ผบ.ตร.คนที่ 16 – ก.ตร. หรือ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เป็นคณะบุคคลซึ่งอยู่คู่กับองค์กรตำรวจมาเนิ่นนานไม่ต่ำกว่า 40 ปีแล้ว
ก.ตร. คือ องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของตำรวจ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและกำกับดูแลการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญคือ ทำหน้าที่เปรียบเสมือน “ผู้เฝ้าระวัง” หรือ “watchdog” ที่คอยตรวจจับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การทุจริต หรือการทำงานที่ขัดต่อกฎระเบียบขององค์กร เพื่อให้การบริหารงานบุคคลของตำรวจเป็นไปด้วยความโปร่งใส ถูกต้อง และยุติธรรม
แต่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีคำถามว่า ก.ตร. ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถหรือยัง โดยเฉพาะเรื่องการปกป้องระบบคุณธรรม
ในวงการตำรวจเองเป็นที่รับรู้กันว่า ถ้าคุณไม่มีอาวุโสอยู่ในจุดที่คุณสามารถเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามที่กฎหมายกำหนดได้ คุณก็ต้องมีอำนาจพิเศษหรืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณสามารถได้เลื่อนตำแหน่งหรือย้ายไปในจุดที่คุณต้องการ
ความรู้ความสามารถของตำรวจที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนั้น บางครั้งมันมีความกังขาว่าเป็นความรู้ความสามารถในการทำงาน หรือเป็น “ความรู้ความสามารถในการวิ่งเต้นหาเส้นสาย” หรือหา connection ต่างๆ เพื่อให้ตัวเองมีโอกาสเจริญก้าวหน้าแซงเพื่อนร่วมอาชีพคนอื่นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องของบุญวาสนา
แต่มันคือการเอารัดเอาเปรียบเพื่อนร่วมอาชีพอย่างโหดร้ายที่สุด
การปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า “ระบบมีปัญหา” และ “ผู้เฝ้าระวังระบบ” ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และนับวันความรู้ความสามารถของตำรวจที่เจริญเติบโตขึ้นมาในรูปแบบนี้ จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การได้รับยกเว้นหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง เพื่อให้สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบหรือควบคุม ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทั้งที่ตัวเองทำหน้าที่เป็นผู้คุมกฎด้วยซ้ำ
จึงไม่แปลกใจที่กฎหมายตำรวจฉบับใหม่ คือพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ . 2565 ได้กำหนดให้มีองค์คณะบุคคลอีกคณะหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า “คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ” หรือ “กพค.ตร.” เพื่อมาทำหน้าที่พิทักษ์ระบบคุณธรรมให้กับตำรวจโดยเฉพาะ ทั้งที่เดิมอำนาจในส่วนนี้เป็นอำนาจของ ก.ตร.
จากข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า นับตั้งแต่มีการก่อตั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจขึ้นมาในปี พ.ศ.2566 มีข้าราชการตำรวจระดับนายพล(ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจาก ก.ตร.) ที่ร้องทุกข์เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง และได้รับการวินิจฉัยจาก กพค.ตร. ว่าได้รับความไม่เป็นธรรมจริง และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ก.ตร. เยียวยาให้กับข้าราชการตำรวจเหล่านั้น เป็นจำนวนหลายราย
สิ่งเหล่านี้จึงเป็นคำถามว่า ก.ตร. ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์แล้วหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ทราบว่า ก.ตร.เอง จะเคยตั้งคำถามนี้กับตัวเองบ้างหรือไม่
การประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ จะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า ก.ตร. โดยเฉพาะกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ (ซึ่งจะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้) จะสามารถทำหน้าที่ของตัวเองให้สมกับที่ตำรวจทั่วประเทศได้เลือกท่านเข้ามาได้หรือไม่
จะสามารถรักษาความถูกต้องชอบธรรมและความโปร่งใสของระบบการบริหารงานบุคคลของตำรวจได้หรือไม่
จะสามารถ “ข้ามกำแพงความกลัวหรือความเกรงใจ” เพื่อทำสิ่งที่ถูกต้องให้กับองค์กรตำรวจได้หรือไม่
หรือจะต้องให้คณะบุคคลหรือองค์กรอื่น ต้องมาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจอีกครั้งหนึ่ง ดังเช่นหลายปีที่ผ่านมา
กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องเถอะครับ อย่าเลือกใช้ดุลพินิจในสิ่งที่ “ท่านก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ถูกต้อง”
กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องเถอะครับ เพื่อให้ตำรวจรุ่นหลังๆที่เขาตั้งใจทำงาน ได้มีโอกาสเห็นว่ายังมีคนที่สามารถปกป้องเขาได้
ขอให้ท่านกล้าทำในสิ่งที่ท่านได้เคยหาเสียงมาตลอดก่อนที่จะเข้ามาเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ว่าจะเข้ามาปกป้องพวกเขา ให้พ้นจากความไม่เป็นธรรม รวมทั้งจะเข้ามาสร้างความโปร่งใสและความยุติธรรมให้กับองค์กรตำรวจ
ทำให้ได้นะครับ อย่าลืมคำมั่นสัญญาของตัวเอง…
อย่าให้น้องๆ ตำรวจเขาครหาได้ว่า
ท่านเข้ามาเพียงเพื่ออยากมีตำแหน่งหลังเกษียณเท่านั้น
เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องก่อนที่ท่านจะจากไปเถอะครับ….

