หน้าแรก บทความ การปรับโครงสร...

การปรับโครงสร้างกระทรวงใหม่ รัฐบาลกับโจทย์บนความท้าทาย

9.07.26 | 12:53 น.

จากการที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีนโยบายการปรับโครงสร้างการบริหารราชการด้วยการแยกภารกิจการท่องเที่ยวไปรวมกับงานด้านวัฒนธรรมและแยกการกีฬาออกมาเป็นเอกเทศ

สำหรับการปรับโครงสร้างครั้งนี้รัฐบาลคงเล็งเห็นแล้วว่าไทยเป็นชาติที่มีทุนวัฒนธรรมมหาศาล แต่ที่ผ่านมายังไม่ถูกนำมิติของการท่องเที่ยวมาใช้สร้างรายได้อย่างเต็มที่และหากแยกกันอยู่พลังในการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อให้ตอบโจทย์คงจะไม่เพียงพอ

การดำเนินการเพื่อปรับโครงสร้างการบริหารด้วยการแยกภารกิจการท่องเที่ยวไปรวมกับวัฒนธรรมนั้นขณะนี้หากส่องไปที่ความเคลื่อนไหวพบว่า กพร.ในฐานะเจ้าภาพหลักซึ่งเลขาธิการแจ้งผ่านสื่อมวลชนว่าหลังจากได้รับนโยบายก็เดินหน้าดำเนินการซึ่งขณะนี้ก็มีความคืบหน้าไปพอสมควร

การควบรวมภารกิจด้านวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวกำหนดจะใช้ชื่อ “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” ขณะที่กีฬาจะแยกออกมาเป็นเอกเทศชื่อ “กระทรวงการกีฬา”

โครงสร้างกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจะถูกแบ่งออกเป็น 2 คลัสเตอร์คือ คลัสเตอร์เชิงอนุรักษ์ที่ยังคงบทบาทเดิม และคลัสเตอร์เชิงส่งเสริมที่จะนำวัฒนธรรมมาเป็นตัวชูโรงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว

Advertisement

ในมิติการตั้งชื่อกระทรวงใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์กับบริบทการเปลี่ยนแปลงตลอดจนความสำเร็จของชาติอื่น กพร.จึงได้ศึกษาโมเดลจากประเทศต่างๆ อาทิ จีนและมาเลเซีย ที่ใช้ชื่อวัฒนธรรมนำหน้าการท่องเที่ยว ทั้งนี้ เพื่อสื่อสารให้คนไทยและต่างชาติเข้าใจตรงกันว่าวัฒนธรรมคือต้นทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ขณะที่มิติด้านกีฬาที่แยกออกมาเป็นกระทรวงการกีฬาโดยเฉพาะวัตถุประสงค์สำคัญก็เพื่อจะช่วยให้ประเทศไทยมุ่งเน้นการสร้างนักกีฬาอาชีพและอุตสาหกรรมได้อย่างจริงจังและเหนืออื่นใดคือการทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) ของการจัดการแข่งขันระดับโลกเพื่อดึงรายได้เข้าประเทศ

สำหรับโครงสร้างใหม่ของกระทรวงกีฬาจะมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาและวิทยาศาสตร์การกีฬาซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาและยกระดับนักกีฬาสู่มาตรฐานสากลโดยมีกรมพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นกลไกหรือฟันเฟืองในการร่วมขับเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงต้นทุนทางวัฒนธรรมของไทยคงต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมของชาติมีการพัฒนาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การท่องเที่ยวก็เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หรือเส้นเลือดใหญ่สำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

ที่น่าสนใจหากพิจารณาถึงรายได้จากการท่องเที่ยวย้อนหลังไป 3 ปีระหว่าง 2566-2568 จะเห็นได้ว่าการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีซึ่งปี 2566 สร้างรายได้รวมกว่า 2.02 ล้านล้านบาท (แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.24 ล้านล้านบาท) ปี 2567 สร้างรายได้รวมกว่า 2.6 ล้านล้านบาท (แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.66 ล้านล้านบาท) และปี 2568 สร้างรายได้รวมกว่า 2.7 ล้านล้านบาท (แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.536 ล้านล้านบาท และรายได้ตลาดเที่ยวไทย 1.166 ล้านล้านบาท) (ที่มา : กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)

ขณะที่การกีฬาก็เป็นหนึ่งในพลังร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมให้ประเทศเช่นกัน ซึ่งจากตัวเลขย้อนหลัง 3 ปีพบว่า ปี 2566 มีมูลค่ารวม 184,723 ล้านบาท ปี 2567 มีมูลค่ารวม 207,888 ล้านบาท และปี 2568 มูลค่ารวมอยู่ที่ 218,000 ล้านบาท

สําหรับรายได้จากการกีฬาหากส่องไปที่ธุรกิจที่ เกี่ยวข้อง อาทิ อุปกรณ์ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงกีฬา และอีเวนต์ระดับโลกขยายตัวในอัตราร้อยละ 6.01 พร้อมกันนั้นเมื่อพิจารณาถึงมิติที่เกี่ยวกับกีฬามวลชนและการท่องเที่ยว อาทิ วิ่งมาราธอน มวยไทย รวมถึงอีเวนต์ระดับโลกต่างๆ พบว่ากีฬาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างมูลค่าเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเฉพาะกลุ่มได้มากถึง 40,000 ล้านบาทต่อปี (ที่มา : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

อย่างไรก็ตามถึงแม้มูลค่าอันเนื่องจากการกีฬาที่ดูอาจจะน้อยกว่าการท่องเที่ยวก็ตามแต่หากพิจารณาถึงมิติหรือมูลค่าทางสังคมโดยเฉพาะการพัฒนาและยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศก็จะเห็นได้ว่าการกีฬาก็ยังเป็นกลไกที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ามิติด้านอื่นๆ

วันนี้หากเจาะลึกหรือมองไปที่ความคืบหน้าสำหรับการนำนโยบายสู่การปฏิบัติโดยเฉพาะการนำภารกิจการท่องเที่ยวไปรวมกับวัฒนธรรมและจะมีการแยกกีฬาออกมาจัดตั้งกระทรวงการกีฬาเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากีฬาของประเทศ คณะทำงานที่รับผิดชอบมีการกำหนดแผนดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ

โดยระยะที่ 1 เริ่มจากวันที่ 7 พฤษภาคม-4 มิถุนายน 2569 ซึ่งในระยะนี้มีการประชุมพิจารณารายละเอียดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และระยะที่ 2 เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 เป็นขั้นตอนสำคัญโดยเฉพาะการกำหนด Roadmap การเปลี่ยนผ่านสู่กระทรวงการกีฬาด้วยการดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและกระบวนการทางกฎหมายในการจัดตั้งกระทรวงการกีฬาซึ่งในระยะนี้สาระสำคัญได้แก่การเตรียมการเสนอพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ต่อ ครม.พร้อมกับส่งร่างกฎหมายสู่กระบวนการของรัฐสภา และระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายระหว่างเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2569 และเป็นช่วงที่รัฐสภาจะเปิดประชุมสมัยสามัญ (วันที่ 25 สิงหาคม-22 ธันวาคม 2569) กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภาก็จะดำเนินการในระหว่างเวลานั้นและหากผ่านความเห็นชอบก็จะนำไปสู่การจัดตั้งกระทรวงการกีฬาอย่างเป็นทางการภายในเดือนธันวาคม 2569

สำหรับโครงสร้างกระทรวงการกีฬามีการกำหนดหน่วยงานในกำกับประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงการกีฬา กรมพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และการกีฬาแห่งประเทศไทยโดยมีบทบาทหน้าที่ การส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาพลศึกษา การกีฬา ทั้งกีฬาขั้นพื้นฐาน กีฬามวลชน กีฬาเป็นเลิศ กีฬาอาชีพ และกิจกรรมนันทนาการ และยังให้ความสำคัญกับการศึกษา วิจัย วิทยาศาสตร์การกีฬา นวัตกรรมและเทคโนโลยีการกีฬา การบริหารจัดการกีฬา และการพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาของประเทศ

จากโครงสร้างหรือพิมพ์เขียวดังกล่าวจะเห็นได้ว่าถึงแม้ในอนาคตประเทศไทยจะมีการจัดตั้งกระทรวงการกีฬาหรือแยกการกีฬาออกมาเป็นเอกเทศแล้วก็ตาม แต่หากพิจารณาถึงบริบทและการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าโครงสร้างกระทรวงการกีฬาแห่งอนาคตยังไม่ค่อยจะตอบโจทย์มากนัก ยิ่งย้อนกลับไปในงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง “ประเทศไทยกับกระทรวงกีฬาแห่งอนาคต” ซึ่งศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ

ซึ่งในวงเสวนาครั้งนั้นคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกภาคร่วมสะท้อนมุมมองและเสนอแนวทางไว้อย่างน่าสนใจยิ่งและถือว่าตอบโจทย์การจัดตั้งกระทรวงการกีฬาเพื่อรองรับการพัฒนาและยกระดับการกีฬาของประเทศที่สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง

สำหรับพิมพ์เขียวหรือโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการของกระทรวงการกีฬาที่มีการเคาะไว้หากพิจารณาถึงประโยชน์โดยรวมพบว่ายังขาดหน่วยงานหรือฟันเฟืองการขับเคลื่อนการพัฒนาที่สำคัญและหากนำมาหลอมรวมหรือบูรณาการเข้าด้วยกันคาดว่าประโยชน์จะตกกับสังคมและวงการกีฬาไทยเป็นอย่างมาก

ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวได้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การพัฒนานักกีฬาคนพิการ สถาบันมวยไทย เทคโนโลยีนวัตกรรม การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีฬา รวมทั้งหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และกฎหมายทางการกีฬาเป็นต้น

เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะการนำภารกิจการท่องเที่ยวไปรวมกับวัฒนธรรมและแยกการกีฬาออกมาเป็นเอกเทศสามารถกำหนดทิศทางอนาคตและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศก็หวังว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมทั้งสมาชิกรัฐสภาซึ่งจะเคาะในขั้นสุดท้ายคงจะได้ร่วมพิจารณาเพื่อให้การปรับโครงสร้างดังกล่าวตอบโจทย์กับบริบทการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

และเหนืออื่นใดกระทรวงที่ก่อเกิดใหม่คงจะไม่เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ดังกับที่เห็นและเคยเป็นมาก่อนหน้านี้

ผศ.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร