ผู้พลัดถิ่นในภาวะไม่ปกติและผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา
ก่อนที่นายพลมิ่นอองไลง์จะทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ประเทศไทยได้รับชาวเมียนมาที่หนีภัยการสู้รบ (ตรงตามนิยามของผู้ลี้ภัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง) ให้มาพักพิงเป็นการชั่วคราวอยู่ในค่าย 9 แห่ง ที่กระจายอยู่ในจังหวัด 4 จังหวัดตามแนวชายแดน รวมกว่า 90,000 คน เดิมทีเดียวผู้ลี้ภัยต้องอยู่แต่ในค่าย แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศลดน้อยลง ทางการได้อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยสามารถออกมาทำงานนอกค่ายได้
แต่เดิม ผู้พลัดถิ่นจะหมายถึงผู้เข้ามาทำงานเป็นแรงงานข้ามชาติตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลที่เรียกติดปากว่า MOU ประมาณว่าในปี 2562 มีแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาที่เป็นทางการประมาณ 1.21 ล้านคน ในจำนวนนี้ มีประมาณ 0.69 ล้านคนที่ทำงานในพื้นที่หลักทางเศรษฐกิจ หมายความว่าเป็นกลุ่มแรงงานอันเป็นที่ต้องการในด้านอุตสาหกรรม
สถานการณ์เปลี่ยนไปหลังรัฐประหาร ผู้พลัดถิ่นจากเมียนมาที่มาอยู่เมืองไทยได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในปี 2566 จำนวนผู้พลัดถิ่นที่เข้ามาประเทศไทยมีประมาณ 1.3 ล้านคน ทั้งนี้ไม่รวมผู้ที่เข้ามาตามช่องทางธรรมชาติอีกจำนวนมาก ประมาณการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 มีผู้พลัดถิ่นชาวเมียนมา 2.96 ล้านคน ในจำนวนนี้ 1.24 ล้านคนทำงานในพื้นที่หลักทางเศรษฐกิจ ผู้พลัดถิ่นที่เข้าเมืองโดยไม่ผ่านข้อตกลงหรือ MOU แม้จะถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ถูกกฎหมาย แต่ก็มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 เปิดให้แรงงานข้ามชาติกลุ่มที่พํานักและทํางานอยู่ในราชอาณาจักรตามมติ ครม. มาก่อนหน้านี้ สามารถขึ้นทะเบียน (ตาม MOU) ภายในประเทศได้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่หลุดออกจากระบบและผู้ย้ายถิ่นในภาวะไม่ปกติที่ประสงค์เข้าสู่ตลาดแรงงาน ให้สามารถขึ้นทะเบียนได้ด้วย
ต่อไปจะขอใช้ข้อมูลที่ได้จากมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) และจากการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ตเป็นสำคัญ เงื่อนไขที่ผลักให้เกิดการย้ายถิ่นในภาวะไม่ปกติของชาวเมียนมา โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและคนในวัยทํางาน โดยมีประเทศไทยเป็นเป้าหมายปลายทางสําคัญ ก็คือ ประเทศไทยอยู่ใกล้ มีเครือข่ายทางเศรษฐกิจและมีตลาดแรงงานรองรับ ในบรรดาผู้พลัดถิ่น มีทั้งผู้แสวงหางานทํา และผู้ที่หลบหนีภัยทางการเมือง (ผู้ลี้ภัย) การเข้ามาของผู้พลัดถิ่นจำนวนมากนั้น มองในแง่ดีคือ การมีคนในวัยทำงานที่จะมาช่วยทำงานในด้านที่เราขาดแคลน แต่ก็มองได้ว่าเป็นข้อท้าทายต่อรัฐไทยในการสร้างสมดุลระหว่าง ‘ความมั่นคงของมนุษย์’ กับ ‘ความมั่นคงของรัฐ’ หรืออีกนัยหนึ่งระหว่างหลักมนุษยธรรม ที่รวมถึงการจัดสวัสดิการรัฐอันจำเป็น เช่น ด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาล ให้เพียงพอ กับการจัดระเบียบเพื่อความสงบเรียบร้อยและป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้พลัดถิ่นที่มีความเปราะบางและของคนไทย
ในด้านการจัดระเบียบนั้น ก่อนหน้านี้ รัฐไทยกำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงาน โดยผู้พํานักและทํางานอยู่ในราชอาณาจักร ต้องยื่นบัญชีรายชื่อ (Name list) ต่อทางการเมียนมา และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคัดกรองประวัติ รวมถึงออกเอกสารรับรองสถานะบุคคล (Certificate of Identity: CI) อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน การขึ้นทะเบียนแรงงานได้กลายเป็นขั้นตอนที่ก่อให้เกิดภาระและความไม่ปลอดภัยแก่ผู้ที่ต้องการขึ้นทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา ด้วยเกรงว่าทางการเมียนมาอาจนําข้อมูล ไปสู่การติดตามและการเรียกรับผลประโยชน์ (เช่น ด้านภาษีเงินได้) หรือการคุกคามครอบครัวในเมียนมาได้ ส่วนในทางปฏิบัติ กระบวนการอนุมัติบัญชีรายชื่อและจัดทําเอกสาร CI ยังติดขัดที่ความล่าช้า โดยเฉพาะจากฝ่ายทางการเมียนมา ข้อมูลจากกรมการจัดหางานเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่ามีแรงงานเมียนมาขอขึ้นทะเบียนแรงงานจํานวน 1,829,379 คน โดยทั้งหมด ‘อยู่ระหว่างรอการดําเนินการ’
สำหรับผู้ลี้ภัยจากเมียนมานั้น มีค่ายผู้ลี้ภัยดั้งเดิม 9 ค่าย ค่ายที่ตั้งขึ้นล่าสุดคือที่พักพิงชั่วคราวบ้านถ้ำหิน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าสำนักงานศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังที่พักพิงชั่วคราวแห่งนี้ พร้อมด้วยข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และผู้ที่เกี่ยวข้อง (ดู https://www.matichon.co.th/politics/news_5753160) ในโอกาสนี้ นายภาสกรให้สัมภาษณ์ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้ประสานงานกับ UNHCR และสถาบันวิชาการต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยจากการสู้รบมาอย่างต่อเนื่อง
นายภาสกรกล่าวว่า รัฐไทยมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างศักยภาพ และเปิดประตูแห่งโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยวางรากฐานสำคัญผ่านทางการศึกษาอย่างทั่วถึง ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมทักษะวิชาชีพเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มผู้หนีภัยที่มีศักยภาพและพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานกว่า 40,000 คนทั่วประเทศ การผนึกกำลังเพื่อพัฒนาทักษะความรู้ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านกฎหมายในการกำหนดสถานะทางทะเบียนที่ถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อคให้พวกเขาสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี พึ่งพาตนเองในการสร้างรายได้กลับมาจุนเจือครอบครัวในพื้นที่พักพิง พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างมั่นคง พร้อมทั้งช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณแผ่นดินของภาครัฐในการดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรพร้อมด้วยคณะ ได้ลงพื้นที่ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบ บ้านใหม่ในสอย อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อรับฟังปัญหาการดูแลผู้ลี้ภัย รวมทั้งการออกบัตรอนุญาตให้ออกไปทำงานข้างนอก นายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์ว่า ศูนย์พักพิงชั่วคราวอยู่กันมา 30-40 ปีแล้ว แต่หลังจากทางการสหรัฐฯตัดความช่วยเหลือ การลี้ภัยไปอยู่ประเทศที่ 3 ทำได้ยากขึ้น ประกอบกับแรงงานกัมพูชาลดจำนวนลง ขณะที่อัตราการเกิดของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาคเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก แต่ก็ยังดีที่ผู้ประกอบการรับผู้พลัดถิ่นเข้าสู่ระบบแรงงาน เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตของประเทศ คณะกรรมาธิการฯ จะประสานงานกับฝ่ายนโยบาย ทั้งรัฐบาลและสมช. เพื่อปรับให้เกิดระบบที่สามารถทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น ทำให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับการแก้ไขในเรื่องของการขาดแคลนแรงงาน
สำหรับผู้พลัดถิ่นที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ที่เชียงใหม่ มีประเด็นที่วอนขอต่อราชการในเรื่องการศึกษาของเด็ก ซึ่งเปิดเผยในระหว่างการจัดกิจกรรมเนื่องในวันผู้ลี้ภัยสากล โดยเครือข่ายการตอบสนองต่อเมียนมา (MRN) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ณ ร้านลานดิน ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในหัวข้อ “การย้ายถิ่น ความทรงจำ และการอยู่ร่วมกัน” โดยภายในงานมีการจัดบูธอาหารและผลิตภัณฑ์จากชุมชนผู้พลัดถิ่น ตลอดจนการแสดงของศิลปินชาวไทยใหญ่และชาติพันธุ์ต่าง ๆ จากเมียนมา ในวันงาน นังเหลินคำ ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ กล่าวขอบคุณประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนพลัดถิ่นได้เข้าถึงการศึกษามากขึ้น แต่ยังคงมีอุปสรรคคือ การบังคับให้เด็กที่เคยเรียนมาจากเมียนมาถึงระดับมัธยมศึกษา ต้องเริ่มต้นเรียนใหม่ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ส่งผลให้เกิดการเรียนซ้ำชั้น เสียเวลา และบั่นทอนกำลังใจในการเรียน การเรียนซ้ำชั้นกำลังผลักดันให้เด็กพลัดถิ่นจำนวนหนึ่งหมดกำลังใจ หลุดออกจากระบบการศึกษา และถูกผลักเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะแรงงานไร้ทักษะ ทั้ง ๆ ที่เด็กเหล่านี้มีศักยภาพไม่ต่างจากเด็กทั่วไป เขาเสนอว่าระบบการศึกษาควรจะปรับตัวเพื่อรองรับความหลากหลายและเปิดโอกาสให้เด็กพลัดถิ่นได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
กรณีผู้พลัดถิ่นในภาวะไม่ปกติและผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) มีข้อเสนอว่ารัฐไทยควรพิจารณาดําเนินมาตรการที่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานภายในประเทศและสถานการณ์ภายในเมียนมา ดังนี้
1.ส่งเสริมความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมภายในประเทศ เพื่อสร้างระบบลงทะเบียน จัดทําฐานข้อมูล การคัดกรอง และจัดวางกลไกคุ้มครองชั่วคราวสําหรับผู้ย้ายถิ่นในภาวะไม่ปกติ
2.ปรับปรุงกระบวนการขึ้นทะเบียนและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ให้มีความโปร่งใส รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งของนายจ้างและแรงงาน ด้วยการจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (OSS) โดยควรพิจารณาจัดตั้งศูนย์ฯ ในจังหวัดที่มีแรงงานข้ามชาติจํานวนมาก กําหนดอัตราค่าใช้จ่ายโดยแยกเป็นค่าธรรมเนียมของรัฐและค่าบริการของบริษัท พร้อมกับแจกแจงว่าค่าใช้จ่ายรายการใดเป็นความรับผิดชอบของนายจ้างหรือของผู้ใช้แรงงาน
3.การขึ้นทะเบียนแรงงานสําหรับผู้ที่อยู่ในประเทศไทยแล้ว ทั้งกลุ่มมติ ครม. ที่จดทะเบียนบุคคลซึ่งไม่มีสถานะทางกฎหมาย และกลุ่มที่ต่อใบอนุญาตทํางานหรือกลุ่ม MOU ภายในประเทศ รวมถึงกลุ่มที่จ้างงานชายแดนตามมาตรา 64 ควรเป็นการดำเนินการของรัฐไทยฝ่ายเดียวไปพลาง จนกว่าสถานการณ์การเมืองภายในเมียนมา จะคลี่คลาย ทางการเมียนมากลับมามีศักยภาพในการรับรองบัญชีรายชื่อ (Name list) และออกเอกสารรับรองสถานะบุคคล (CI) ให้แก่พลเมืองของตนเองได้อีกครั้ง
ในด้านการสู้รบในเมียนมานั้น ไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์จะดีขึ้น องค์การสหประชาชาติได้เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ว่า “กองทัพเมียนมาเป็นต้นเหตุที่ทำให้พลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 700 ราย ในช่วงที่กองทัพกำลังเดินหน้าจัดกระบวนการเลือกตั้ง คือระหว่างเดือนสิงหาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 702 ราย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิง 224 ราย และเด็กอีก 153 ราย สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ระบุว่า “การโจมตีทางอากาศยังคงเป็นสาเหตุหลักที่สร้างความเสียหายและความทุกข์ทรมานมากที่สุด ภูมิภาคสะกายเป็น ‘พื้นที่ที่อันตรายที่สุดสำหรับพลเรือน’ เนื่องจากกองทัพพยายามกดดันเพื่อยึดพื้นที่คืน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 191 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 60 ราย และเด็ก 30 ราย” ในเดือนธันวาคม 2568 กองทัพได้ทิ้งระเบิดใส่ร้านน้ำชาแห่งหนึ่งในเมืองตาบายิน ภูมิภาคสะกาย ขณะที่ผู้คนกำลังรวมตัวกันเพื่อชมการแข่งขันฟุตบอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย และบาดเจ็บอีก 20 ราย รายงานระบุว่า “ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาถูกโลกลืมไปแล้วด้วยซ้ำ… งบประมาณช่วยเหลือเพื่อการคุ้มครองในท้องถิ่น เคยเป็นสิ่งเยียวยาเพียงหนึ่งเดียวในหลาย ๆ พื้นที่ ท่ามกลางการตกเป็นเป้าหมายการโจมตีแบบไม่เลือกหน้าของกองทัพ การถอนความช่วยเหลือนี้ออกไปจึงยิ่งเป็นการซ้ำเติมบาดแผล ให้หนักกว่าเดิม”
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2564 อาเซียนได้มีมติการเห็นพ้องต้องกัน 5 ข้อ หรือที่เรียกว่า 5 points consensus (5 PC) คือ 1) หยุดความรุนแรงในทันที 2) จัดให้มีการพูดคุยหรือการสานเสวนาอย่างสร้างสรรค์ 3) แต่งตั้งทูตพิเศษของอาเซียนเพื่ออำนวยความสะดวก 4) ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 5) ให้ทูตพิเศษเข้าพบภาคีความขัดแย้งทุกฝ่ายเพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ย
จนบัดนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ หลังจากการมีมติการเห็นพ้องต้องกันดังกล่าว ประเทศไทยที่อ้างความเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด ที่มีพรมแดนร่วมกับเมียนมายาวประมาณ 2,400 กิโลเมตร ได้ให้การยอมรับรัฐบาลทหารเมียนมาที่ชุบตัวเป็นรัฐบาลพลเรือน หลังการเลือกตั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่รัฐบาลไทยยังไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลเมียนมา ต่อ “ไมตรีจิต” ดังกล่าว โดยอย่างน้อย รัฐบาลเมียนมาควรลดความรุนแรง (5 PC ข้อแรก) เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อไทยตามแนวชายแดนลง
คราวนี้ลองมามองสถานการณ์ผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยของโลกดูบ้าง ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของการลงนามอนุสัญญาผู้ลี้ภัยเมื่อปี 2544 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติให้วันที่ 20 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันผู้ลี้ภัยโลก ปีนี้จึงเป็นการครบรอบ 75 ปี ของ UNHCR และครบรอบ 25 ปี ของการสถาปนาวันผู้ลี้ภัยโลก อย่างไรก็ดี ประเทศไทยก็ยังไม่เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาผู้ลี้ภัย แต่ในทางปฏิบัติได้ให้ความร่วมมือกับ UNHCR มาโดยตลอด หลังจาก 75 ปีผ่านไป UNHCR ยังคงให้คำมั่นว่า “ทุกคนที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น มีสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยและการคุ้มครอง” สำหรับประเทศไทย มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ให้คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติกว่า 113,000 คน ได้รับสัญชาติไทยหรือสิทธิพำนักถาวร ส่งผลให้พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคมได้อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น
อันที่จริง อาจบอกได้ว่า การที่โลกเรามีผู้ลี้ภัยจำนวนมากนั้น อาจเป็นเรื่องปลายเหตุ ต้นเหตุอาจเป็นเรื่องความรุนแรงทางการเมือง และภัยพิบัติธรรมชาติ แต่เมื่อเกิดปัญหาทั้งที่เป็นต้นเหตุและปลายเหตุขึ้น เราควรช่วยกันทุเลาปัญหาลงไปบ้างเมื่อทำได้ เราควรเปลี่ยนจากการที่ถือว่าผู้ลี้ภัยเป็นภาระ (liabilities) มาเป็นมองพวกเขาว่าเป็นปัจจัยการพัฒนา (assets) จะดีกว่า UNHCR ระบุว่า ประชากรทั่วโลกกว่า 117.8 ล้านคนถูกบังคับให้ต้องละทิ้งบ้านเกิดหรือพลัดถิ่นอันเนื่องมาจากความขัดแย้ง ความรุนแรง การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการประหัตประหาร โดยจำแนกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
1) ผู้ลี้ภัย (Refugees): ประมาณ 41.6 ล้านคน
2) ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced Persons – IDPs): ประมาณ 68.7 ล้านคน
3) ผู้ขอลี้ภัย (Asylum-seekers): ประมาณ 9 ล้านคน
4) บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ (Stateless populations): ประมาณ 4.5 ล้านคนที่ไม่ได้รับสัญชาติจากประเทศใด ทำให้ขาดสิทธิขั้นพื้นฐาน
วิกฤตการณ์หลักที่ทำให้เกิดการพลัดถิ่นและการลี้ภัยครั้งใหญ่ทั่วโลก ได้แก่ความขัดแย้งในประเทศซูดาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เมียนมา ยูเครน ตลอดจนวิกฤตความรุนแรงอื่น ๆ โดยมีสัดส่วนประชากรโลกอย่างน้อย 1 ใน 70 คน ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาเป็นเหยื่อ ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ ถ้าช่วยได้ โปรดช่วยพวกเขาเถิด
นอกจากผู้ที่ได้รับนิยามว่าเป็นผู้ลี้ภัยหรือผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่น โดยเฉพาะจากเหตุความรุนแรงโดยตรงด้วยน้ำมือมนุษย์แล้ว ยังมีผู้พลัดถิ่นด้วยเหตุอื่น ๆ อีก พวกเขามีจำนวนสักเท่าไรกันแน่ คำถามนี้ได้รับคำตอบจาก AI ว่า การพลัดถิ่นทั่วโลกเกิดจากหลายปัจจัยทับซ้อนกัน โดยมีสถิติ ดังนี้
1) ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น จาก น้ำท่วม พายุ หรือความแห้งแล้ง มีจำนวนกว่า 82.2 ล้านคน ส่วนธนาคารโลกการคาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจบีบบังคับให้ผู้คนมากถึง 216 ล้านคนทั่วโลก ต้องย้ายถิ่นฐานภายในประเทศของตนเองภายในปี 2593
2) สถิติระดับโลกมักจะไม่แยกตัวเลขผู้โยกย้ายถิ่นฐานด้วย “เหตุผลทางเศรษฐกิจ” ออกมาอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน เนื่องจากมักถูกจัดรวมอยู่ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติทั่วไป (ซึ่งมีประชากรย้ายถิ่นฐานตามข้อมูลของธนาคารโลกอยู่ที่ประมาณ 184 ล้านคนทั่วโลก) นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจยังเชื่อมโยงกับภัยพิบัติ เช่น ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเป็นตัวทำลายแหล่งทำมาหากินจนกลายเป็นปัจจัยผลักดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนต้องย้ายถิ่นฐานในที่สุด
ในปัจจุบัน มีกระแสนิยมทางการเมืองฝ่ายขวาจัดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา และโคลัมเบีย สำหรับทวีปอเมริกา และในประเทศอิตาลี เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และฝรั่งเศส สำหรับทวีปยุโรป เป็นต้น นโยบายที่ผู้นำฝ่ายขวาจัดในประเทศเหล่านี้มีร่วมกันคือ นโยบายชาตินิยม (อเมริกาต้องมาก่อน หรือ America First หรือจากคำกล่าวของ อิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอลว่า “สำหรับน้ำตาที่แม่ชาวอิสราเอลหลั่งออกมาทุกหยดนั้น แม่ชาวเลบานอนนับพันต้องร่ำไห้เช่นกัน เลบานอนทั้งประเทศต้องลุกเป็นไฟ”) การต่อต้านผู้อพยพ (พวกเขามาแย่งงาน เอาประโยชน์จากสวัสดิการสังคมของเรา และก่อกวน-บ่อนทำลายความสงบสุขและวิถีชีวิตของเรา) และการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบสุดขั้ว (ผู้นำสายกลางหรือสายกลางขวา-กลางซ้าย ล้วนแล้วแต่อ้างว่าจะปฏิรูปมานานเต็มที แต่เมื่อมีอำนาจก็ไม่เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน) ผมจึงอยากรู้ว่าทำไมพวกขวาจัดจึงต่อต้านผู้อพยพกันมากมายเช่นนี้ อีกทั้งได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นจากการก่อกระแสการต่อต้านนี้ด้วย ผมลองถาม AI และท่องอินเตอร์เน็ตอยู่สักครู่หนึ่งก็ไม่ได้คำตอบมากนัก เลยนึกเอาเองถึงประโยคที่สนับสนุนความเท่าเทียมกันและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ว่า
“เห็นคนเป็นคนใช่สิคน เห็นคนใช่คนชอบกลนัก”
จึงอยากบอกคนหลายคนในประเทศที่รุ่มรวย คนที่เป็นเศรษฐีว่า พวกเขาไม่ควรรังเกียจว่าผู้อพยพไม่เหมือนพวกเขา มิใช่หรือ ผู้อพยพก็ควรมีศักดิ์ศรีเท่ากับเราทุก ๆ คน การเคารพสิทธิมนุษยชนหมายถึงการมองว่าทุกคนเป็นคนเหมือนเรา ให้ความรักและความกรุณาต่อกันจะดีไหม ถ้าปรับฐานคิดเช่นนี้ได้ แล้วโลกนี้จะน่าอยู่ยิ่งขึ้นไหมหนอ
โคทม อารียา

