ระบบมัมลุกของอียิปต์นั้น ถ้าจะเปรียบให้คนไทยเข้าใจง่าย ก็อาจเปรียบได้กับการที่ประเทศหนึ่งเอาทาสมาฝึกเป็นทหารองครักษ์ แล้วต่อมาทหารทาสเหล่านั้นกลับยึดอำนาจเสียเอง และปกครองประเทศต่อเนื่องยาวนานกว่าราชวงศ์เดิมเสียอีก ฟังดูแล้วคล้ายเรื่องนิยายกำลังภายในจีนหรือเรื่องสามก๊กภาคพิสดาร แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์อียิปต์ และที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นก็คือ ระบบดังกล่าวมิได้อยู่เพียง 10 ปี หรือ 100 ปี หากแต่ยืนยาวต่อเนื่องได้ร่วม 1,000 ปีจนกระทั่งโลกเข้าสู่สมัยใหม่แล้วจึงค่อยสูญสิ้นไป
คำว่า “มัมลุก” นั้นมาจากภาษาอาหรับ แปลตรงตัวว่า ผู้ถูกครอบครอง หรือ ทาส แต่คำว่าทาสในที่นี้มิใช่ทาสแบกหามแบบในไร่ฝ่ายของอเมริกา หากเป็น ทาสทหาร ซึ่งถูกซื้อมาเพื่อฝึกเป็นนักรบโดยเฉพาะรากฐานของระบบนี้เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์อับบาซียะห์ในกรุงแบกแดดราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยเฉพาะในรัชสมัยของ กาหลิบอัล-มุอ์ตะซิม (Al-Mu’tasim) เป็นกาหลิบองค์ที่ 8 ผู้ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1376-1385 (ก่อนยุคสุโขทัยตั้งกว่า 400 ปี) ซึ่งเริ่มซื้อเด็กหนุ่มเชื้อสายเติร์ก จากเอเชียกลางเข้ามาเป็นกองกำลังรักษาพระองค์
เหตุที่กาหลิบต้องทำเช่นนั้นก็เพราะทหารอาหรับเดิมเริ่มไว้ใจไม่ได้ ต่างคนต่างมีเผ่า มีพรรค มีญาติพี่น้องและพร้อมจะก่อกบฏได้ทุกเมื่อ ผู้ปกครองจึงเกิดความคิดอันแยบคายขึ้นว่า ถ้าจะหาคนที่ภักดีจริง ก็ควรหาคนที่ไม่มีรากเหง้าในสังคม ไม่มีเครือญาติ ไม่มีฐานอำนาจเดิม และชีวิตทั้งหมดขึ้นอยู่กับนายเพียงคนเดียว เด็กหนุ่มที่ถูกซื้อมาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นพวกเติร์กคิปชักจากทุ่งหญ้าสเตปป์แถวรัสเซียตอนใต้ ยูเครน และเอเชียกลาง บางส่วนเป็นชาวเชอร์เคสจากคอเคซัส เด็กเหล่านี้ถูกจับจากสงครามบ้าง ถูกขายโดยพ่อค้าทาสบ้าง หรือแม้แต่ถูกครอบครัวขายเพราะความยากจนบ้าง เมื่อถูกนำมาถึงอียิปต์หรือแบกแดดแล้ว ก็จะถูกเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม ฝึกขี่ม้า ยิงธนู ใช้ดาบ และอบรมวินัยอย่างเข้มงวด ความฉลาดของระบบมัมลุกอยู่ตรงที่เขามิได้เพียงซื้อทาสมาใช้งาน แต่เอามาสร้างมนุษย์ใหม่ขึ้นมา เด็กหนุ่มคนหนึ่งเมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว จะถูกตัดขาดจากอดีตทั้งหมด ไม่มีเผ่า ไม่มีภาษาเดิม ไม่มีครอบครัวเดิม ชีวิตทั้งหมดผูกอยู่กับกองทัพและนายของตนเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับมัมลุกจึงคล้ายพ่อกับลูก มากกว่าจะเป็นนายกับทาส และที่สำคัญคือ มัมลุกมิได้ถูกปิดกั้นโอกาส หากมีฝีมือก็สามารถเลื่อนขึ้นเป็นนายทัพ เป็นขุนนาง หรือแม้แต่เป็นสุลต่านได้
ตรงนี้เองที่ทำให้ระบบมัมลุกต่างจากยุโรปยุคกลางโดยสิ้นเชิง เพราะยุโรปในสมัยนั้นยึดถือสายเลือดเป็นสำคัญ ลูกเจ้าเท่านั้นจึงจะได้เป็นเจ้าแต่มัมลุกกลับเป็นอภิชนจากความสามารถ คือใครเก่งก็ขึ้นได้ ไม่ว่าต้นกำเนิดจะเคยเป็นทาสมาก่อนก็ตาม
แต่ระบบนี้ก็มีเรื่องประหลาดอีกอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ลูกชายของบรรดามัมลุกกลับมิได้รับอนุญาตให้เป็นมัมลุกโดยเด็ดขาด เพราะชนชั้นมัมลุกเชื่อว่าความแข็งแกร่งเกิดจากการฝึกฝน มิใช่จากสายเลือด ลูกหลานของมัมลุกเองที่เติบโตอย่างสบายในเมืองจึงถูกมองว่าอ่อนแอไม่มีความทรหดเหมือนเด็กจากทุ่งหญ้าสเตปป์ ดังนั้น ระบบมัมลุกจึงต้องนำเข้าคนนอกอยู่เรื่อยๆ เหมือนเตาไฟที่ต้องเติมฟืนใหม่ไม่หยุด เด็กรุ่นแล้วรุ่นเล่าถูกซื้อเข้ามา ฝึกฝน และค่อยๆ ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงในรัฐ
ฟังดูแล้วหลายคนอาจคิดว่า ระบบเช่นนี้คงเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ ซึ่งก็เป็นความจริง มัมลุกนั้น ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการรัฐประหาร การลอบสังหาร และการหักหลัง สุลต่านหลายองค์ครองราชย์ได้เพียงไม่กี่เดือนก็ถูกโค่นล้ม แต่เรื่องประหลาดอยู่ตรงที่ แม้ตัวบุคคลจะผลัดเปลี่ยนกันตลอดเวลาแต่ระบบกลับยังอยู่รอด คล้ายกองทัพโรมันยุคปลายที่จักรพรรดิถูกฆ่าบ่อยเสียยิ่งกว่าตัวละครในนิยายจีน แต่ระบบจักรวรรดิก็ยังดำเนินต่อไป เพราะทุกคนยังเชื่อในโครงสร้างเดิม
ในกรณีมัมลุกนั้น แม้สุลต่านจะถูกล้ม แต่ชนชั้นนักรบมัมลุกยังร่วมกันรักษาระบบไว้ เพราะทุกคนได้ประโยชน์จากระบบเดียวกัน ไม่มีใครอยากให้ชาวบ้านหรือชนชั้นอื่นขึ้นมาปกครองแทน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เมื่อราชวงศ์อัยยูบิดของซาลาดินเริ่มอ่อนแอ ขณะเดียวกัน โลกอิสลามกำลังถูกคุกคามจากสองด้าน ด้านหนึ่งคือสงครามครูเสดจากยุโรป อีกด้านคือพายุทำลายล้างจากมองโกล ใน พ.ศ.2336 เหล่ามัมลุกในอียิปต์จึงก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจจากราชวงศ์อัยยูบิด และสถาปนาราชวงศ์มัมลุกขึ้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกอิสลามที่ อดีตทาสกลายเป็นชนชั้นปกครองเต็มตัว บุคคลสำคัญที่สุดของยุคนี้คือ ไบบาร์ส (Baibars) ผู้เป็นสุลต่านองค์ที่ 4 แห่งรัฐสุลต่านมัมลุก ในอียิปต์และซีเรียจาผู้เคยเป็นเด็ก ทาสเติร์กคิปชักมาก่อน
ไบบาร์สเป็นทั้งนักรบและนักการเมืองอัจฉริยะ เขาขึ้นสู่อำนาจในช่วงเวลาที่โลกอิสลามเกือบล่มสลายเพราะกองทัพมองโกลได้ทำลายกรุงแบกแดดใน พ.ศ.1801 (ยุคก่อตั้งกรุงสุโขทัยพอดี) สังหารผู้คนมหาศาล และล้มราชวงศ์อับบาซียะห์ที่ปกครองโลกอิสลามมาหลายร้อยปี ขณะนั้นไม่มีใครหยุดมองโกลได้กองทัพของฮูลากูข่านกวาดผ่านเปอร์เซียและซีเรียราวกับพายุทะเลทราย แต่ใน พ.ศ.1803 กองทัพมัมลุกภายใต้การนำของสุลต่านกุตุซและแม่ทัพไบบาร์สได้เผชิญหน้ากับมองโกลที่ยุทธการอัยน์ญาลูตในปาเลสไตน์ และสามารถเอาชนะได้ ชัยชนะครั้งนี้สำคัญมหาศาล เพราะเป็นครั้งแรกที่กองทัพมองโกลถูกหยุดอย่างเด็ดขาด โลกอิสลามจึงรอดพ้นจากการถูกทำลายทั้งหมด และอียิปต์ก็กลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของอารยธรรมอิสลามแทนแบกแดด
หลังจากนั้น ไบบาร์สได้สร้างรัฐมัมลุกให้แข็งแกร่ง ฟื้นฟูสถาบันกาหลิบในกรุงไคโร สร้างถนน คลอง ป้อมปราการ และส่งเสริมการศึกษา ขณะเดียวกันก็ใช้ความโหดเหี้ยมกำจัดศัตรูอย่างเด็ดขาด ซึ่งถ้าจะพูดกันตรงๆ โลกยุคกลางนั้น คนที่ใจดีเกินไปมักอยู่ได้ไม่นาน
รัฐมัมลุกหลังยุคไบบาร์สจึงกลายเป็นมหาอำนาจแห่งตะวันออกกลาง ควบคุมเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป ขับไล่พวกครูเสดออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และทำให้ไคโรกลายเป็นเมืองมั่งคั่งที่สุดเมืองหนึ่งของโลก นักเดินทางชาวโมร็อกโกอย่าง อิบน์ บัฏฏูเฏาะฮ์ (Ibn Battuta) ถึงกับกล่าวว่า ไคโรคือ มารดาแห่งนครทั้งหลาย มัมลุกยังสร้างกองทัพมืออาชีพก่อนยุโรปหลายร้อยปี ขณะที่อัศวินยุโรปยังพึ่งระบบศักดินา มัมลุกกลับมีการฝึกอย่างเข้มงวด มีวินัยสูง และเชี่ยวชาญการรบบนหลังม้าใช้ธนูแบบเติร์ก ซึ่งเคลื่อนที่เร็ว ยิงแม่น และโจมตีแล้วถอยได้อย่างน่ากลัว แต่ระบบนี้ก็มีจุดอ่อนสำคัญ นั่นคือความไร้เสถียรภาพทางการเมือง เพราะอำนาจขึ้นอยู่กับกองทัพ มิใช่สายเลือด การเปลี่ยนสุลต่านจึงมักเกิดจากการสมคบคิดในค่ายทหารมากกว่าการสืบราชบัลลังก์อย่างสงบ กระนั้นก็ตาม ระบบมัมลุกยังดำรงอยู่ได้ เพราะชนชั้นมัมลุกมีผลประโยชน์ร่วมกัน พวกเขาอาจฆ่ากันเอง แต่ไม่ต้องการให้ใครนอกระบบขึ้นมามีอำนาจ โลกเริ่มเปลี่ยนไปจริงๆ ในเมื่อจักรวรรดิออตโตมันผงาดขึ้นมา โดยจักรวรรดิออตโตมันเองก็ใช้ระบบทหารทาสเช่นกัน เช่นกองทหารเยนิเชรี แต่ต่างจากมัมลุกตรงที่จักรวรรดิออตโตมันมีระบบราชการรวมศูนย์ และใช้ปืนไฟอย่างมีประสิทธิภาพกว่า ส่วนมัมลุกยังยึดติดกับทหารม้าธนูแบบเดิม และดูแคลนอาวุธปืน ผลก็คือใน พ.ศ.2060 สุลต่านเซลิมที่ 1 (Selim I) แห่งจักรวรรดิออตโตมันตีอียิปต์แตก และประหารสุลต่านมัมลุกองค์สุดท้ายคือ ทูมาน เบย์ที่ 2 (Tuman Bay II) ถ้านับเฉพาะรัฐมัมลุกอิสระ ก็เท่ากับว่ามีอายุประมาณ 267 ปี ระหว่าง พ.ศ.1793-2060 แต่ระบบมัมลุกยังไม่ตาย เพราะแม้จักรวรรดิออตโตมันจะยึดอียิปต์ได้ แต่ก็ไม่สามารถกำจัดชนชั้นมัมลุกได้หมด พวกมัมลุกยังคงเป็นเจ้าที่ดิน เก็บภาษี และมีอำนาจในอียิปต์ต่อไปอีกหลายร้อยปี
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ป้อมปราการไคโร (Cairo Citadel Massacre) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2354 โดย มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali Pasha) ผู้สำเร็จราชการแห่งอียิปต์ ได้ลวงผู้นำชนชั้นสูงชาวมัมลุก (Mamluks) กว่า 400 คน เข้ามาสังหารหมู่ภายในป้อมปราการ เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามและยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ถ้านับจากการตั้งรัฐมัมลุกใน พ.ศ.1793 จนถึงเหตุการณ์นี้ ระบบมัมลุกก็มีอายุประมาณ 561 ปี แต่ถ้านับรากฐานตั้งแต่ยุค กาหลิบอับบาซียะห์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ระบบทาสทหารแบบมัมลุกก็แทบจะอยู่ยาวนานเกือบหนึ่งพันปี
นี่จึงเป็นเรื่องน่าพิศวงอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์โลกคือความย้อนแย้งอันยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์อียิปต์ กล่าวคือ “ทาส” กลับกลายเป็นผู้พิทักษ์อารยธรรมอิสลาม และผู้ถูกซื้อขายในตลาดค้าทาสกลับสร้างระบอบที่ยืนยาวกว่าราชวงศ์จำนวนมากของโลกเสียอีก

