หน้าแรก บทความ ผู้ว่าฯการศึก...

ผู้ว่าฯการศึกษา-มหาดไทยโมเดล

8.07.26 | 12:42 น.
ผู้ว่าฯการศึกษา-มหาดไทยโมเดล

คุยกันต่อจากพฤหัสฯที่แล้ว ประเด็นการบริหารจัดการโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ กับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

อิทธิพลของแนวคิดการบริหารแบบรวมศูนย์ “ซิงเกิลคอมมานด์” จากข้อความ “ทั้งนี้ให้การบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและปลัดกระทรวงศึกษาธิการ” ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับเดิม (660/2564) ซึ่งถูกนำมาต่อยอด

คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติคิดอย่างไร จะแตะต้องประเด็นนี้หรือไม่ หรือจะติดกับดักโครงสร้างต่อไป

มีความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงคำตอบบ้างแล้ว จากการประชุมอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 4 วันที่ 19 มิถุนายน 2569 พิจารณาหลักการที่ 7 เกี่ยวกับการกระจายอำนาจบริหารการศึกษา มีประเด็นที่นำเสนอเพื่อรับฟังความคิดเห็นและพิจารณา 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

1.องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติและสังกัดของหน่วยงานฝ่ายเลขานุการฯ โดยมีการเปรียบเทียบของคณะกรรมการด้านการศึกษาที่ปรับจาก สภาการศึกษา ให้เป็น Super Board เพื่อให้การกำหนดทิศทางนโยบายการศึกษามีความคมชัดยิ่งขึ้น ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และลดกรรมการลงเพื่อความคล่องตัว โดยมีอำนาจออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นกฎหมายเพื่อทดลองโมเดลใหม่ (Sandboxing), ควบคุมกรอบเงินอุดหนุนโรงเรียน, เสนอแผนอัตรากำลัง และเสนอแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคได้

Advertisement

หน่วยงานฝ่ายเลขาฯมี 4 ทางเลือก ได้แก่ 1 สังกัดสำนักนายกฯ (ขึ้นกับ รมต.สำนักนายกฯ) 2 ขึ้นตรงต่อนายกฯ 3 สังกัดกระทรวงศึกษาธิการเหมือนเดิม หรือ 4 เป็นองค์การมหาชนในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ

2.การจัดโครงสร้างการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งแก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) โดยใช้มหาดไทยโมเดล ซึ่งเป็นการรวมศูนย์ในแนวดิ่ง ให้มีศึกษาธิการจังหวัด ทำหน้าที่เสมือนผู้ว่าฯ ด้านการศึกษาร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และมีศึกษาธิการอำเภอดูแลใกล้ชิดระดับท้องถิ่น โดยโรงเรียนทุกแห่งต้องรายงานต่อศึกษาธิการอำเภอ และดึงอำนาจการบริหารงานบุคคล (การสั่งการ/แต่งตั้ง/โยกย้าย) ไปไว้ที่คณะกรรมการระดับจังหวัด

3.การกระจายอำนาจให้แก่สถานศึกษา ในปัจจุบัน มีการกระจายอำนาจให้สถานศึกษา 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ, ด้านงบประมาณ, ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารทั่วไป แต่สถานศึกษามีสถานะนิติบุคคลแต่ละสังกัดยังคงแตกต่างกัน เช่น โรงเรียนในสังกัด สพฐ. (นิติบุคคล) และโรงเรียนในสังกัด อปท. (ไม่เป็นนิติบุคคล) จึงมีข้อเสนอในการกระจายอำนาจ 2 รูปแบบ ได้แก่

ข้อเสนอที่ 1 การกระจายอำนาจรูปแบบโรงเรียนในกำกับ ใช้โมเดลคล้ายโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) ซึ่งเน้นความคล่องตัวสูง มีคณะกรรมการโรงเรียนเป็นองค์กรสูงสุด ผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารสูงสุด และรับงบจากทั้งรัฐและเอกชน

ข้อเสนอที่ 2 การกระจายอำนาจของสถานศึกษา ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ (660/2564) ให้อิสระในการบริหาร จัดการเรียนรู้ การเงิน และจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษาที่มาจากหลายภาคส่วนตามขนาดโรงเรียน พร้อมกลไกสนับสนุนให้งบประมาณส่งตรงถึงโรงเรียน, ให้โรงเรียนเลือกบุคลากรเองได้, ดึงชุมชนมามีส่วนร่วม และผู้บริหารต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของผู้เรียนอย่างแท้จริง

การประชุมครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมและหาแนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุงโครงสร้างตามร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน ทำให้มีความคล่องตัวในการปฏิบัติงานและสอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงานอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ยืดหยุ่น และลดอุปสรรคจากระเบียบข้อบังคับส่วนกลาง รวมถึงการพัฒนาการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

คำแถลงผลการประชุม ข้อ 2 ว่าด้วยการจัดโครงสร้างการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ นี่แหละน่าสนใจ

มีข้อเสนอให้ใช้ “มหาดไทยโมเดล” แก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) ศึกษาธิการจังหวัดทำหน้าที่เสมือนผู้ว่าฯด้านการศึกษา ฯลฯ

ข่าวแถลงเป็นทางการ ไม่ระบุว่าเป็นแนวความคิดของฝ่ายไหน ท่านใดเป็นผู้เสนอ และมติที่ประชุมเห็นอย่างไร

การมีผู้กล่าวถึง “มหาดไทยโมเดล” มาใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการกระทรวงศึกษาธิการ จึงเป็นเรื่องน่าคิด

จะถูกนำไปเขียนใน พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ หรือกฎหมายระดับรอง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ แทนฉบับ พ.ศ.2546 หรือไม่ ต้องติดตาม

ผมถึงบอกว่า เสียดายการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อนำมาประกอบยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาไม่มีคำถามข้อนี้ เลยไม่ได้คำตอบชัดๆ ว่า “มหาดไทยโมเดล” จะไปต่ออย่างไร

ประเด็นน่าคิดต่อมา มีว่า โครงสร้างการบริหารจัดการกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นอยู่ กับ “มหาดไทยโมเดล” โมเดลไหนตอบโจทย์การบริหารการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ ถูกกว่า ได้ผลกว่ากัน

และมหาดไทยโมเดล ตอบโจทย์การกระจายอำนาจการบริหารการศึกษาตรงไหน อย่างไร

ขณะเดียวกัน หากเห็นว่าโครงสร้างเดิมเป็นปัญหาแล้วปล่อยไว้ ก็เท่ากับซุกขยะไว้ใต้พรมต่อไป

หรือจะใช้วิธีให้กระทรวงศึกษาธิการไปตกลงกันเอง อย่างที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ไม่ตัดสินชี้ขาดมาแล้ว

ตั้งแต่ กอปศ.หมดวาระไป (2562) จนถึงวันนี้กระทรวงศึกษาธิการยังตกลงกันไม่ได้ จึงดึงเข้า ดึงออก “ข้อความเดียวกัน” เรื่อยมา

แต่ถ้ายึดหลักผู้มีส่วนได้เสีย (ผู้บริหารในกระทรวง) ไม่ควรตัดสินใจ ต้องให้คนนอก คือฝ่ายการเมืองตัดสินในที่ประชุมสภา มีหวังเละอีกเหมือนกัน