การที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขอความช่วยเหลือจากปักกิ่งต่อกรณีสงครามอิหร่าน ขณะเยือนจีนเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมนั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนแปลงและก้าวสู่ระบบพหุขั้ว แม้ทรัมป์กล่าวว่าการเยือนจีนเป็นความสำเร็จอย่างยิ่ง แต่ความจริงการพบหารือระหว่าง “ทรัมป์-สี” อุปมาเหมือนกับลีลาศจังหวะ “แทงโก้” ที่ประสานกันอย่างลงตัว ทั้งลีลางดงามนุ่มนวลและความสอดคล้องทางยุทธศาสตร์ เป็นการดึงดูดความสนใจและสร้างความประหลาดใจให้แก่สังคมโลก ทั้งนี้ ประเด็นสงครามอิหร่านและสันติภาพช่องแคบไต้หวัน ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันและบรรลุฉันทมติบางประการ
ทรัมป์มีความจำเป็นต้องพึ่งพาจีน ด้านหนึ่งคือสงครามอิหร่าน ต้องการให้ปักกิ่งช่วยโน้มน้าวอิหร่านยุติสงคราม เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และการเลือกตั้งมิดเทอม ขณะที่ปัญหาไต้หวันก็เป็นประเด็นละเอียดอ่อน เพราะ ไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำสูงสุดยังคงยืนหยัดแนวทางเอกราช เป็นเหตุให้ปักกิ่งต้องตอบโต้ด้วยท่าทีอันแข็งกร้าว และหากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐต้องถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางการทหาร ทั้งนี้ ปัญหาอิหร่าน จีนแสดงความพร้อมที่จะทำการไกล่เกลี่ย ส่วนเรื่องไต้หวัน สี จิ้นผิง กดดันและต่อรองจนได้รับความร่วมมือจากทรัมป์ในระดับหนึ่ง
ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันบารมีของจีนต่อสถานการณ์โลกเพิ่มสูงขึ้นมาก อันจะเห็นได้จากการประชุมครั้งนี้ว่ามีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะสะท้อนวิธีการดำรงอยู่และดำเนินไปของโลกกำลังก้าวสู่ระเบียบโลกที่จีนมีบทบาทเป็นผู้นำ ในขณะที่โครงสร้างระหว่างประเทศกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา Globalization ถูกกำหนดโดยสหรัฐและเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็น “ฉันทมติวอชิงตัน” อำนาจนำของดอลลาร์สหรัฐ หรือคุณค่าตะวันตก แต่กลับกลายเป็น “ลาภงอก” ของจีนจากขบวนการดังกล่าว
อีกด้านหนึ่ง การเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีน ได้กลายเป็นแบบอย่างของประเทศโลกใต้ในการพัฒนาอีกทางเลือกหนึ่ง ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่า มูลค่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของจีนในประเทศที่กำลังพัฒนาได้สูงกว่ายอดรวมของสหรัฐ ญี่ปุ่น และเยอรมนีรวมกัน ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลางแอฟริกา และลาตินอเมริกา จีนนอกจากเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ยังเป็นหุ้นส่วนด้านการพัฒนาอีกด้วย ความจริงมิใช่สหรัฐเลือกที่จะอยู่กับจีนด้วยความสมัครใจ หากไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเป็นผู้นำระเบียบโลกในรูปแบบเดิม เพราะกำลังเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองภายใน และถูกลดบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในต่างประเทศ ในขณะที่จีนเริ่มเข้ามาสร้างความสมบูรณ์ในด้านการบริหารจัดการโดยยึดหลักคุณธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน สันติภาพในตะวันออกกลาง และจริยธรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ ได้ปรากฏบทบาทของปักกิ่งแทบทุกมิติ โดนัลด์ ทรัมป์จึงเริ่มตระหนักว่าตนจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากจีน เพื่อหาทางยุติสงครามอิหร่าน ข้อเท็จจริงมีนัยสำคัญอันเป็นประจักษ์ ตั้งแต่สถานการณ์ตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ความสามารถทางการทหารสหรัฐในอ่าวเปอร์เซียมีความหย่อนยานในการยับยั้งความขัดแย้งและกลายเป็นสงครามตัวแทน เพราะอิหร่านได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และอิทธิพลระดับภูมิภาคโดยได้ทำการซ้อมรบในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอยู่ตลอด พร้อมกับส่งสัญญาณคุกคามเส้นทางพลังงานหลักของโลก บัดนี้ ประเทศที่สามารถติดต่อสื่อสารกับเตหะรานและวอชิงตัน มิใช่พันธมิตรยุโรปอีกต่อไป แต่กลายเป็นจีนที่มีความสามารถในการทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยเพียงประเทศเดียวในสงครามอิหร่าน มีรายงานว่า จีนตกลงทำงานชิ้นนี้ เพื่อผลักดันให้เตหะรานกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง
ตลอดเวลาสามทศวรรษหลังจากสิ้นสุดสงครามเย็น สหรัฐเคยชินกับบทบาท “ตำรวจโลก” แต่ปัจจุบันกลับต้องร้องขอความช่วยเหลือจากประเทศที่ตนมองว่าเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ แต่มิใช่ความพ่ายแพ้ของสหรัฐ หากเป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติของปรากฏการณ์ Globalization โดยการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพหุขั้ว รูปแบบของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากเดิมมหาอำนาจเพียงขั้วเดียวออกคำสั่ง กลายเป็นระบบที่มีหลายศูนย์อำนาจคอยประสานถ่วงดุลและจำกัดอิทธิพล ดังนั้น เมื่อเข้าใจบริบทดังกล่าว ก็ไม่ยากที่จะเห็นว่า “เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์เชิงสร้างสรรค์” กลายเป็นฉันทมติสำคัญของการพบหารือระหว่าง “ทรัมป์-สี” ครั้งนี้ แต่ความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐย่อมมิอาจหายไปได้ในชั่วข้ามคืน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไต้หวัน การแข่งขันด้านเทคโนโลยี หรือประเด็นสิทธิมนุษยชน ซึ่งยังคงเป็นจุดเสียดทานสำคัญในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งนี้มิใช่ Zero-Sum Game ที่มีฝ่ายชนะฝ่ายแพ้ หากเป็น “สภาวะปกติ” ที่กำลังเกิดขึ้น ที่ทุกประเทศจำต้องปรับตัวในสภาวะใหม่แห่ง “ความสร้างสรรค์” และ “เสถียรภาพ” คือเงื่อนไขจำเป็นต่อการดำรงอยู่และดำเนินไป

