หน้าแรก บทความ ดุลยภาพ ดุลยพ...

ดุลยภาพ ดุลยพินิจ : จีนกับสังคมสูงวัยและการปฏิรูปบำนาญ 1

16.07.26 | 12:33 น.

จีนหรือสาธารณรัฐประชาชนจีนมีประชากรราว 1,400 ล้านคน มากเป็นอันดับสองของโลกโดยเป็นรองจากอินเดีย (ซึ่งมีประชากร 1,700 ล้านคน) ปัจจุบันจีนกำลังประสบปัญหาประชากร เป็นสังคมสูงวัยขนาดใหญ่อย่างรวดเร็วโดยในปี 2568 มีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 320 ล้านคนคิดเป็นร้อยละ 23 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 400 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า จีนจึงนับเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดเพราะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ปัจจุบันจีนมีผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกมากกว่าอินเดียที่มีผู้สูงอายุประมาณ 150 ล้านคนและสหรัฐอเมริกาที่มีผู้สูงอายุประมาณ 82 ล้านคน

นอกจากจำนวนผู้สูงอายุกว่า 300 ล้านคน ปัญหาประชากรที่สำคัญมากที่มาพร้อมๆ กันคือประชากรจีนลดลงปีละประมาณ 3.4 ล้านคนอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมา 4 ปีที่ผ่านมาเพราะจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้จำนวนบุตรเฉลี่ยต่อมารดา 1 คนลดลงเหลือ 0.9 (ค่ามาตรฐานคือต้องไม่ต่ำกว่า 2.1 จึงจะรักษาจำนวนประชากรไม่ให้ลดลง) ผลคือในปี 2568 จำนวนเด็กเกิดใหม่ในจีนลดลงเหลือ 7.9 ล้านคน จาก 9.5 ล้านคนในปี 2567 หรือ 12 ล้านคนในปี 2563 

ปัญหาเด็กเกิดน้อยในจีนเกิดมานานกว่าสี่สิบปีแล้วเพราะนโยบาย “ลูกคนเดียว” ของจีนในช่วงปี 2523-2558 และการที่เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว 

รัฐบาลจีนพยายามใช้มาตรการสารพัดเพื่อกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวสมรสและมีบุตร โดยปรับนโยบายลูกคนเดียวเป็นนโยบายลูกสองคนในบางกรณีในปี 2556 ตามด้วยนโยบายลูกสองคนตั้งแต่ปี 2559 และนโยบายลูกสามคนในปี 2564 นอกจากนั้น ในปี 2568 รัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุนแก่ครอบครัวที่มีบุตรอายุไม่เกิน 3 ขวบ ปีละประมาณ 16,500 บาทต่อคน เป็นเวลา 3 ปี โดยในบางมณฑลอาจให้โบนัสเพิ่มขึ้นหรือเพิ่มวันลาคลอดแก่มารดา 

แต่มาตรการบางอย่างที่นำมาใช้เพื่อผลักดันให้มีบุตรก็มีความย้อนแย้ง เช่น การเก็บ VAT ร้อยละ 13 (จากเดิมที่ไม่ต้องเสีย) สำหรับยาหรืออุปกรณ์คุมกำเนิด (เช่น ถุงยางอนามัย ยาคุมกำเนิด หรือห่วงยางคุมกำเนิด) อาจมีผลต่อการท้องไม่พร้อมหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเอดส์ เป็นต้น 

Advertisement

นอกจากนั้นยังมีปัญหาอื่น เช่น ค่าใช้จ่ายที่สูงในการดูแลบุตรและการศึกษาบุตร ความไม่แน่นอนของการมีงานทำของคู่สมรส เศรษฐกิจชะลอตัว และค่าครองชีพที่สูง ซึ่งสถาบันวิจัย Yu Wa ในกรุงปักกิ่งรายงานว่าจีนเป็นประเทศที่ค่าเลี้ยงดูบุตรแพงมากทำให้คนจีนรุ่นหนุ่มสาวไม่อยากมีครอบครัวใหม่ รวมทั้งความต้องการใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีไม่ต้องเป็นห่วงหรือกังวลกับลูก บางคนบอกว่า “ฉันมีเพื่อนไม่กี่คนที่มีลูก และคนที่มีลูกก็มักจะกังวลว่าจะหาพี่เลี้ยงอย่างไร จะหาที่เรียนดีๆ ให้ลูกอย่างไร” 

ค่าใช้จ่ายในการมีลูกแต่ละคนในจีนสูงมาก เฉพาะค่าเลี้ยงดูลูกตั้งแต่เกิดจนอายุ 18 ปีในจีนโดยเฉลี่ยคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2.6 ล้านบาทซึ่งมากกว่า 6 เท่าของรายได้ประชาชาติต่อหัวของคนจีนประมาณปีละ 5 แสนบาท ซึ่งถ้าอยู่ในเมืองจะแพงกว่านี้ 

การสมรสซึ่งเป็นตัวชี้วัดอัตราเกิดในจีนลดวูบลงร้อยละ 20 ในปี 2567 เหลือประมาณ 6 ล้านรายจากประมาณ 7.7 ล้านรายในปี 2566 ซึ่งรัฐบาลจีนได้แก้ปัญหาโดยอนุญาตให้คนจีนสามารถสมรสในมณฑลใดก็ได้ จากเดิมซึ่งอนุญาตให้คนสมรสได้ในบ้านเกิดเท่านั้น ซึ่งมาตรการนี้ช่วยให้อัตราการสมรสเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20 ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ช่วยหยุดยั้งการลดลงของการสมรสได้ระดับหนึ่ง 

อีกปัญหาหนึ่งของจีนคือการย้ายจากชนบทเข้าเมืองซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรสูงดังกล่าวแล้วทำให้คนย้ายถิ่นไม่อยากมีบุตร ในปี 2568 อัตราการย้ายถิ่นเข้าเมืองสูงถึงร้อยละ 68 เทียบกับร้อยละ 43 ในปี 2548

การย้ายถิ่นเข้าเมืองในจีนยังมีปัญหาอื่นที่ไม่เอื้อต่อการมีครอบครัวหรือมีบุตรเนื่องจากระบบทะเบียนบ้าน “hukou” (ฮู่โข่ว) ซึ่งในจีนเป็น “ตัวกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐาน” ของพลเมืองจีน เช่น สิทธิในการเรียนฟรีโรงเรียนรัฐ สิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิการซื้อบ้านหรือรถ รวมถึงสิทธิการรับบำนาญ โดยสิทธิเหล่านี้จะผูกอยู่กับเมืองที่เป็นบ้านเกิดของบุคคล แต่ในปี 2569 รัฐบาลจีนได้แก้ปัญหาโดยผ่อนคลายการกำหนดสิทธิในเมืองเล็กหรือขนาดกลางให้ผู้ย้ายถิ่นสามารถใช้สิทธิในเมืองที่ประชากรต่ำกว่า 3 ล้าน หรือ 3-5 ล้านในบางกรณี แต่ถ้าเป็นเมืองใหญ่จะให้สิทธิเฉพาะแรงงานระดับทักษะหรือวิชาชีพ 

นอกจากนั้นคนจีนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งต้องการใช้ชีวิตอย่างอิสระไม่ต้องเป็นห่วงหรือกังวลกับลูก บางคนบอกว่า “ฉันมีเพื่อนไม่กี่คนที่มีลูก และคนที่มีลูกก็มักจะมีความกังวลว่าจะหาพี่เลี้ยงอย่างไร จะหาที่เรียนดีๆ ให้ลูกอย่างไร…” 

Rand Corporation (2026) บรรษัทวิจัยใหญ่ในสหรัฐ กล่าวว่า ปัญหาสังคมสูงวัยและการลดลงของประชากรของจีนกระทบต่อความมั่นคงของจีน 3 ประเด็น คือ ความมั่นคงของกองทัพ ความมั่นคงของรัฐบาล และความมั่นคงทางโครงสร้างประเทศ แต่ในบทความนี้จับแค่ประเด็นที่สามซึ่งเกี่ยวกับปัญหาสังคมสูงวัยกับการปฏิรูประบบบำนาญ

ปัญหาสังคมสูงวัยของจีนกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบบำนาญของจีนในหลายรูปแบบ กล่าวโดยย่อคือ 

ก) ผลกระทบเบื้องต้น “แก่ก่อนรวย” จีนต่างจากประเทศตะวันตกหรือญี่ปุ่นที่เป็นประเทศรวยหรือรายได้สูงก่อนเป็นสังคมสูงวัย รายได้ประชาชาติต่อหัวของจีนปี 2568 คือ 5 แสนบาท เทียบกับปีละ 1.3 ล้านบาทของญี่ปุ่น และ 3.5 ล้านบาทของสิงคโปร์ ในปี 2568 ประชากรวัยแรงงาน (อายุ 16-59 ปี) ของจีนลดลง 7 ล้านคนจากปี 2567 เหลือประมาณ 855 ล้านคน ทำงาน 720 ล้านคน และไม่อยู่ในกำลังแรงงาน 135 ล้านคน ทำให้อุปทานแรงงานลดลงและเศรษฐกิจขยายตัวช้าลง ทำให้รวยช้าลงไปอีก จึงเป็นสังคมสูงวัยโดยยังไม่ทันรวย

ข) กองทุนประกันสังคมและการดูแลสุขภาพล่มสลาย กองทุนประกันสังคมของจีนกำลังตึงตัวมากและเสี่ยงต่อการหมดตัวในปี 2578 ถ้าไม่มีการแก้ไข นอกจากนั้นแล้วการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุที่ป่วยเรื้อรังจำนวนมากทำให้ระบบการแพทย์ประสบภาระหนัก ขณะที่ระบบประกันสังคมของจีนให้แรงงานชายเกษียณอายุที่ 60 ปี และแรงงานหญิงกรรมกรที่ 50 ปี และแรงงานหญิงที่ใช้ความรู้ที่ 55 ปีทำให้ต้องจ่ายบำนาญเร็วเกินไป 

ขณะที่เงินสมทบเริ่มลดลงมาหลายปีแล้วทำให้กองทุนบำนาญต้องประสบปัญหาการขาดดุลอย่างรุนแรง ในปี 2564 กองทุนบำนาญของจีนเริ่มติดลบประมาณ 3,770 พันล้านบาท ขณะที่แรงงานของจีนกำลังหดตัวและมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นอุตสาหกรรมหนักและนวัตกรรมของจีน

ค) ปัญหาครอบครัว 4-2-1 หมายถึงโครงสร้างครอบครัวที่เกิดขึ้นชัดเจนในจีนในอดีตเนื่องจากนโยบายลูกคนเดียวที่เมื่อลูกโตขึ้นต้องแบกรับภาระหน้าที่ในการดูแลสมาชิกครอบครัวประกอบด้วย
ผู้สูงอายุ 4 คน (ปู่ ย่า ตา ยาย) พ่อแม่ 2 คน และตัวเองอีก 1 คน 

ง) โครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลสุขภาพและสังคม ได้รับผลกระทบเช่น (1) เกิดภาวะความตึงเครียดของระบบสาธารณสุขหรือสถานการณ์ที่ระบบการแพทย์และบริการสุขภาพ (เช่น โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์) ต้องรับภาระหนักเกินขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยสูงอายุมีผลให้ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลหรือขาดแคลนบุคลากร (2) ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ไม่มีคู่สมรส ไม่มีลูกหลานหรือมีแต่อยู่ห่างไกล ไม่สามารถพึ่งพิงเครือข่ายครอบครัวแบบดั้งเดิมได้ คนกลุ่มนี้ต้องใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง รัฐจึงจำเป็นต้องหาวิธีการหรือนวัตกรรมตาข่ายการคุ้มครองทางสังคมที่เหมาะสม ข้อมูลการสำมะโนประชากรปี 2563 ของจีนพบว่ามีผู้สูงอายุที่อยู่ในครัวเรือนคนเดียว 30 ล้านคนบวกกับผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุอีก 8 ล้านคน

สถานการณ์สังคมสูงวัยของจีนดังกล่าวทำให้จีนต้องปฏิรูประบบบำนาญโดยเร็ว

ปฏิรูปอย่างไร ขอผลัดไปครั้งหน้าครับ

สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์