china watch : เมื่ออำนาจนำของทรัมป์เผชิญการถ่วงดุลของตุลาการ

6.07.26 | 12:35 น.

 

เ ป็นที่ชัดเจนว่านโยบายเอกภาคีนิยมสุดขั้วของทรัมป์กำลังเผชิญกับการถ่วงดุล อันเนื่องจากศาลสหรัฐได้พิพากษาให้ระงับโครงการขยายทำเนียบขาวและการเปลี่ยนชื่อศูนย์เคนเนดี เป็นเหตุให้ทรัมป์ไม่สามารถใช้อำนาจฝ่ายเดียวตามอำเภอใจ และต้องเผชิญกับแรงถ่วงดุล

หลังเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ทรัมป์ได้เสนอแผนขยายทำเนียบขาวด้วยการรื้อถอนปีกตะวันออกของอาคาร และก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงรับรองแขกต่างประเทศขนาดใหญ่ พร้อมทั้งติดตั้งหลังคาป้องกันโดรน ระบบระบายอากาศมาตรฐานทางทหารและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ และเริ่มการรื้อถอนอาคารเดิม โดยไม่ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ต่อมาถูกฟ้องคดี ผู้พิพากษาศาลแขวงวอชิงตันได้มีคำพิพากษาคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุว่า ประธานาธิบดีเป็นเพียงผู้ดูแลทำเนียบขาว ในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของรัฐ มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงไม่มีอำนาจปรับปรุงหรือขยายอาคาร โดยมิได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา ศาลอนุญาตจึงให้ดำเนินการเฉพาะงานก่อสร้างระบบการรักษาความปลอดภัยใต้ดิน ส่วนโครงการเหนือพื้นดินถูกระงับทั้งหมด

ส่วนการเปลี่ยนชื่อศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดีที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายรัฐสภา ได้เปลี่ยนเป็นชื่อ “Trump-Kennedy Center” โดยพลการนั้น ศาลก็ไม่อนุญาตด้วยเหตุผลทำเนียบขาวไม่มีอำนาจเปลี่ยนชื่อ เพราะเป็นอำนาจเฉพาะของรัฐสภา นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้กระทำการละเมิดต่อกฎข้อบังคับของรัฐสภา เป็นต้นว่า

อำนาจทางทหาร สมาชิกทั้งสองพรรคในรัฐสภาได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายการใช้กำลังทางทหารต่ออิหร่าน แต่มิได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา โดยกำหนดว่า นอกจากกรณีฉุกเฉินที่สหรัฐถูกโจมตีโดยตรง ทรัมป์ไม่สามารถปฏิบัติการทางทหารได้โดยลำพัง ซึ่งเป็นการปิดช่องทางการตัดสินใจทำสงครามฝ่ายเดียว

Advertisement

ส่วนด้านการควบคุมอำนาจทางเศรษฐกิจและการค้า รัฐสภาลงมติให้ประธานาธิบดีไม่มีสิทธิในการปรับขึ้นเรียกเก็บภาษีศุลกากร และการกำหนดมาตรการภาษีใหม่ทุกฉบับจะมีผลใช้ได้ต่อเมื่อผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเท่านั้น หากรัฐสภาไม่พิจารณาภายในเวลาที่กำหนด มาตรการภาษีนั้นถือว่าตกไปโดยปริยาย

ระบบตุลาการถือเป็นพลังที่ถ่วงดุลอำนาจนำแบบ “เจ้าอำนาจ” ของทรัมป์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ศาลสูงสุด ศาลแขวงรัฐบาลกลาง ไปจนถึงศาลอุทธรณ์ระดับภาค ต่างยึดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเป็นบรรทัดฐาน และได้วินิจฉัยว่าคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งออกคำสั่งเพื่อจำกัดพื้นที่สำหรับการใช้อำนาจแบบรวมศูนย์ของฝ่ายบริหาร

ในคดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจด้านภาษีศุลกากร ศาลสูงสุดได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยระบุว่า กฎหมายว่าด้วยอำนาจเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉินมิได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีศุลกากรในวงกว้างต่อประเทศอื่นทั่วโลก ศาลจึงวินิจฉัยว่านโยบายภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวของทรัมป์ที่ได้ดำเนินการนั้นเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่มีผลบังคับ พร้อมทั้งยืนยันหลักการตามรัฐธรรมนูญว่า “อำนาจในการจัดเก็บภาษีเป็นของรัฐสภา” ซึ่งถือเป็นการสกัดกั้นอำนาจครอบงำทางเศรษฐกิจของทรัมป์ แม้ผู้พิพากษาศาลสูงสุดฝ่ายอนุรักษนิยมก็ยืนหยัดธำรงความเป็นอิสระของตุลาการ และยังร่วมกับผู้พิพากษาสายเสรีนิยมเป็นเสียงข้างมากในการทำคำวินิจฉัยดังกล่าว เพื่อรักษาหลักพื้นฐานของการแบ่งแยกอำนาจ

เมื่อเริ่มเข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งเพื่อยกเลิกสิทธิการได้สัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด ปิดช่องทางการขอลี้ภัยตามแนวชายแดน และจำกัดการออกวีซ่าและกรีนการ์ดแก่หลายประเทศ แต่คำสั่งเหล่านี้ล้วนได้ถูกศาลรัฐบาลกลางในหลายรัฐวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ และมีคำสั่งห้ามใช้ทั่วประเทศอย่างถาวร โดยชี้ว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือใช้คำสั่งฝ่ายบริหารแทนการออกกฎหมายคนเข้าเมืองของรัฐสภา ขณะเดียวกัน ศาลยังได้ระงับต่อความพยายามของทรัมป์ในการนำกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของมลรัฐต่างๆ มาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง หรือดำเนินการบังคับใช้กฎหมายข้ามรัฐโดยพลการ ทั้งนี้ เพื่อปกป้องระบบการกระจายอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น และป้องกันไม่ให้อำนาจบริหารแทรกแซงการบริหารท้องถิ่นอย่างไร้ขอบเขต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้เรืองอำนาจ ซึ่งบันเทิงกับลัทธิเอกภาคีนิยมและขยายอำนาจนำนั้น บัดนี้ ได้เผชิญกับการถ่วงดุลอย่างจริงจังและเข้มข้นจากกลไกตุลาการโดยสมบูรณ์แล้ว

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช