ครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่การศึกษาไทยเริ่มดีขึ้นจริง
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ระบบการศึกษาไทยเปรียบเสมือนเรือไร้หางเสือ คนพูดเยอะ คนทำน้อย คนรับผิดชอบไม่มี จึงตกต่ำมาตลอด
วัดคุณภาพการศึกษา เรื่องอะไรก็ใจหายไปหมดเพราะต่ำเตี้ยเรี่ยดินไปซะทุกเรื่อง
แถมยังต้องเจองานหนัก ฝ่ามรสุมครั้งใหญ่ ช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่สร้างโจทย์ยากให้ทั้งครู ผู้ปกครอง และกระทรวงศึกษาธิการ
อีกทั้งปัญหาโครงสร้างประชากร เด็กเกิดน้อยลงมากๆ
หลาย ร.ร.เจอปัญหาใหญ่ เพราะไม่มีเด็กมาสมัครเรียน ร.ร.ก็ต้องปิด หรือควบรวม
ร.ร.เล็ก เด็กน้อย กลายเป็น ร.ร.ส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่มีใครอยากเรียน
สภาพแวดล้อมเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ความมุ่งมั่นตั้งใจเรียนน้อยลงและสารพัดปัญหา
แต่เราก็แก้ปัญหา และพยายามพัฒนากันมาเรื่อยๆ
วันนี้ ผมมีข่าวดีที่อยากแบ่งปันครับ
ข้อมูลล่าสุดจาก IMD (International Institute for Management Development) สถาบันชั้นนำระดับโลกด้านดัชนีชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขัน (IMD World Competitiveness Ranking) ระบุว่า ประเทศไทยขยับอันดับขีดความสามารถด้านการศึกษาขึ้นมาอยู่ในลำดับที่ 52 ซึ่งนับเป็นการ “เชิดหัว” ขึ้น ครั้งแรกในรอบ 20 ปี
นี่คือสัญญาณที่ยืนยันว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง
ในฐานะที่ผมได้มีโอกาสร่วมเป็นกรรมการและที่ปรึกษาในหลายภาคส่วนตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมพบว่าความสำเร็จที่ค่อยๆ ปรากฏชัดมาจาก “ความมุ่งมั่น” ใน 2 เรื่องสำคัญคือ
1.การจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency)
เราก้าวข้ามผ่านแค่เรื่องงบประมาณ ไปสู่การใช้เทคโนโลยีเป็นกลไกขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Credit Bank, ระบบ ว PA เพื่อความเป็นธรรมในการประเมินวิทยฐานะ รวมถึงระบบ TMS และ TRS ที่ช่วยให้การย้ายครูมีความเป็นธรรมมากขึ้น
2.การประกาศลดภาระงานครูอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเลิกครูเวร ลดโครงการซ้ำซ้อน และลดการประชุมอบรมที่ไม่จำเป็น เมื่อครูมี “เวลา” จึงสามารถเปลี่ยนจาก “ผู้สอนแบบเหมาเข่ง” มาเป็น “โค้ช” ที่ดูแลเด็กแบบรายบุคคลได้จริง
ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการสร้าง Personalized Learning ให้เกิดขึ้นกับเด็กไทย
และ 3.การเปิดกว้างในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Ecosystem Building)
เราไม่ได้ทำงานแบบโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่ผมเห็นความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายภาคประชาสังคม
เราเปิดใจรับฟังกัน
เราปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง
และผลที่ตามมา คือตัวเลขดัชนีการรู้หนังสือของไทยขยับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวดีนี้ รายงานจากสำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยังคงเป็น “กระจกเงา” ที่เตือนให้เราไม่ประมาท เพราะยังมีเด็กอีกมากที่ไม่มีโอกาสเรียนใน ร.ร.ที่ส่งเสริมศักยภาพเขาได้จริง ทั้งจากความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ห่างไกลและภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่ควรมี ถ้าเรียนฟรีจริง
นี่คือภารกิจที่พวกเราต้องร่วมกันดูแลต่อไป
ผมเชื่อมั่นว่าการขยับอันดับครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในเชิงตัวเลข แต่คือ “ก้าวแรกของการฟื้นตัว” ที่สำคัญยิ่ง
เราต้องสร้างโมเมนตัมนี้ ให้เดินต่อ ก้าวต่อได้โดยอาศัยปัจจัยหลักสองเรื่อง
เรื่องแรก คือ เด็กในพื้นที่ห่างไกลต้องได้รับการศึกษาที่ดีพอ ต้องให้เด็กมีความภูมิใจ ให้เขาได้พัฒนาตนเอง เต็มศักยภาพ ในทางที่ต่างกัน
ต้องให้ ครู ผอ. ทำงานได้อย่างมีความสุข มีความก้าวหน้าได้โดยไม่ต้องขอย้าย มีความสุขในการทำงาน และได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่า ร.ร.ในเมือง
เรื่องที่สอง คือ การทำให้ Personalized Learning เป็นมาตรฐานจริง ใช้ได้จริงกับทุกคน ต้องไม่ใช่แค่โครงการระยะสั้น แต่ต้องเป็นนโยบายหลักที่ขับเคลื่อนต่อเนื่องทั่วประเทศ
ในฐานะนักวิชาการที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงนี้มาตลอด ผมขอชื่นชมและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันครับ
และผมมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า หากเรายังรักษาความต่อเนื่องด้วยความอดทนและตั้งใจเช่นนี้ เราจะเปลี่ยน “จุดเปลี่ยน” นี้ ให้กลายเป็นอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับลูกหลานของเราทุกคนครับ
วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์
นักวิชาการอิสระ



