‘อลงกร’ เสนอปลดล็อกวิกฤตพลังงาน สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ บนศักยภาพประเทศสู่ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม นายอลงกรณ์ พลบุตร “มิสเตอร์เอทานอล” ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ได้นำเสนอรายงานปฏิรูปประเทศไทยตอนที่ 2 โดยมีเนื้อหาดังนี้
“รายงานปฏิรูปประเทศไทย (ตอนที่ 2) ยุทธศาสตร์ใหม่ประเทศไทย: ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต”
รากฐานห่วงโซ่พลังงานชีวภาพและภาคเกษตรกรรม
“ความแกร่งของภาคเกษตรกรรม” เป็นฐานวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biofuels)
โดยปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตสะสมของเชื้อเพลิงชีวภาพรวมกว่า 17.28 ล้านลิตรต่อวัน ควบคู่ไปกับฐานพลังงานชีวมวลที่แข็งแกร่ง ดังนี้
1.เอทานอล (Ethanol) – แชมป์ความมั่นคงทางวัตถุดิบและการผลิต
ปัจจุบันมีโรงงานเอทานอลที่เปิดดำเนินการรวม 28 โรงงาน มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมสูงถึง 7.02 ล้านลิตรต่อวัน ขับเคลื่อนด้วยวัตถุดิบหลักในประเทศอย่างมันสำปะหลังและกากน้ำตาล (Molasses)เป็นหลักและควรมุ่งสู่การยกระดับมูลค่าอุตสาหกรรม BioindustryและอุตสาหกรรมBioenergy เช่น Ethanol Fuelcellเครื่องยนต์ยุคใหม่ Alcohol-to-Jet (ATJ) เพื่อกลั่นเป็นน้ำมันเครื่องบินยั่งยืน (SAF) คาดการณ์ศักยภาพในการป้อนวัตถุดิบจะช่วยดันกำลังการผลิต SAF จากฐานเอทานอลให้ขยายตัวได้มากกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ตอบโจทย์ความต้องการเคมีภัณฑ์ชีวภาพโลก
2.ไบโอดีเซล (Biodiesel) และ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil)
โครงสร้างอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทย (B100) มีผู้เปิดดำเนินการ 16 ราย กำลังการผลิตติดตั้งรวมสูงถึง 10.26 ล้านลิตรต่อวัน โดยมีความได้เปรียบจากห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันที่ติดอันดับ Top 3 ของโลก
ก้าวต่อไปคือการทรานส์ฟอร์มไปสู่เทคโนโลยีน้ำมันดีเซลชีวภาพขั้นสูง หรือ HVO ซึ่งมีคุณสมบัติทางเคมีเทียบเท่าน้ำมันดีเซลฟอสซิล 100% แต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึงร้อยละ 80-90 โดยวางเป้าหมายระยะแรกในการตั้งฐานโรงกลั่น HVO เชิงพาณิชย์ให้มีกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 1 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อรองรับภาคการขนส่งหนักข้ามแดน (Cross-border Logistics) และเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่
3.ก๊าซชีวภาพและไบโอมีเทน(Biogas & Biomethane)
การแปรรูปของเสียจากอุตสาหกรรมเกษตร (น้ำเสียจากโรงงานแป้งมัน ลำสับปะรด และมูลสัตว์) ผ่านกระบวนการยกระดับคุณภาพ (Upgrading) เป็นก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) เพื่อส่งเข้าสู่ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติหลัก (Grid Injection) ของประเทศ ช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
4.พลังงานชีวมวล (Biomass) และชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellets)
การส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าขยะในระบบรวมกันมากกว่า 1,700 เมกะวัตต์ พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมการส่งออกชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellets) ป้อนตลาดเอเชีย (ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) ภายใต้การเตรียมความพร้อมรองรับกฎระเบียบมาตรฐานระดับโลกอย่าง EUDR (กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของยุโรป)
ก้าวใหม่ยานยนต์แห่งอนาคต ระบบกักเก็บพลังงาน และโลจิสติกส์สีเขียว
การเปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต ผูกพันอย่างแนบแน่นกับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ประเทศไทยเป็นผู้นำและเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาค
1. “Detroit of Asia”ขยับรับคลื่น EV
ไตรมาสแรกของปี 2026 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างมั่นคง
สิ่งที่น่าสนใจคือ พอร์ตการผลิตเกือบร้อยละ 67 เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก สะท้อนการเป็นฐานที่มั่นระดับโลก ขนานไปกับยอดผลิตรถจักรยานยนต์ในไตรมาสแรกที่พุ่งสูงถึง 635,887 คัน โดยมีกำลังการผลิตรายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 – 2.4 แสนคัน การเติบโตของยานยนต์เหล่านี้ทำให้ภาพ “Detroit of Asia” ยานยนต์-จักรยานยนต์ไทยหวนคืนมาในขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตัวเร่งการใช้โครงข่ายไฟฟ้าสะอาดระดับเมกะวัตต์
2. จุดเปลี่ยนเสถียรภาพพลังงาน: ระบบกักเก็บพลังงานแบบวาเนเดียม (Vanadium Redox Flow Battery – VRFB)
เพื่อให้แผน PDP 2026 ที่บรรจุพลังงานหมุนเวียนสูงถึงร้อยละ 70 ประสบความสำเร็จ ประเทศไทยกำลังก้าวข้ามข้อจำกัดของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบเดิม ด้วยการส่งเสริมการลงทุนใน “ระบบกักเก็บพลังงานแบบวาเนเดียมเรดอกซ์โฟลว์” (VRFB) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ระดับโครงข่าย (Utility-scale Energy Storage) ที่มีจุดเด่นสำคัญเมื่อเทียบกับระบบกักเก็บพลังงานทั่วไป ดังนี้
2.1ความปลอดภัยระดับสูงสุด
มีคุณสมบัติไม่ติดไฟ (Non-flammable 100%)
2.2อายุการใช้งานยาวนาน (Long Lifespan)
รองรับรอบการชาร์จและจ่ายไฟ (Cycles) ได้มากกว่า 15,000 ถึง 20,000 รอบ หรือคิดเป็นอายุการใช้งานยาวนานกว่า 20 ปี โดยไม่มีปัญหาประสิทธิภาพเสื่อมถอยต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมที่เริ่มเสื่อมสภาพหลังผ่านไป 3,000-5,000 รอบ
2.3เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์
ภาคพลังงานของไทยควรตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนเพื่อติดตั้งระบบ VRFB ในสถานีไฟฟ้าย่อยและเขตนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวทั่วประเทศเพื่อทำหน้าที่เป็น “เขื่อนกักเก็บไฟฟ้าดิจิทัล” สร้างความมั่นคง (Grid Stability) ให้กับโครงข่ายไฟฟ้า
3.ศูนย์กลางการบินและการขนส่งทางทะเลสีเขียวด้วย “กรีนแอมโมเนีย” และ “SAF”
ยุทธศาสตร์การคมนาคมไร้คาร์บอนของไทยควรเร่งขับเคลื่อนอย่างมุ่งมั่นผ่านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทนใน 2 Gateways ลอจิสติกส์หลักของประเทศ
1.ทางอากาศ (สนามบิน Eco-Airport)
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) พลิกโฉมสู่สนามบินคาร์บอนต่ำ โดยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เต็มรูปแบบ การลดมลพิษในเขตการบิน (Airside Decarbonization) และเป้าหมายการใช้น้ำมันเครื่องบินยั่งยืน (SAF) ที่เริ่มต้นผสมที่ร้อยละ 1 หรือคิดเป็นปริมาณ 2.5 – 3 แสนลิตรต่อวัน
2.ทางทะเล (Green Marine Bunkering Hub)
เมกะโปรเจกต์ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 (1.1 แสนล้านบาท) ขยายศักยภาพสู่ 18 ล้าน TEU (หน่วยนับตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต) ต่อปี และท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 (5.5 หมื่นล้านบาท) สามารถพัฒนาสู่การเปลี่ยนผ่านคลังน้ำมันความจุรวมกว่า 8,000 ล้านลิตร ให้กลายเป็นสถานีบริการ “กรีนแอมโมเนีย” (Green Ammonia) และเมทานอลสีเขียวเป็นเชื้อเพลิงหลักแห่งอนาคตของกองเรือพาณิชย์โลก ดันไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางเติมเชื้อเพลิงสะอาดของอาเซียน
พลังงานแห่งอนาคต:การบูรณาการระบบนิเวศ (Ecosystem Integration)
พลังงานแห่งอนาคตของประเทศไทยไม่ได้แยกส่วนกันทำงานแบบเอกเทศ แต่ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงเป็น “โครงข่ายระบบนิเวศ” (Ecosystem) ที่เกื้อกูลกันตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงฐานการผลิตชีวภาพ ซึ่งสามารถอธิบายการบูรณาการได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
1.โครงข่ายพลังงานต้นน้ำและไฮโดรเจนสีเขียว (Upstream & Green Hydrogen)
จุดเริ่มต้นของระบบนิเวศมาจากกระแสไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตจากทรัพยากรหมุนเวียนหลัก
พลังงานไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะถูกจ่ายตรงผ่านกลไกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างโครงการบิ๊กดาต้าแสนล้านของ TikTok และ Green Data Center รายใหญ่อื่น ๆ โดยมีระบบกักเก็บพลังงานแบบวาเนเดียม (VRFB) ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพแรงดันไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง และกระแสไฟส่วนเกินจะถูกจ่ายเข้าสู่เครื่องแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (Electrolyzer) เพื่อผลิต “ไฮโดรเจนสีเขียว” โมเลกุลตั้งต้นที่สำคัญที่สุดในการปฏิวัติพลังงานยุคใหม่
2.เชื้อเพลิงสังเคราะห์ขั้นสูงระดับกลางน้ำ (Midstream & E-Fuels)
เมื่อได้ไฮโดรเจนสีเขียวเป็นฐานตั้งต้นแล้ว ระบบนิเวศจะแตกแขนงออกไปสู่การสังเคราะห์เชื้อเพลิงขั้นสูงใน
3 เส้นทางหลัก ได้แก่
1. การนำไฮโดรเจนสีเขียวไปผสานกับไนโตรเจนจากอากาศ เพื่อสังเคราะห์เป็น “กรีนแอมโมเนีย” (Green Ammonia) สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในโรงไฟฟ้าและเรือสินค้าขนาดใหญ่ รวมถึงเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีคาร์บอนต่ำ
2. การนำไปรวมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพที่ได้จาก
โรงงานไบโอก๊าซและโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อสังเคราะห์เป็น “เมทานอลสีเขียว” (Green Methanol) ป้อนสายการเดินเรือพาณิชย์สากล
3. การนำไฮโดรเจนสีเขียวไปจับคู่กับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับจากชั้นบรรยากาศโดยตรง เพื่อผลิต “เชื้อเพลิงอากาศยานสังเคราะห์” (E-Fuels) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงสุดสำหรับการบินไร้คาร์บอน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendations)
1. การบริหารจัดการพลังงานชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนร่วมกัน (Unified Bio-Energy & RE Management)
รัฐบาลควรจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อบริหารจัดการพืชพลังงาน ทรัพยากรชีวมวล และพลังงานหมุนเวียนกระแสหลักแบบเบ็ดเสร็จ (Single Pool)
2. เร่งรัดกฎหมายD-PPA/TPAและระบบกักเก็บพลังงาน
เร่งประกาศหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) เปิดเสรีสายส่งไฟฟ้าให้กับบุคคลที่สาม (TPA) พร้อมออกกรอบมาตรฐานและมาตรการอุดหนุนการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานระดับโครงข่าย โดยเฉพาะเทคโนโลยีวาเนเดียมโฟลว์ (VRFB) เพื่อรองรับโครงข่ายไฟฟ้าสีเขียวที่มีเสถียรภาพสูงสุด
3. การปลดล็อก “กรีนไฟแนนซ์” (Green Finance) เพื่อระบบกักเก็บพลังงานวาเนเดียม
กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเร่งขับเคลื่อนกลไกการเงินสีเขียว (Green Financial Instruments) โดยการออก “พันธบัตรสีเขียว” (Green Bond) หรือซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) วงเงินเป้าหมายเฟสแรก 10,000 ล้านบาท ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานแบบวาเนเดียม (VRFB) โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยี Deep Tech ที่ใช้เงินลงทุนสูงในระยะแรก การมีเครื่องมือทางภาษีและการเงินที่เอื้อต่อการทำ Carbon Credit จะช่วยดึงดูดสถาบันการเงินและกองทุน ESG ระดับโลกให้เข้ามาร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทย ลดความเสี่ยงทางการเงินและเร่งให้เกิดการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้เร็วขึ้น
4. สิทธิประโยชน์จูงใจ Deep Tech
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควรกำหนดแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ทางภาษีขั้นสูงสุด แก่กลุ่มผู้ลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต อาทิ โรงกลั่น HVO, โรงงานผลิตน้ำมัน SAF, โครงสร้างพื้นฐานและคลังจัดเก็บกรีนแอมโมเนีย, โรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียว, อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอล-ไบโอดีเซล-ไบโอแก๊ส-ไบโอแมส,อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงสังเคราะห์ขั้นสูง, รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตระบบกักเก็บพลังงานประสิทธิภาพสูง
บทสรุป
วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกอาจสร้างความสั่นคลอนต่อระบบพลังงานฟอสซิลแบบดั้งเดิม แต่สำหรับประเทศไทย นี่คือจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่จะนำ “ความแกร่งของภาคเกษตรกรรม ทรัพยากรหมุนเวียนที่หลากหลายทั้ง แสงแดด ลม น้ำ ความร้อนใต้พิภพ โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่ง ยานยนต์ ท่าเรือ และท่าอากาศยานระดับโลก” มาผสานกับ “เทคโนโลยีพลังงานยุคใหม่”
การปรับตัวผ่านร่างแผน PDP 2026 ที่มุ่งสู่พลังงานสะอาดร้อยละ 70 ความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพที่มีเอทานอลและไบโอดีเซลเป็นกระดูกสันหลัง การก้าวล้ำไปสู่เทคโนโลยีกรีนแอมโมเนียและระบบกักเก็บพลังงานแบบวาเนเดียม ตลอดจนการปักหมุดลงทุนระดับแสนล้านของ TikTok และ กลุ่ม Hyperscalers ยืนยันว่าเราไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น “ผู้กำหนดทิศทางพลังงานสะอาด“ที่ทั่วโลกมั่นใจ
ประการสำคัญคือ เป็นการวางยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศไทยด้วยแนวทางยืนบนขาตัวเองด้วยศักยภาพและทรัพยากรของเราสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคตและหมุดหมายหลักของการลงทุนในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง”

