china watch : ‘ฮ่องกง’กลับสู่มาตุภูมิครบรอบ 29 ปี

20.07.26 | 12:42 น.
china watch : ‘ฮ่องกง’กลับสู่มาตุภูมิครบรอบ 29 ปี

วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นวันครบรอบ 29 ปีแห่งการกลับสู่มาตุภูมิของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง จาก “หนึ่งประเทศ หนึ่งระบบ” สู่ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งถือกันว่าเป็นแนวคิดทางการเมืองที่มีความสร้างสรรค์ที่สุดของจีนในศตวรรษที่ 20 อันมิใช่ระบบสหพันธรัฐตามความหมายดั้งเดิม และมิใช่การใช้ระบบการปกครองแบบเดียวกันทั่วประเทศ หากแต่เป็นการเปิดโอกาสให้แต่ละภูมิภาคสามารถคงไว้ซึ่งระบบการเมือง กฎหมาย และเศรษฐกิจที่แตกต่างกันภายใต้เงื่อนไขของการธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์ และเป็นสิ่งแปลกใหม่เชิงสถาบันที่มุ่งแสวงหาการรวมชาติอย่างสันติ

ในช่วงเริ่มต้นการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนประเทศจีนใช้รูปแบบการบริหาร “หนึ่งประเทศ หนึ่งระบบ” หลังจากผ่านสงครามและความวุ่นวายมายาวนาน รัฐบาลใหม่มีเป้าหมายสำคัญคือสร้างอำนาจรัฐที่เป็นเอกภาพ ฟื้นฟูระเบียบสังคม และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้น การใช้ระบบเดียวกันทั่วประเทศจึงมีเหตุผลรองรับตามบริบทของยุคสมัย เมื่อจีนเริ่มดำเนินนโยบายปฏิรูปเปิดประเทศ กอปรกับประเด็นการคืนอธิปไตยเหนือฮ่องกงและมาเก๊าเริ่มเป็นรูปธรรม ปักกิ่งจึงตระหนักว่า การแก้ไขปัญหาทางประวัติศาสตร์ด้วยการใช้ระบบเดียวทั้งหมด อาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ เติ้ง เสี่ยวผิง จึงเสนอแนวคิด “หนึ่งประเทศ สองระบบ” โดยหวังใช้ความยืดหยุ่นของระบบการปกครองในการแก้ปัญหาฮ่องกงและมาเก๊า พร้อมทั้งเปิดพื้นที่สำหรับการรวมชาติอย่างสันติระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวันในอนาคต แก่นสำคัญของแนวคิดนี้ ก็เพื่อธำรงไว้ซึ่งระบบและวิถีชีวิตดั้งเดิมของแต่ละพื้นที่ ภายใต้อธิปไตยของชาติ

การกลับคืนสู่มาตุภูมิของฮ่องกงในปี 1997 ถือเป็นการนำหลัก “หนึ่งประเทศ สองระบบ” มาใช้เป็นครั้งแรก กฎหมายพื้นฐาน กำหนดให้ฮ่องกงใช้หลัก “คนฮ่องกงปกครองฮ่องกง” พร้อมทั้งคงไว้ซึ่งระบบกฎหมายจารีตประเพณี ความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ ระบบส่วนใหญ่ยังดำเนินไปตามกรอบเดิม และฮ่องกงยังเป็นมหานครนานาชาติที่สำคัญของเอเชีย แต่ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษ ความเข้าใจและการประเมินต่อหลัก “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ในสังคมฮ่องกงเริ่มแตกต่างกันมากขึ้น ฝ่ายที่สนับสนุนเห็นว่าฮ่องกงยังคงรักษาระบบตุลาการที่เป็นอิสระ ระบบเศรษฐกิจเสรี และความเป็นเมืองนานาชาติไว้ได้อีกทั้งยังคงสถานะเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก จึงถือว่าหลัก “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ยังคงดำเนินไปได้โดยพื้นฐาน

ในอีกด้านหนึ่ง คนฮ่องกงส่วนหนึ่ง นักวิชาการ และผู้สังเกตการณ์จากนานาประเทศ เห็นว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองและสังคมฮ่องกงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงแรกการส่งมอบอธิปไตย โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์คัดค้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในปี 2019 เมื่อรัฐบาลกลางผลักดันกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงและปรับเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง ทำให้อิทธิพลของรัฐบาลกลางต่อการเมืองฮ่องกงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเหตุนี้ บางฝ่ายจึงเห็นว่าเสรีภาพของสื่อ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมือง และบทบาทภาคประชาชน ได้ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงแรกของการส่งมอบ อีกทั้งดัชนีเสรีภาพระหว่างประเทศหลายสำนักก็สะท้อนแนวโน้มในทิศทางเดียวกัน

เกือบสามทศวรรษหลังการกลับคืนสู่มาตุภูมิ แม้ฮ่องกงยังมีความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจและการเงิน แต่อ่อนแอกว่าเดิมไปมากทีเดียวความคิดเห็นของสังคมเกี่ยวกับเสรีภาพการปกครองตนเอง และพัฒนาการทางการเมืองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คนส่วนหนึ่งเห็นว่าระบบได้เบี่ยงเบนไปจากคำมั่นสัญญาในช่วงเริ่มต้น ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นเพียงการกลับมาดำเนินการตามกรอบของกฎหมายพื้นฐานและรัฐธรรมนูญจีน แต่ไม่ว่าจะยืนอยู่บนจุดยืนใด ก็ยากที่จะปฏิเสธได้ว่า ฮ่องกงได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมครั้งสำคัญ โดยทำให้หลัก “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการพัฒนา

Advertisement

หาก “หนึ่งประเทศ หนึ่งระบบ” เป็นตัวแทนของแนวคิดการสร้างเอกภาพด้วยระบบเดียว “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ก็น่าจะเป็นความพยายามสร้างเอกภาพผ่านการยอมรับความหลากหลาย ประสบการณ์ของฮ่องกงที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งแปลกใหม่เชิงสถาบันจะช่วยลดความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ได้ แต่ตัวระบบเพียงอย่างเดียวมิอาจขจัดความเห็นแตกต่างทางการเมือง ความสำเร็จของระบบจึงมิได้ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติทางกฎหมายเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการบริหาร ความไว้วางใจของสังคม ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม พื้นที่แห่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบโดยรวม

ในอนาคต หลัก “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ยังคงเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการทำความเข้าใจรูปแบบการบริหารของจีน แนวคิดนี้มิใช่ความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบ และก็มิอาจสรุปว่าเป็นความล้มเหลว หากแต่เป็นการทดลองทางการเมืองที่ยังคงพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ของฮ่องกงจึงเป็นบทเรียนสำคัญ ไม่เพียงสำหรับจีนและไต้หวัน หากยังรวมถึงผู้ที่ศึกษาประเด็นการรวมชาติทั่วโลกอีกด้วย