ในตอนที่นึกถึงนิยายชื่อคล้ายๆ คอลัมน์ตอนนี้ ก็คุ้นๆ ว่า เหมือนเคยเขียนเรื่องนี้ไว้แล้วครั้งหนึ่งจึงลองกลับไปค้นในคลังงานคอลัมน์ดู ก็พบว่าเขียนไว้เมื่อราว 3 ปีที่แล้วจริงด้วย
คอลัมน์ตอนดังกล่าวชื่อ “(A.)I Think so!” (ซึ่งเป็นชื่อที่ “ดักแก่” พอสมควร สำหรับคนที่ทัน) ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 22 มีนาคม 2023 หรือ พ.ศ.2566 ซึ่งเป็นช่วงที่ Generative AI Chat GPT นั้นได้เริ่มถูกใช้อย่างแพร่หลายจนเกิดเป็นกระแสในสังคมช่วงนั้น
นี่คือเนื้อหาบางส่วนจากคอลัมน์เมื่อ 3 ปีก่อน “ความแตกตื่นหวั่นกลัวเรื่องที่ปัญญาประดิษฐ์จะมาแย่งงานมนุษย์ก็ต้องระวังว่าหลายเรื่องก็เป็นความตื่นตูม ประกอบการ ‘อวย’ หรือการ ‘ปั่น’ จากสื่อจนเกินไป”, “เรื่องสั้นที่แต่งโดย Chat GPT ยังอยู่ในระดับประมาณคนเพิ่งหัดแต่งเรื่องที่เรียนวิชาการเขียนเรื่องแต่งพื้นฐานมาบ้างเท่านั้น”, “AI ที่สร้างงานศิลปะเอาเข้าจริงๆ รูปพวกก็เกิดการผสมผสานรูปภาพในคลังที่มันได้เรียนรู้แล้วสร้างให้เป็นภาพใหม่ออกมา ซึ่งภาพที่ได้ออกมาก็มีความประหลาด ผิดสัดผิดส่วนไม่สามารถนำไปใช้งานเชิงคุณภาพอย่างจริงจังได้…” ปิดท้ายด้วย “…เชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาทดแทนการทำงานของมนุษย์โดยสมบูรณ์นั้นอาจจะยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีกำแพงด้านภาษาและขอบเขตของจำนวนข้อมูล…”
เมื่อย้อนกลับมาอ่านก็พบว่า ตัวผมเองนี้ออกจะมองโลกในแง่ดีและออกจะประมาทความสามารถในการเติบโตของเทคโนโลยีและทุนนิยมที่ได้เชื้อเพลิงชั้นดีจากกระแสสังคมอยู่มากทีเดียว
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อดีตค่ายเพลงยักษ์ของวัยรุ่นยุค 90 ได้โยนปัญหาท้าทายลงมาใส่ทั้งวงการเพลงไทย สังคมนักสร้างสรรค์และเทคโนโลยีรวมทั้งผู้คนในสังคม ด้วยการเปิดตัวโปรเจ็กต์ “Artist Icon” ซึ่งสร้างสรรค์ศิลปินปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมาถึง 6 คาแร็กเตอร์ พร้อมทั้งเปิดตัวด้วยการนำเพลงระดับตำนานของนักร้องผู้ล่วงลับมาคัฟเวอร์ใหม่โดยศิลปินปัญญาประดิษฐ์จนจุดประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดไปทั่ววงการโดยกลุ่มคนที่สนับสนุนและทางค่ายเพลงอาจจะมองว่านี่คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่เปิดรับศักยภาพของเทคโนโลยีมาเป็นทางเลือกใหม่ในการเสพงานศิลปะ แฟนเพลงและชาวเน็ตส่วนใหญ่กลับแสดงความผิดหวังและต่อต้านอย่างรุนแรง โดยวิจารณ์ว่าเสียงร้องของปัญญาประดิษฐ์ขาดจิตวิญญาณและความรู้สึกของมนุษย์ ทั้งยังเป็นการทำลายเพลงต้นฉบับอย่างไม่น่าให้อภัย
แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่อาจจะเรียกว่าเป็นกลุ่ม “มองโลกตามจริง” นั้นก็ชี้ให้เห็นด้วยว่า เราไม่อาจหลีกหนีข้อเท็จจริงที่ว่า ในปัจจุบันมีคนกลุ่มใหญ่พอสมควรในสังคมที่มีความสุขในการฟังเพลงโดยไม่ได้สนใจว่าเพลงนั้นจะถูกสร้างโดยปัญญาประดิษฐ์หรือไม่ ขอแค่มันไพเราะติดหูเขาก็พอ หรือแม้แต่แยกไม่ออกด้วยซ้ำว่านั่นเป็นเพลงจาก AI
ทั้งก่อนหน้านั้นก็มีโฆษณาของหน่วยงานที่รณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพของคนไทย ปัญญาประดิษฐ์สร้างภาพและเสียงศิลปินผู้ล่วงลับโดยได้รับอนุญาตจากครอบครัวหรือผู้ดูแลผลประโยชน์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการทำบุญอย่างคำนึงถึงสุขภาพของเนื้อนาบุญผู้ต้องรับประเคนด้วย แต่ถึงอย่างนั้นการตอบรับของผู้ที่ได้รับชมส่วนใหญ่ก็ออกมาในทางไม่ดีนัก เพราะโดยรวมแล้วลงมติกันว่างานชิ้นนั้นสร้างความรู้สึกอึดอัดชวนขนลุก (Cringe) มากกว่าให้ความรู้สึกดี น้ำตาซึมเมื่อนึกถึงดาราดังผู้ล่วงลับดังที่ผู้สร้างหมายใจ
เหตุผลหรือวาทกรรมว่า “งานจากปัญญาประดิษฐ์นั้นไม่มีจิตวิญญาณ” อาจจะฟังดูน่าขันและเป็นถ้อยคำเชิงนามธรรมหรืออัตวิสัยที่ไม่อาจพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมก็จริง รวมถึงมีผู้อ่านผู้ชมและเสพสื่อจำนวนหนึ่งที่แยกไม่ออกจริงๆ ระหว่างผลงานของปัญญาประดิษฐ์กับผลงานที่สร้างจากมนุษย์ก็ตาม เช่นเดียวกับที่มีศิลปินตัวจริงที่มีฝีมือและเป็นฝ่ายสนับสนุนการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงาน หรือแม้แต่ให้ทำงานแทนทั้งหมดในส่วนที่เขาเห็นว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำเองอีกแล้ว (น่าเศร้าคือ “สิ่งที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำเอง” นั้นรวมถึงแม้เพียงการหยิบกล้องถ่ายรูปหรือโทรศัพท์ออกไปถ่ายภาพสถานที่จริงมาประกอบเนื้อหาบทความ)
แต่อย่างน้อยก็ในตอนนี้ ผู้คนส่วนที่มีประสบการณ์ในการอ่านการชมหรือเสพสื่อในระดับหนึ่งนั้น ยังมีความสามารถในการแยกแยะสื่อและสารที่เกิดจากการสังเคราะห์สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ล้วนๆ ได้อยู่ ทั้งยังมีความรู้สึกไม่สนิทใจหรือรู้สึกไม่ดีที่ต้องอ่าน ฟัง ดูชม หรือเสพสื่อที่สร้างด้วยวิธีการเช่นนั้น
อย่างน้อยก็ในบทความที่สังเคราะห์สร้างโดย AI ที่บางทีเราก็รู้ได้จากการเปิดมาอย่างยิ่งใหญ่ว่า “ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว…” หรือ “ในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งเชื่อมต่อถึงกัน…” ตามด้วยการเชื่อมประโยคแบบสมมาตรหรือจับคู่ เช่น “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ (ประเด็นจุลภาค) แต่มันคือ (ประเด็นมหภาค)…” หรือ “แทนที่จะมองว่าเป็น (ข้อจำกัด/ปัญหา) เราควรมองว่าเป็น (โอกาสมุมมองใหม่)…” ตามด้วยสำนวนเปรียบเทียบยอดฮิต จำพวก “นี่เปรียบเสมือนดาบสองคม” หรือ “(X) เป็นภาพสะท้อน (หรือตอกย้ำให้เห็นถึง) “Y”…” เป็นต้น
แต่อย่างที่ยกขึ้นมาในตอนต้นบทความว่าเพียง 3 ปีเท่านั้นปัญญาประดิษฐ์ก็พัฒนาไปจนถึงจุดที่การแยกแยะเริ่มยากและถูกนำมาใช้จริงจังแพร่หลายขนาดนี้แล้ว ผมคงไม่กล้าพูดหรือคาดเดาได้ว่า จุดที่ความสามารถของ AI ในการสังเคราะห์สร้างนั้นจะแนบเนียน (และเลิกเขียนบทความด้วยสำนวนเฝือๆ) ไปจนถึงสู่จุดที่มนุษย์ไม่อาจแยกแยะได้โดยสิ้นเชิงว่านี่คือการสร้างสรรค์จากปัญญามนุษย์แท้หรือปัญญาประดิษฐ์จะมาถึงเร็วแค่ไหน ถ้าเป็นเช่นนั้น โลกที่ไลต์โนเวลเรื่อง “วรรณกรรมที่แท้จริงน่ะ ต้องใช้คอมพิวเตอร์เขียนเท่านั้นไม่รู้เหรอ” นั้นพยากรณ์ไว้ว่า “นักเขียน” ในโลกสมัยนั้น ได้แก่ผู้ที่ฝึกสอนให้คอมพิวเตอร์แต่งนิยายได้อย่างสนุกสนานแนบเนียน หรือมีสาระ รสและความงามในทางวรรณกรรมได้เท่านั้น ก็คงจะมาถึง
แต่ถ้ามาถึงแล้ว โลกเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร
ประเด็นเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์เรื่องหนึ่งในวงการวรรณกรรมโดยเฉพาะแวดวงผู้เขียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรือ eBook ก็คือ ในตอนนี้แพลตฟอร์มหรือ “ตลาด” eBook เจ้าใหญ่ๆ เริ่มเคร่งครัดต่อการยอมให้นำผลงานนิยายที่เขียนโดยปัญญาประดิษฐ์ หรือใช้ปัญญาประดิษฐ์ออกแบบปกขึ้นวางขาย โดยอาจจะมีกรณีที่กันไว้ไม่ปล่อยอนุมัติให้ขายโดยง่ายจนกว่าผู้เขียนจะพิสูจน์ได้ หรือยอมแสดงอย่างชัดแจ้งว่านี่คืองานที่สร้างสรรค์จากปัญญาประดิษฐ์ หรือใช้ AI ในการสร้างสรรค์ในสาระสำคัญ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่นอกจากเฉพาะเรื่องปัญญาประดิษฐ์แล้ว ยังเลยไปถึงเรื่องของผลงานที่สำนวนภาษาไม่ถึงขั้นด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ปกติแล้วแพลตฟอร์มไม่เคยเคร่งครัดหรือเข้มงวด เพราะกรณีคุณภาพนี้เป็นเรื่องที่ปล่อยให้ผู้อ่านไปตัดสินใจเอา เนื่องจากก่อนซื้อนั้นทางแพลตฟอร์มจะบังคับให้ผู้เขียนหรือผู้ขายต้องตัดเนื้อหาบางส่วนให้ผู้อ่านทดลองอ่านอยู่แล้ว
ผู้เขียน ซึ่งกลุ่มใหญ่ที่สุดคือนักอยากเขียน ซึ่งด้วยอะไรบางอย่างทำให้ผมได้ทราบว่าเขามีกลุ่มนักเขียนหนังสือด้วย AI กันจริงจังเป็นล่ำเป็นสันก็ก่นบ่นด่าแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ขึงตึงเข้มงวดกันยับ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าทั้งนี้มาจากปัญหาที่เกาหลีใต้และแพลตฟอร์มขาย eBook ของอเมซอน (ที่ไม่ได้ขายกาแฟ) นั้นประสบและต้องไล่เก็บกวาดกัน คือปัญหาหนังสือขยะจาก AI ในระบบ ซึ่งในเกาหลีใต้ เป็นวิกฤตที่กระทบต่อมาตรฐานวงการสิ่งพิมพ์อย่างหนัก
ปัญหาที่ว่าในประเทศเกาหลีใต้นั้นเกิดจากสำนักพิมพ์บางแห่งใช้ Generative AI สร้างหนังสือด้อยคุณภาพออกมาเป็นจำนวนมหาศาล ระดับเกือบหมื่นเล่มในเวลาเพียงปีเดียว ซึ่งนอกจากจะเป็นการเน้นการขายแบบปูพรมกระจายแค่มีคนกดไปแค่ 1% ของทั้งหมดต่อวันก็ขายได้ราว 100 เล่มเข้าไปแล้ว ยังไม่นับผลในเชิงการรับเงินอุดหนุนทางภาษีและงบประมาณสนับสนุนการอ่านของภาครัฐด้วย ส่วนเนื้อหาของหนังสือขยะ AI ก็มักจะเป็นหนังสือแนวให้กำลังใจหรือพัฒนาชีวิตคุณภาพต่ำที่ลอกกันไปกันมา แย่กว่านั้นคือบางครั้งก็เนื้อหาไม่ตรงปกด้วย ซึ่งเมื่อมีผู้อ่านหลังเชื่อซื้อไปอ่านก็ส่งผลร้ายต่อวงการหนังสือโดยรวม ทำให้ภาครัฐและแพลตฟอร์มต้องหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน หรืออย่างตอนนี้ก็เริ่มปรากฏว่าคนไทยที่นิยมอ่านเว็บตูนนั้นก็เริ่มบ่นว่า เว็บตูนเต็มไปด้วยงาน AI จนแทบหาการ์ตูนใหม่ที่น่าสนใจไม่พบ
ข้ออ้างของฝ่ายนักเขียน (ใช้) AI ที่อ้างว่าแพลตฟอร์มไม่ควรปิดกั้น ต้องเปิดเสรีให้ตลาด ให้ผู้อ่านเป็นผู้ตัดสินเองนั้นก็ไม่ต่างจากการปล่อยปลาหมอคางดำลงไปในแม่น้ำแล้วบอกว่า ให้ประชาชนที่ไปจับเลือกเองว่าจะกินหรือไม่กิน จะกินปลาหมอคางดำหรือปลานิลปลาช่อน แต่เมื่อแม่น้ำมีแต่ปลาหมอคางดำที่แพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ช้อนไปเท่าไรก็เจอแต่ปลาหมอคางดำที่เนื้อน้อยและกินยาก ในที่สุดคนแถวแม่น้ำนั้นก็คงเลิกกินปลาไปต้มไข่กิน พร้อมกับที่ปลาสายพันธุ์อื่นหมดไปจากลำน้ำ
เอาแบบไม่ยกเทียบเปรียบเปรยคือ ถ้าสมมุติผู้อ่านอยากหานิยายใหม่อ่านสักเรื่อง แต่กดไปก็เจอแต่นิยาย AI ที่คนเขียนเอาเร็วเข้าว่า พล็อตซ้ำซาก ไม่ได้ตรวจสอบความต่อเนื่อง ผู้หญิงพูดครับบ้างค่ะบ้าง หรือเลขาสาวพูดกูกับหัวหน้าที่แอบชอบ เจอแบบนี้สัก 20 เรื่อง ก็อาจจะเลิกเข้าแพลตฟอร์มนั้นหรือเลิกอ่านนิยายไป … เพราะในเมื่อทุกคนก็มี AI ถ้าต้องอ่านนิยายที่บางคน Prompt ขึ้นชุ่ยๆ ก็สู้ Prompt นิยายแนวที่อยากอ่านขึ้นเองไม่ดีกว่าหรือ
อย่าลืมว่า ทุกวันนี้ปัญญาประดิษฐ์นั้นมันได้รับ “อาหาร” หรือการเรียนรู้จากงานศิลปะและผลิตผลเชิงความคิดของมนุษย์ทุกแขนง แต่ถ้าถึงจุดที่มนุษย์เลิกผลิตงานเพราะถึงจุดที่การสร้างสรรค์งานนั้นเปล่าประโยชน์เพราะไม่มีใครเห็นค่าหรือพ่ายแพ้ให้แก่ปริมาณงานของปัญญาประดิษฐ์แล้ว AI ก็จะต้องเรียนรู้จากผลงานที่ตัวเองนั่นแหละสร้างขึ้นจากข้อมูลเดิมซ้ำไปซ้ำมาหลายต่อหลายรอบ คุณภาพแล้ว ในเวลานั้น เราจะได้อ่าน ได้ดู ได้เสพสื่อแบบไหนกัน?
โดยปกติแล้ว สังคมโลกมีระบบการรักษาสมดุลว่า เมื่อสิ่งใดที่มันล้นเกินมากไป มันจะเหวี่ยงกลับไปที่อีกด้านหนึ่งเสมอ ดังเช่นกระแส “หันขวา” ในทุกวันนี้ก็เกิดจากการตอบสนองกระแส “เลี้ยวซ้าย” ที่ล้นเกิน ในเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ก็อาจจะต้องหวังปรากฏการณ์เช่นนั้น
เพียงแต่ในจุดนั้นแล้ว มนุษยชาติจะยังเหลือสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์โดยแท้ และจะมีกำลังในการเหวี่ยงพลวัตรกลับมาสู่จุดดุลยภาพระหว่างปัญญาประดิษฐ์กับสติปัญญาและปรีชาญาณโดยแท้ของมนุษย์ได้หรือไม่เท่านั้น
กล้า สมุทวณิช



