ผมยกประเด็นการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหมขณะที่่รัฐธรรมนูญฉบับเก่า 2560 ยังบังคับใช้อยู่ จะเกิดปัญหาความไม่สอดคล้องกันหรือไม่ ขึ้นมาชวนคิดชวนคุย
ด้วยเป็นกังวลว่า บทบัญญัติว่าด้วยการศึกษาในรัฐธรรมนูญเก่าจะเป็นข้อจำกัด ผูกมัดให้ พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ ต้องเดินตาม ถ้าไม่ อาจถูกขัดขา ทำให้ล่าช้าหรือเป็นหมันได้
จากเหตุที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ
มาถึงวันนี้มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น เป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย ก็แล้วแต่ใครจะเห็นอย่างไร
วันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยมีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ใน 2 ประเด็น คือ ให้ยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ และการให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีท้องถิ่นเพื่อนำเงินที่เก็บได้ไปบริหารพัฒนาท้องที่
ท้องถิ่นนั้นๆ
จะเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการต่อไปในเร็วๆ นี้
การยกเลิกบทบัญญัติทั้ง 2 เรื่อง ถ้าสำเร็จก็เท่ากับยกเลิกข้อจำกัด ทำให้การยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มีอิสระคล่องตัวมากขึ้น เมื่อช่องทางร้องคัดค้านว่าขัดรัฐธรรมนูญถูกปิดลง
ส่วนประเด็นเนื้อหาสาระในหมวดปฏิรูปการศึกษา ควรยกเลิกหรือคงไว้ต่อไป เป็นผลดีหรือผลเสียต่อการจัดการการศึกษามากกว่ากัน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คงมีทั้งผู้เห็นด้วยและเห็นต่าง
รวมทั้งจะกระทบต่อสถานการณ์การเมืองโดยรวมและการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แค่ไหน ขึ้นอยู่กับพละกำลังของสองฝ่าย ระหว่างฝ่ายปฏิรูปกับฝ่ายค้าน ฝ่ายไหนมีมากกว่ากัน
พรรคภูมิใจไทยจะฝ่าด่านฝ่ายปฏิรูปไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะบรรดาวุฒิสมาชิกยังเป็นเงื่อนไขชี้ขาด จะเข้าข้างไหน
ทั้งจะกระทบไปถึงเสถียรภาพของหน่วยงานสำคัญในทำเนียบรัฐบาล คือ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ถึงขั้นถูกยุบตามไปด้วยหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป
หน่วยงานนี้ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เคยเป็นผู้อำนวยการมาแล้ว
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากชวนให้ช่วยกันขบคิด
อนุ กก.เฉพาะกิจจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ประชุมนัดแรกวันที่ 4 มิถุนายน 2569
มี มติให้นำจุดเด่นและข้อเสียของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และร่าง พ.ร.บ.ฉบับเดิม
ซึ่งผ่านสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องที่ (660/2564) มาปรับปรุงและต่อยอด เน้นกระชับและยืดหยุ่น
ตรงใช้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับเดิมมาปรับปรุงและต่อยอด นี่แหละครับ น่าติดตาม
เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวโยงถึงโครงสร้างการบริหารกระทรวงศึกษาธิการ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างแท่ง สำนักปลัดกระทรวง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและสำนักงานสภาการศึกษา
ความทับซ้อนทางอำนาจ บทบาท หน้าที่ ระหว่างหน่วยงานภายใต้ต่างสังกัด เขตพื้นที่การศึกษากับศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการเขต ทั่วประเทศ
เนื่องมาจากแนวคิด ซิงเกิล คอมมานด์ (Single Command) บริหารจัดการแบบรวมศูนย์การแก้ปัญหา คึกคัก หลัง 22 พฤษภาคม 2557 เรื่อยมา
ส่งผลต่อถึงเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ ที่ถูกนำเสนอเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่อยมา
ฉบับหลัก ฉบับเดิม (660/2564) มาตรา 106 เขียนว่า “ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการเพื่อให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการให้สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ โดยจะต้องดำเนินการให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการและหน่วยงานภายในทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค เป็นไปอย่างมีเอกภาพและสามารถบูรณาการระหว่างส่วนราชการและหน่วยงานภายในกระทรวงและหน่วยงานอื่นเพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมายตามพระราชบัญญัตินี้”
“ทั้งนี้ ให้การบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ”
มาถึงยุค ศ.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอให้คณะรัฐมนตรี (อนุทิน 1) พิจารณา ที่ประชุมให้ความเห็นชอบวันที่ 9 ธันวาคม 2568 รอส่งเข้าสภา แต่เกิดยุบเสียก่อน ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568
พ.ร.บ.ฉบับล่าสุดนี้ มาตรา 123 เขียนว่า “ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการและกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการให้สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ โดยจะต้องดำเนินการให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการและหน่วยงานภายในทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคเป็นไปอย่างมีเอกภาพและสามารถบูรณาการระหว่างส่วนราชการและหน่วยงานภายในกระทรวงและหน่วยงานอื่นเพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุความมุ่งหมายตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ข้อความที่หายไป คือ ทั้งนี้ ให้การบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ข้อความที่เคยมีอยู่แล้วหายไปนี่แหละ เป็นประเด็นที่อภิปรายกันมาตลอด ว่าแนวทางการบริหารแบบซิงเกิล คอมมานด์ ทุกแท่งต้องเสนอเรื่องผ่านปลัดกระทรวงก่อนนำเสนอรัฐมนตรี ควรตัดออกไปหรือควรคงอยู่
เสียดายในแบบสอบถามความเห็น ต่อหลักการ 10 ข้อ ของอนุ กก.เฉพาะกิจร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ขณะนี้ ไม่มีคำถามเกี่ยวกับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการในประเด็นนี้ เลยไม่มีโอกาสรู้ว่าผู้ตอบส่วนใหญ่คิดอย่างไร
ส่วนคณะอนุ กก.เฉพาะกิจร่าง พ.ร.บ.การศึกษา คิดอย่างไร สัปดาห์หน้าค่อยว่ากัน
สมหมาย ปาริจฉัตต์



