เขียนเรื่องเกี่ยวกับเมืองมาหลายสัปดาห์ในช่วงเทศกาลของการเลือกตั้งท้องถิ่น กทม. ซึ่งก็ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว
ความจริงมีเรื่องให้เขียนอีกมาก แต่ผมยอมรับว่าหมดพลังกับการเขียนไปพอสมควร เพราะรู้สึกสิ่งที่ผู้คนสนใจไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจสักเท่าไหร่ และในวันนี้ทุกอย่างก็สู่สภาวะที่ทุกคนเชื่อว่ามันกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ก็ไม่ว่ากันครับ
ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีเรื่องที่เกิดขึ้นมากมายในระดับชาติ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกว่าประเทศจะเดินต่อไปได้อย่างไร
แต่ผมคิดว่าประเทศชาติก็คงไปกันอย่างนี้แหละครับ
มีหลายสถานการณ์ที่น่าสนใจที่น่านำมาอภิปราย
ประการแรก รัฐบาลนี้มีคะแนนนิยมลดลง ตามโพล
ประการที่สอง ฝ่ายค้านยังคงครองความนิยมสูงสุด แม้คะแนนนิยมก็ลดลง
ท่ามกลางข่าวรายวันของปัญหาการทุจริตจัดสอบราชการในหลายสนาม ราคาค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาพลังงานที่ลดช้ากว่าตอนขึ้น สถานการณ์จีนเทา ความคลุมเครือและล่าช้าในการดำเนินคดีเรื่องฮั้ว ส.ว. ปัญหาการดำเนินคดีบาร์โค้ดเลือกตั้ง คดี ส.ส.ส้มที่รอประหารทางการเมือง 44 คน และสภาพความขัดแย้งที่รอการปะทุที่ชายแดน (และเวทีโลก)
รวมทั้งความไม่พอใจของคนอีกไม่น้อยที่มีต่อกระบวนการกฎหมายนิรโทษกรรมในรัฐสภา
ผมคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้จะยื้อๆ ทรงๆ ไปอย่างนี้ การแตกหักต่างๆ ยังไม่มี
รัฐบาลนี้อาจมีคะแนนนิยมลดลง แต่ผมไม่คิดว่าความชอบธรรมของเขาจะลดลง
หรือว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เข้ามาด้วยความชอบธรรมในแบบที่นักวิชาการที่วิจารณ์รัฐบาลในมิติเรื่องความชอบธรรมเข้าใจ
บางทีความชอบธรรมของรัฐบาลนี้อาจจะซับซ้อนและเกี่ยวเนื่องไปกับเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย
ส่วนในเรื่องของความนิยมของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคส้ม ตัวเลขร้อยละสามสิบกว่าๆ หรือยี่สิบกว่าๆขึ้นกับโพล วิ่งขึ้นลงในประมาณนี้กลับน่าสนใจ แต่ไม่ได้มีผลทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาลลดลง (แต่ความนิยมของทุกฝ่ายลดลง)
ตัวเลขความนิยมที่ทุกฝ่ายลดลง (และย้อนไปตั้งแต่ต้นปีที่จำนวนผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกฝ่ายไหนมีจำนวนมาก) ทำให้เห็นว่าสถานการณ์นี้่ฝ่ายค้านก็ยังไม่ได้ถึงครึ่ง ดังนั้นข้อดีก็คือ การเมืองก็จะติดหล่มไปอย่างนี้ เป็นการเมืองแบบอยู่กันไปก่อนตราบที่ส้มยังไม่มีอำนาจก็ยังสามารถทำได้ในกลไกรัฐสภา
ไม่ต้องฉีกกติกาด้วยรถถัง เพียงแค่ดีลกันไปมาในสภา และใช้กฎเกณฑ์กติกาแบบเข้าข้างบางฝ่ายนิดๆ หน่อยๆ โดยทำให้มันเป็นเรื่องของการได้เปรียบเชิงโครงสร้างในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ก็พอไปกันได้
ไม่ต้องใช้โพล ให้ดูกระแสการพยายาม (ไม่) แก้รัฐธรรมนูญก็พอจะเห็น
แทคติคคือปล่อยให้ประเด็นมันมึนๆ สับสนเข้าไว้ เพราะประชามติที่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันยังต้องเจอแทคติคเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญไปอีกระยะ
ยังมีอีกประเด็นที่ต้องคิดก็คือในโครงสร้างการเลือกตั้งที่มีบัตรสองใบ ทำให้เกิดอาการผ่อนปรนทางการเลือกได้ เพราะผู้เลือกตั้งสามารถเลือกเขตกับบัญชีรายชื่อแยกกัน ซึ่งต่างกับเจตนารมณ์แรกของการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ไม่ใช่แค่เลือกคนที่รักเลือกพรรคที่ใช่เท่านั้น
แต่ยังหมายถึงความเป็นไปได้ในหลายทาง เช่น ความต้องการเลือกแยกสองใบเพื่อให้ไปคานอำนาจกัน หรือการที่พรรคที่ได้บัญชีรายชื่ออาจทำพื้นที่ไม่ถึงจริงๆ ในหลายความหมาย ฯลฯ
ผมใช้คำว่าการเมืองแบบลอยคอไปเรื่อยๆ มากกว่าการเปรียบเปรยแบบรัฐนาวา เพราะตอนนี้ผมว่าเราทุกคนไม่น่าจะอยู่ในเรือ แต่กำลังลอยคอไปเรื่อยๆ เสียมากกว่า
ความฝันและความหวังดูจะมีน้อยเหลือเกินในการสู้กับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบ” ไม่ว่าจะระบอบอะไรก็ตาม
บางทีผมก็ถามตัวเองว่าความเหนื่อยหน่ายทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้มันจริงไหม หรือเป็นที่ตัวผมคนเดียวเสียมากกว่า
เรื่องนี้ก็ต้องถามท่านผู้อ่านด้วย ว่าท่านมีความรู้สึกกับการเมืองในวันนี้อย่างไร รู้สึกว่าจะสามารถมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง
สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ เรามองว่าความสนใจของตัวเรา และผู้คนที่สนใจในเรื่องการเมืองนั้นเป็นประเด็น “ส่วนตัว” ของแต่ละคนที่เบื่อหน่ายเรื่องการเมืองกันไปเอง หรือมันมีโครงสร้างบางอย่างทางการเมืองที่ทำให้ (และได้ประโยชน์) จากความไม่สนใจ ความเบื่อหน่าย และความแปลกแยกทางการเมืองแบบที่เป็นอยู่
หรือในแง่ของสื่อ เราคาดหวังว่าสื่อทำงานเปิดโปงตามติดปัญหามากน้อยแค่ไหน หรือทำหน้าที่แค่รายงานข่าวจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเท่านั้น โดยไม่ได้สืบสวนสอบสวนเรื่องราวต่างๆ อย่างจริงจัง
หรือจริงๆ แล้วสังคมและสังคมการเมืองของไทยมีเพดานบางอย่างที่ยังดำรงอยู่
ในอีกทางหนึ่งเราอาจจะต้องทำความเข้าใจว่า ความหมายของ “การเมือง” ของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายมันคืออะไร
เรารู้สึกมันน่าเหนื่อยหน่ายเพราะกรอบคิดของเรามันแข็งตัวเกินไปไหม
เรารู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องของการปะทะกัน เป็นเรื่องของการแบ่งขั้ว เป็นเรื่องของอุดมการณ์ที่สุดขั้วคนละฝ่ายหรือไม่
เราจึงใช้เรื่องการทำรัฐประหาร การลงถนน เป็นตัววัดความร้อนแรงทางการเมืองหรือไม่
อะไรคือความหมายของการเมืองที่เรายึดถือ และมันปะทะกับการเมืองในความเป็นจริงอย่างไร
ประเด็นต่อมาที่ควรลองพิจารณาก็คือ ฝ่ายที่ได้เปรียบทางการเมืองนั้นอาจจะหาทางออกในการดึงความสนใจของประชาชนไม่ใช่เริ่มจากเรื่องของความนิยม หรือความชอบธรรมก็ได้ แต่เขาอาจจะเริ่มจากการเปิดประเด็นเรื่องของเทศกาลต่างๆ การใช้ความบันเทิง การรวมตัวเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ ให้ประเด็นเรื่องการเมืองของการปะทะกันของแต่ละฝ่ายลดลง
ประเด็นที่สามที่อาจจะต้องลองพิจารณาก็คือ พลังทางการเมืองทั้งหลายถูกบั่นทอนจากความถดถอยทางเศรษฐกิจแบบกบต้มไปเรื่อยๆ แบบนี้ เหมือนการนอนลอยคอไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
และอ่อนแรงเกินกว่าที่จะลุกขึ้นมาเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงอะไรได้อย่างจริงๆ จังๆ
แค่จะเอาตัวให้รอดทางเศรษฐกิจก็ยากเย็น
บางทีโครงการลดค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ก็คงพอให้ประคองชีวิตต่อไปได้อีกนิดหน่อย
แม้ความนิยมไม่ขึ้น ความชอบธรรมไม่ใช่ประเด็น แต่การไม่ออกมาเคลื่อนไหวก็ทำให้การเมืองแบบนี้ดำเนินต่อไปได้
เมื่อมาเจอกับประเด็นที่สี่ที่อาจเป็นไปได้ก็คือตอนนี้ทางเลือกที่ชัดเจนอาจจะยังไม่มีว่า ถ้าไม่ต้องการอยู่แบบนี้ความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลง และหาตัวแบบอื่นๆ มันเป็นไปได้แค่ไหน
ด้วยต้นทุน ด้วยราคาเท่าไหร่
บางทีอาจจะมี แต่บางทีอาจจะเป็นตัวแบบของการเปลี่ยนแปลงที่ราคาสูงเกินไป
ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้คือเราน่าจะอยู่กันไปแบบนี้อีกสักพัก ต่างฝ่ายต่างอยู่กันไป ฝ่ายรัฐบาลมีอำนาจ ทรัพยากร ฝ่ายค้านมีความนิยมแต่ไม่ได้เป็นตัวชี้ขาด เพราะไม่ถึงครึ่ง และตัวแบบในการเปลี่ยนแปลงอาจจะยังไม่มีใครกล้าซื้อ
ความชอบธรรมอาจไม่ใช่เงื่อนไขของการอยู่ในอำนาจในช่วงนี้ เพราะฝ่ายมีอำนาจเผชิญปัญหาเรื่องความชอบธรรมในทุกๆ ด้านแต่ก็ยังอยู่ได้
ผลที่ตามมาคือ จินตนาการทางการเมืองที่ตีบตันลง เหมือนรอให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ใครยืนระยะยาวกว่าก็เชื่อว่าตัวเองจะได้เปรียบ
เวลาของคนดูอย่างเราๆ อาจจะน้อยกว่าพวกเขาอีกมากครับผม

