หน้าแรก บทความ พระพุทธเจ้าตร...

พระพุทธเจ้าตรัสสอนสันติภาพโลก

4.07.26 | 09:07 น.

พระพุทธเจ้าตรัสสอนสันติภาพโลก

โลกทุกวันนี้ อยู่กันด้วยความกลัว ความระแวง และความตึงเครียดตลอดเวลา วิทยาศาสตร์ได้ผลิตอาวุธที่มีสมรรถนะทำลายล้างได้อย่างคาดไม่ถึง

มหาอำนาจทั้งหลายต่างก็กวัดแกว่งเครื่องมือสังหารใหม่ๆ ออกมาขู่ และท้าทายกัน โอ้อวดอย่างไม่อายว่า ฝ่ายตนสามารถก่อให้เกิดความวิบัติ และความทุกข์ลำเค็ญให้กับโลกได้มากกว่าอีกฝ่าย

มหาอำนาจเหล่านี้เดินอยู่บนเส้นทางแห่งความบ้าคลั่ง จนถึงจุดที่ว่า ถ้าก้าวต่อไปในทิศทางนั้นอีกก้าวเดียว ผลลัพธ์ไม่มีอะไรอื่น นอกจากความวอดวายของทุกฝ่าย และความวินาศของมวลมนุษยชาติ

โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเข้าสู่การทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว หลังจากผ่านพ้นสถานการณ์ตึงเครียดทางทหาร และการปะทะอย่างรุนแรงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพราะความขัดแย้งมีรากฐานมาจากปัญหาระดับประวัติศาสตร์ ที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษก็จริง ถึงอย่างนั้นยังคงเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งทางทหารเป็นระยะ เช่น การยิงเตือนใส่เรือรบสหรัฐ ในอ่าวโอมาน, ราคาน้ำมันโลก และเศรษฐกิจ เป็นต้น

Advertisement

อนึ่ง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน โดยมีรากเหง้าของปัญหาและมิติความขัดแย้งที่สำคัญในด้านต่างๆ มีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ปัญหาแนวชายแดนและปราสาทพระวิหาร และความอ่อนไหวของกระแสชาตินิยม ล้วนเกิดความตึงเครียดที่สะสมบ่อยครั้ง ได้บานปลายไปสู่การปะทะด้วยอาวุธ ตามแนวชายแดน
ตลอดมา

ล่าสุด คดีทุจริตโกงข้อสอบ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ถือเป็นคดีทุจริตภาครัฐครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย โดยศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก. หรือ CIB) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้บุกทลายเครือข่ายนี้ แบบคาหนังคาเขา พบมูลค่าความเสียหาย รวมสูงถึง 5,000 ล้านบาท มีผู้เกี่ยวข้องและรายชื่อที่ส่อแววทุจริตมากกว่า 3,000 ราย จากจำนวนผู้สมัครสอบทั่วประเทศกว่า 400,000 คน เป็นผลมาจาก โลภะ คือ ความอยากได้ (ข้อ 1 ในอกุศลมูล คือ รากเหง้าของอกุศล หรือต้นเหตุของอกุศล หรือว่าต้นเหตุของความชั่ว มี 3 อย่าง คือ โลภะ โทสะ และโมหะ) ที่ครอบงำจิตใจมนุษย์ เมื่อจิตใจขาดสันติภาพ กายและวาจาก็จะแสดงออกในทาง “สงคราม และความขัดแย้ง” ในสังคม ตามหลักพระพุทธศาสนา

มนุษย์เราพรั่นพรึงกับสถานการณ์ที่พวกตนเองได้ก่อขึ้นมา จึงต้องการหาทางออก และแสวงหาวิธีการแก้ แต่ไม่มีวิธีการใด นอกจากสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนสันติภาพโลก อวิหิงสา เมตตา กรุณา ขันติธรรม สัจธรรม และปัญญา ความเคารพ และคำนึงถึงชีวิตทุกชีวิต ความเป็นอิสระจากความเห็นแก่ตัว ความโกรธ และความเบียดเบียน สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

แต่ไหนแต่ไรมา ในโลกนี้ เวรไม่มีระงับ ด้วยการจองเวร

มีแต่ระงับ ด้วยการไม่จองเวร นี้ เป็นกฎเกณฑ์ตายตัว ฯ

พึงเอาชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ พึงเอาชนะความร้าย ด้วยความดี

พึงเอาชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้ พึงเอาชนะคนพูดพล่อย ด้วยคำสัตย์ ฯ

สันติสุขของมนุษย์จะมีไม่ได้ ตราบเท่าที่คนเรายังมีความโลภ และกระหายที่จะปราบปราม และพิชิตเพื่อนบ้านของตนอยู่ สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ผู้แพ้ย่อมก่อเวร ผู้พ่ายย่อมอยู่เป็นทุกข์ ผู้ละความแพ้และความพ่ายเสีย

ถึงจะรบชนะข้าศึกเป็นพันๆ ราย ก็ไม่นับเป็นยอดขุนพล

แต่ผู้ที่เอาชนะจิตใจตน จึงเรียก ‘ยอดขุนพล’ แท้จริง ฯ

อาจจะมีผู้กล่าวว่า ข้อความเหล่านี้สวยงาม สูงส่ง และประเสริฐ แต่ปฏิบัติไม่ได้ แล้วการโกรธเกลียดกันดีละหรือ การฆ่ากันเล่า การอยู่อย่างหวาดกลัว และระแวงกันไม่สิ้นสุด ประดุจสัตว์ในป่าดงเล่า

นี่ เป็นสิ่งที่ดีกว่า และสุขสบายกว่าละหรือ

เวรระงับได้ด้วยการจองเวรหรือ ความชั่วเคยชนะได้ด้วยความชั่วหรือ ทว่ามีหลายตัวอย่าง อย่างน้อยก็ในระดับบุคคล ที่ความโกรธระงับได้ด้วยเมตตา และความชั่วชนะได้ด้วยความดี

อาจจะมีผู้กล่าวว่า ข้อนี้อาจจะจริง และปฏิบัติได้ผลในระดับบุคคล แต่ไม่เคยได้ผลในเรื่องระดับชาติ และนานาชาติ

คนเราถูกสะกดจิต ถูกทำให้งุนงงด้วยจิตวิทยา ถูกทำให้ตาบอด และถูกหลอกด้วยการใช้ศัพท์ทางการเมือง และการโฆษณาชวนเชื่อ เช่น ‘ชาติ’ หรือ ‘นานาชาติ’ หรือว่า ‘รัฐ’

ประเทศหนึ่ง ก็คือการรวมตัวกันของบุคคลจำนวนมากเข้าด้วยกัน ประเทศ หรือรัฐทำอะไรเองไม่ได้ ปัจเจกบุคคลเป็นผู้กระทำ สิ่งที่ปัจเจกบุคคลคิดและทำ คือสิ่งที่ประเทศ หรือรัฐคิดและทำ สิ่งที่ใช้ได้สำหรับปัจเจกบุคคลก็ใช้ได้กับประเทศ หรือรัฐด้วย

ถ้าความเกลียดชังระงับได้ด้วยเมตตาในระดับบุคคล แน่นอนว่า สิ่งนั้นก็สามารถทำให้บรรลุผลได้ในระดับประเทศ และระหว่างประเทศด้วย การที่เผชิญความโกรธด้วยเมตตา แม้แต่ในกรณีของบุคคลต่อบุคคล ผู้นั้นจะต้องมีความกล้า อาจหาญ ศรัทธา และเชื่อมั่นในพลังของศีลธรรมอย่างมหาศาล จะมิยิ่งเป็นเช่นนั้นหรือในกรณีของเรื่องระหว่างประเทศ ถ้าการกล่าวว่า ‘ไม่สามารถปฏิบัติได้’ หมายความว่า ‘ไม่ง่าย’ ก็ถูกต้อง แน่นอนที่ว่า ไม่ง่าย แต่ก็ควรจะลองพยายามดู อาจจะมีผู้กล่าวว่า การลองทำเช่นนั้น เป็นเรื่องที่เสี่ยง แต่ก็เสี่ยงไม่มากเท่าการก่อสงครามนิวเคลียร์อย่างแน่นอน

ทุกวันนี้ ก็ยังพอจะปลอบใจ และมีแรงบันดาลใจที่จะคิดว่า อย่างน้อยก็เคยมีผู้ปกครองผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งรู้จักกันดีในประวัติศาสตร์ ผู้มีความกล้าหาญ ความเชื่อมั่น และวิสัยทัศน์ที่จะนำคำสอนเรื่องการไม่เบียดเบียนกัน สันติภาพ และเมตตาธรรม ไปใช้ในการบริหารจัดการจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งในด้านกิจการภายในและภายนอก คือ

พระเจ้าอโศกมหาราช มหาราชแห่งชมพูทวีป ซึ่งเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์โลก และเป็นพุทธศาสนูปถัมภกที่สำคัญยิ่ง เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์โมริยะครองราชสมบัติ ณ พระนครปาฏลีบุตร ใน พ.ศ.218-260

เมื่อครองราชย์ได้ 8 พรรษา ทรงยกทัพไปปราบแคว้นกลิงคะ (ปัจจุบัน คือดินแดนแถบแคว้น Orissa) ที่เป็นชนชาติเข้มแข็งลงได้ ทำให้อาณาจักรของพระองค์กว้างใหญ่ที่สุดในประวัติชาติอินเดีย แต่ในการสงครามนั้น มีผู้คนล้มตาย และประสบภัยพิบัติมากมาย ทำให้พระองค์สลดพระทัย

พอดีได้ทรงสดับคำสอนในพระพุทธศาสนา ทรงเลื่อมใส ได้ทรงเลิกการสงคราม หันมาถือหลัก ‘ธรรมวิชัย’ คือ ชนะใจด้วยธรรม มุ่งทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สร้างสรรค์ประโยชน์สุขของประชาชน และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในทางสันติ โปรดให้เขียนสลักศิลาจารึก (เรียกว่า ‘ธรรมลิปิ’ คือ ลายสือธรรม หรือธรรมโองการ) ไว้ในที่ต่างๆ ทั่วมหาอาณาจักร และสอนธรรมแก่ข้าราชการและประชาชน

ทรงสร้างมหาวิหาร 84,000 แห่ง เป็นศูนย์กลางการศึกษา ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ 3 และทรงส่งศาสนทูตออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนานาประเทศ เช่น พระมหินทเถระไปยังลังกาทวีป และพระโสณพระอุตตระมายังสุวรรณภูมิ เป็นต้น,

ก่อนทรงหันมานับถือพระพุทธศาสนา ทรงปรากฏพระนามว่า จัณฑาโศก คือ อโศกผู้โหดร้าย ครั้นหันมาทรงนับถือพระพุทธศาสนา และดำเนินการนโยบายธรรมวิชัยแล้ว ได้รับขนานพระนามใหม่ว่า ธรรมาโศก คือ อโศกผู้ทรงธรรม

ชาวพุทธไทยแต่เดิมมามักเรียกพระองค์ว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

เมื่ออินเดียเป็นเอกราช พ้นจากการปกครองของอังกฤษ ใน พ.ศ.2490 แล้ว ก็ได้นำเอารูปพระธรรมจักร ซึ่งทูนอยู่บนหัวสิงห์ ยอดเสาศิลาจารึก ของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่สารนาถ (ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่ทรงแสดงปฐมเทศนา) มาเป็นตราสัญลักษณ์ ที่กลางผืนธงชาติ และใช้รูปสิงห์ทั้งสี่ ที่ทูนพระธรรมจักรนั้น เป็นตราแผ่นดินสืบมา

(ความเป็นมาในส่วนรายละเอียด และข้อควรทราบอย่างอื่นๆ นั้น ท่านที่สนใจพึงอ่านเพิ่มเติมในหนังสือ จารึกอโศก (ธรรมจักรบนเศียรสี่สิงห์) รัฐศาสตร์แห่งธรรมาธิปไตย โดยพระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน https://www.watnyanaves.net)

นี่ เป็นเพียงตัวอย่างเดียวในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่ผู้ชนะ ณ จุดสูงสุดแห่งอำนาจ ยังคงมีแสนยานุภาพในมือที่จะพิชิตดินแดนต่างๆ ต่อไป กลับประกาศทิ้งการทำสงคราม และการเบียดเบียนกัน และหันเข้าหาสันติภาพ และความไม่เบียดเบียน

นี่ เป็นบทเรียนบทหนึ่งสำหรับโลกทุกวันนี้ ผู้ปกครองจักรวรรดิหนึ่งทรงประกาศหันหลังให้กับสงครามและการเบียดเบียน และอ้าแขนรับคำสอนแห่งสันติ และความไม่เบียดเบียน ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงว่า กษัตริย์เพื่อนบ้านพระองค์ใดฉวยโอกาสที่พระเจ้าอโศกมหาราชหันเข้าหาธรรมะ ลงมือปฏิบัติการทางทหารโจมตีพระองค์ หรือมีการกบฏ หรือว่าจลาจลในจักรวรรดิของพระองค์ตลอดรัชสมัย ตรงกันข้าม กลับมีสันติสุขทั่วทั้งแผ่นดิน แม้แต่ดินแดนแว่นแคว้นต่างๆ ที่อยู่นอกจักรวรรดิของพระองค์ ก็ดูเหมือนจะยอมรับความเป็นผู้นำผู้ทรงธรรมของพระองค์

การพูดถึงการดำรงสันติภาพ ด้วยการถ่วงดุลอำนาจ หรือด้วยการข่มขู่ว่า จะตอบโต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เป็นเรื่องโง่เขลา อานุภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ มีแต่จะสร้างความกลัว ไม่ใช่สร้างสันติภาพ เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ความกลัวสร้างสันติภาพที่แท้จริง และถาวร การใช้ความกลัว มีแต่จะก่อให้เกิดความโกรธเกลียด พยาบาท และความเป็นศัตรูกัน

สิ่งเหล่านี้ อาจจะถูกเก็บกดไว้ได้ชั่วคราว แต่พร้อมที่จะระเบิดเป็นความรุนแรงได้ทุกขณะ สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ และดำรงอยู่ได้ ก็แต่เฉพาะในบรรยากาศแห่งเมตตาการุณย์ ปราศจากความกลัว ความระแวง และอันตราย

พระพุทธศาสนามีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับการดิ้นรนต่อสู้จนย่อยยับเพื่ออำนาจ

สังคมที่ความสงบและสันติภาพอยู่เหนือการแพ้การชนะ

สังคมที่การประหัตประหารผู้บริสุทธิ์จะถูกประณามอย่างรุนแรง

สังคมที่ผู้ชนะตนเองได้รับการนับถือยิ่งกว่าผู้ที่ชนะคนเป็นล้านๆ ด้วยสงครามทางทหาร และทางเศรษฐกิจ

สังคมที่โทสะชนะได้ด้วยเมตตา และความชั่วชนะได้ด้วยความดี

สังคมที่ความเป็นศัตรู ความริษยา พยาบาท และความโลภไม่เข้าไปแปดเปื้อนใจคน

สังคมที่ความกรุณาเป็นพลังขับเคลื่อนพฤติกรรม

สังคมที่ทุกสิ่งทุกชีวิตน้อยใหญ่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ด้วยความเห็นอกเห็นใจ และเมตตา

สังคมที่ชีวิตอันสงบและกลมกลืนในโลกแห่งความสันโดษทางวัตถุ มุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดและประเสริฐสุด คือการรู้แจ้งความจริงอันยอดเยี่ยม ซึ่งก็คือพระนิพพาน

ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัยอวยชัยให้ท่านผู้อ่าน ผู้สนับสนุน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ประสบจตุรพิธพรทั่วกัน มีกำลัง ทั้งทางกาย ทางใจ ทางปัญญา และพลังความสามัคคี ที่จะช่วยกันใช้ความรู้สนองเจตนาที่ประกอบด้วยเมตตาการุณย์ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา สร้างสรรค์สังคมไทย เกื้อกูลแก่สรรพชีพ ให้ทั้งโลกสันนิวาสนี้ มีความร่มเย็นเกษมศานต์ ตลอดกาลยืนนานสืบไป

มหา สมชาย สมานวงศ์
[email protected]