ภาวะอ่อนล้าของสังคมและความผิดหวังต่อระบบที่กำลังแพร่ไปทั่วโลก อาจส่งผลให้ลัทธิสังคมนิยมกลับมาอีกครั้งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังแสวงหาทิศทางชีวิตใหม่ ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยา จากสหรัฐถึงยุโรป จากญี่ปุ่นถึงบราซิล ผู้คนจำนวนมากกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางจิตใจที่เรียกว่า “ความอ่อนล้าทางอารมณ์ของสังคม” (Social Emotional Fatigue) ภาวะดังกล่าวเกิดจากความไม่แน่นอนที่มาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง และความสับสนต่ออนาคตที่แผ่ขยายไปในวงกว้าง แม้ว่าจะพยายามมากเพียงใด ชีวิตก็ยังต้องเผชิญกับแรงกดดัน ไม่ว่าพรรคการเมืองใดขึ้นมาบริหาร ปัญหาก็ยังมิได้รับการแก้ไข สังคมจึงตกอยู่ในภาวะอ่อนล้า กระแสความคิดทางการเมืองรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “สังคมนิยมของคนรุ่น Z” (Gen Z Socialism) จึงได้ก่อตัวขึ้นและขยายตัวไปในหลายภูมิภาคของโลก
หลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกต้องประสบกับวิกฤตต่อเนื่อง ไม่ว่าโควิด-19 การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส ภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ภัยพิบัติสภาพอากาศ ตลอดจนความปั่นป่วนทางการเมืองหลายประเทศ ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่สร้างแรงกระทบต่อสังคมโลก เมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ความยืดหยุ่นทางจิตใจก็ต้องถูกบั่นทอนลงตามการณ์ สำหรับประชาชนทั่วไป การเมืองต่างประเทศเคยเป็นเรื่องไกลตัว แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะสงครามเป็นเหตุทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้น
“ผลกระทบทางอ้อม” (Spillover Effect) ที่เกิดจากเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงความหวังต่ออนาคต ผู้คนขาดความเชื่อมั่นต่อการบริหารของรัฐบาล ส่งผลกระทบภาวะทางอารมณ์ แสดงออกในรูปแบบความสิ้นหวังต่อการเปลี่ยนแปลง คนหลายช่วงวัยเริ่มมีความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ความอ่อนล้าทางอารมณ์ กลายเป็นปรากฏการณ์ร่วมของสังคมที่ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านอายุ เพศ อาชีพและภูมิภาค ความอ่อนล้าทางอารมณ์มักพัฒนาไปสู่ “ความอ่อนล้าต่อระบบ” หลายปีที่ผ่านมา การขยายตัวของกระแสประชานิยมและการเติบโตของพลังการเมืองที่ต่อต้านชนชั้นนำในหลายประเทศ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับภาวะอ่อนล้าต่อระบบในระดับหนึ่ง ประชาชนขาดความเชื่อมั่นกับระบบเดิม จึงลองทางเลือกใหม่ “ประชานิยม” นอกจากไม่สามารถปรับปรุงสถานการณ์ได้ แต่บางกรณีกลับทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น และก่อเกิดวงจรเชิงลบรูปแบบใหม่ สังคมจึงต้องตกอยู่ในวัฏจักรของ “ความคาดหวัง” สู่ “ความคาดหวังใหม่” สู่ “ความผิดหวังอีกครั้ง” วนเวียนอยู่เช่นนี้
แนวคิด “สังคมนิยมของคนรุ่น Z” (Gen Z Socialism) ถือกำเนิดขึ้นตามเงื่อนไขแห่งยุคสมัย มิใช่สังคมนิยมแบบดั้งเดิมที่เน้นลัทธิส่วนรวม หรือการต่อสู้เพื่อครอบครองปัจจัยการผลิต หากเป็นแนวคิดที่ยึดหลัก “ฉันต้องมาก่อน” เป็นศูนย์กลาง ตรรกะหลักของแนวคิดคือ ประเทศที่มีความมั่งคั่งอยู่แล้ว เพียงควบคุมราคาสินค้าและให้คนรวยเป็นผู้รับภาระมาก จึงเสนอให้มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านมาตรการการควบคุมราคา การจัดเก็บภาษีกับมหาเศรษฐี และการเพิ่มบทบาทของรัฐในการถือครองหรือบริหารกิจการสำคัญ
นิตยสาร The Economist ให้ความเห็นว่า แนวทางแก้ปัญหาที่เสนอโดย “สังคมนิยมของคนรุ่น Z” ไม่เพียงไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องของระบบทุนนิยมได้ อาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง เพราะแนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจคลาดเคลื่อนสำคัญ 3 ประการ 1.คือแนวคิดแบบ Zero-Sum Game ผู้สนับสนุนไม่เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่คนส่วนใหญ่ได้อย่างทั่วถึง พวกเขามองว่าความมั่งคั่งไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งแปลกใหม่และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่กลับถูก “ช่วงชิง” หรือ “กอบโกย” ไปโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและกลุ่มทุนขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย 2.คือจะไม่เพิ่มภาษีกับประชาชนทั่วไป ส่วนค่าใช้จ่ายสวัสดิการและบริการสาธารณะให้เรียกเก็บจากมหาเศรษฐี 3.คือ พวกเขามีทัศนคติเชิงลบต่อภาคเอกชน และต้องการให้รัฐเข้ามาแทรกแซงเศรษฐกิจ ไม่ว่าการกำหนดเพดานค่าเช่า การจัดตั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือมาตรการอื่นที่ใช้คำสั่งของรัฐเข้ามาทดแทนกลไกตลาด
ประวัติศาสตร์บอกเราว่า มาตรการลักษณะนี้อาจก่อให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ การควบคุมค่าเช่ามักลดแรงจูงใจของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การกำหนดเพดานราคาสินค้าโดยรัฐอาจทำลายห่วงโซ่อุปทาน ส่วนภาษีที่เรียกเก็บจากผู้มีทรัพย์สินมากในอัตราสูงอาจลดแรงจูงใจในการลงทุน
บทความชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของสังคมที่ตกอยู่ในภาวะอ่อนล้ามานาน หมดศรัทธาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลง ไม่เชื่อว่าสถาบันยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เชื่อว่าวันพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ ภาวะอ่อนล้างทางอารมณ์ของสังคมก็ยิ่งฝังลึกลงไป
ฉะนั้น จึงมีเพียงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่ออนาคต ต่อระบบสังคม และต่อคุณค่าของความพยายามเท่านั้น ที่จะช่วยบรรเทาภาวะอ่อนล้าทางอารมณ์ได้ หากมิใช่ “ลัทธิสังคมนิยม” อย่างที่คิด



