สะพานแห่งกาลเวลา : ซุปเปอร์ เอลนีโญ
เอลนีโญ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ใช้เรียกสภาพการณ์เมื่อกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกจากทางตะวันออกจะไหลไปสะสมรวมตัวกันบริเวณชายฝั่งทะเลทางฟากตะวันตกของประเทศอินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลกอย่างรุนแรง คือ ทำให้ฝั่งทะเลฟากนี้มีเมฆและความชื้นสูง ขณะที่ทางฟากตรงกันข้ามมีการไหลขึ้นของกระแสน้ำเย็นจากด้านล่างขึ้นสู่ผิวน้ำ ทำให้เกิดความหนาวเย็นและความแห้งแล้งขึ้นมากผิดปกติ
ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร ในทุกๆ 2-3 ปี ที่น่าสนใจคือ นักวิทยาศาสตร์พยากรณ์แล้วพบว่า เอลนีโญที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ น่าจะเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการเรื่อยมา
แบบจำลองในคอมพิวเตอร์แสดงให้เห็นว่า มีโอกาสมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ที่เอลนีโญในปีนี้จะรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจะทำให้พื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้นถึง 3.6 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย เซก เอาส์ฟาเธอร์ นักวิจัยจากภาควิชาพื้นภิภพของมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ และเป็นผู้เขียนรายงานการประเมินสภาวะอากาศฉบับที่ 7 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ขององค์การสหประชาชาติ ยอมรับว่า ปรากฏการณ์นี้อาจทำให้เกิดภาวะอุณหภูมิสุดโต่งขึ้นได้กับโลกที่ต้องเผชิญภาวะโลกร้อนอยู่ก่อนแล้ว
เอลนีโญ สามารถก่อให้เกิดภาวะอากาศร้อนจัดขึ้นได้ รวมไปถึงทำให้เกิดภาวะอากาศที่ไม่พึงปรารถนา อย่างเช่นน้ำท่วมหรือแล้งจัดขึ้นตามมาได้ แต่การที่ภาวะเอลนีโญรุนแรงมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าผลกระทบต่อภูมิอากาศดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอนแต่อย่างใด นั่นเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้เรียนรู้ธรรมชาติของเอลนีโญ จนกว่าเอลนีโญจะยกระดับขึ้นสู่ระดับสูงสุดซึ่งคาดกันว่าคือในราวปลายปีนี้ แต่พยากรณ์ออกมาเตือนแล้วว่า เป็นไปได้ที่เราจะเผชิญกับภาวะรุนแรงนี้ต่อเนื่องนานเป็นเดือนๆ และจำเป็นต้องเตรียมรับมือเสียแต่เนิ่นๆ
ตามการพยากรณ์ของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) คาดว่า เอลนีโญจะพัฒนาขึ้นสู่ระดับแข็งแกร่ง ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนกันยายน ศูนย์พยากรณ์ของสำนักงานบริหารบรรยากาศและมหาสมุทร (โนอา) ชี้ว่า โอกาสที่จะเป็นไปได้ดังกล่าวมีสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และจำกลายเป็นเหตุการณ์ใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย
เอมิลี แบล็ก อาจารย์สอนวิชากระบวนการภาคพื้นดินและบรรยากาศของมหาวิทยาลัยเรดดิง ระบุว่า แม้ว่าการพยากรณ์เรื่องเอลนีโญจะเกิดควบคู่กับความไม่แน่นอนเสมอมา แต่ในคราวนี้หลักฐานเชิงประจักษ์ทำให้เห็นได้ชัดว่านี่น่าจะเป็นเอลนีโญที่ควรรับมืออย่างจริงจังจริงๆ เพราะสิ่งนี้สามารถทำให้เกิดภาวะอากาศที่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับหลายๆ ส่วนของโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างรุนแรงมาก
คณะกรรมการกู้ภัยสากล (International Rescue Committee หรือไออาร์ซี) ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อมนุษยธรรม เตือนแล้วว่า เอลนีโญปีนี้จะก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงขึ้นในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและเอเชีย กระทบต่อชุมชนใดๆ ที่เปราะบางมากที่สุดในพื้นที่ดังกล่าวเหล่านั้น
เอลนีโญส่งผลให้น้ำอุ่นรวมตัวกันบริเวณด้านตะวันออกของเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิก บีบบังคับให้กระแสเจ็ตสตรีมเคลื่อนลงใต้ ส่งผลให้อากาศทางตะวันออกเฉียงเหนืออุ่นขึ้นและแห้งขึ้นกว่าปกติ ในขณะที่ทางตะวันออกเฉียงใต้จะเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมมากขึ้น โดยรวมทั่วโลกแล้ว เอลนีโญจะส่งผลให้สภาวะอากาศอุ่นขึ้น สูงขึ้นจากที่สูงอยู่แล้วจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์
แบล็กกล่าวว่า เมื่อทั้งสองอย่างผสมผสานเข้าด้วยกันก็จะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้มากมาย แบล็กเชื่อว่า บางแห่งอาจเจอกับภาวะน้ำท่วม แต่อีกบางพื้นที่จะเจอกับความแห้งแล้ง อุณหภูมิทั่วโลกโดยเฉลี่ยแล้วสูงขึ้น ก่อให้เกิดภาวะภูมิอากาศสุดโต่งขึ้นซึ่งอาจส่งผลให้เกิดฝนตกหนักที่จะทำให้น้ำท่วมหนักมากขึ้นไปอีก ที่เป็นเช่นนี้เพราะบรรยากาศไม่สามารถอุ้มความชื้นไว้ได้มากกว่านี้อีกต่อไปแล้ว
เอลนีโญครั้งล่าสุดเกิดระหว่างปี 2023-2024 ทำให้ทั้งสองปีโลกมีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยเฉพาะในปี 2024 ที่ทำสถิติเป็นปีแรกที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยจำกัด 1.5 องศาเซลเซียส ที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีส แต่เอลนีโญในปีนี้มีเค้าว่าจะรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในครั้งนั้น โดยมีการยกระดับขึ้นสู่ระดับ “รุนแรงมาก” เรียบร้อยแล้ว
เฮาส์ฟาเธอร์ระบุว่า เอลนีโญปีนี้มีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากกว่าครั้งไหนๆ แถมยังรุนแรงกว่าในระดับสูงมากๆ อีกด้วย ในขณะที่โนอา ออกมายืนยันปรากฏการณ์เอลนีโญเมื่ออุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกวัดได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในประวัติศาสตร์อย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส และเกิดปรากฏการณ์กระแสลมและแรงกดดันต่อพื้นผิวกับภาวะฝนตกหนักสอดคล้องกับปรากฏการณ์เอลนีโญขึ้นตามมาและเริ่มต้นใช้คำว่า “ซุปเปอร์เอลนีโญ” เรียกขานปรากฏการณ์ครั้งนี้
โดยการใช้แบบจำลองเมื่อเดือนกรกฎาคม พบว่าค่าอุณหภูมิจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในประวัติศาสตร์เกินกว่า 2 องศาเซลเซียส ณ ตอนสิ้นปีนี้ โดยที่ค่ากลางของการพยากรณ์ดังกล่าวพบว่า ค่าอุณหภูมิเฉลี่ยในตอนพีคสุดจะสูงกว่าสถิติที่ผ่านมาเพราะไปอยู่ที่ 3.6 องศาเซลเซียส เทียบกับสถิติสูงสุดก่อนหน้านี้ที่ 2.75 องศาเซลเซียส (ระหว่างปี 2015-2016) โดยมีโอกาสเป็นไปได้สูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์
ในปีดังกล่าว เอลนีโญก่อให้เกิดเฮอริเคนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ขึ้นในพื้นที่แปซิฟิกเหนือตอนกลาง ต่อด้วยภาวะแล้งจัดในแถบแคริบเบียนและเอธิโอเปีย คร่าชีวิตคนไปไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน โนอาเองยอมรับว่า ถ้าหากเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เอลนีโญปีนี้จะก่อให้เกิดขึ้นก็รุนแรงไม่น้อยไปกว่ากัน
ผู้เชี่ยวชาญยอมรับกันแล้วว่า เอลนีโญสามารถก่อให้เกิดวิกฤตการณ์อาหารครั้งใหญ่เกิดขึ้น โดยสามารถผลักดันให้การทำการเกษตรเสียหายถึงขั้นล่มสลายได้เลยทีเดียว ส่วนปี 2027 ก็น่าจะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดตลอดกาลไปในที่สุด



