบุกเบิกเส้นทางรถไฟสายเหนือ

เอมีล ไอเซินโฮเฟอร์ (Emil Eisenhofer) วิศวกรผู้ควบคุมการเจาะ-สร้างอุโมงค์ขุนตาน อุโมงค์ทางรถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ บอร์เกอร์ (Professor Borger) เป็นหนึ่งในคณะแพทย์ที่ร่วมถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดในช่วงที่พระองค์ทรงพระประชวรหนักก่อนเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน

นายแพทย์ โบห์แมร์ (Adolf M. Boehmer) แพทย์ประจำพระองค์ที่ถวายการรักษาในหลวง ร.5

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย) ทรงเข้าศึกษาวิชาทหารบก ณ โรงเรียนนายร้อยชั้นต้นในกรุงเบอร์ลิน และโรงเรียนนายร้อยชั้นสูงทหารเรือที่เมืองคีล (Kiel) จนสำเร็จการศึกษาและรับราชการเป็นนายทหารเรือเยอรมัน ก่อนจะทรงเปลี่ยนสายไปศึกษาด้านสาธารณสุขและการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาในภายหลัง

พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก