วันหนึ่งเมื่อราว 50 ปีมาแล้ว ผมอ่านหนังสือพิมพ์ The Pantagraph ของเมืองบลูมิงตัน รัฐอิลลินอยส์อยู่ เจอแจ้งความว่าบาร์เหล้าแห่งหนึ่งในดาวน์ทาวน์บลูมิงตันประกาศรับสมัคร Bouncer ซึ่งแปลตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมก็แปลว่า “ผู้เด้ง” หรือเอาแบบบ้านเราที่เข้าใจง่ายๆ ก็คือนักเลงคุมบาร์ที่มีหน้าที่จัดการกับลูกค้าที่เมาอาละวาดหรือไปลวนลามผู้หญิงและก่อความไม่สงบในบาร์เหล้า แบบว่าเบาน์เซอร์มีหน้าที่จับตัวคนก่อเรื่องโยนออกหรือลากตัวออกไปนอกบาร์โดยละมุนละม่อมที่สุด ตอนนั้นผมเพิ่งมีอายุได้ 21 ปีพอดี สูง 168 เซนติเมตร หนักราว 72 กิโลกรัม ลำพองว่าตัวเองก็เป็นมวยไทยและเป็นยูโดกับคาราเต้อยู่ในระดับพอใช้ได้ก็เลยนึกอยากเป็นเบาน์เซอร์ดูบ้าง เนื่องจากที่ผ่านมาผมเคยทำงานเป็นคนงานในโรงงานเหล็กในช่วงกะกลางคืนและทำงานเป็นคนรับจ้างปูพรมและกรุฝาผนังบ้านมาแล้ว คือเป็นแรงงานพื้นๆ ดูไม่โก้เท่ากับเป็นเบาน์เซอร์
ความจริงอาชีพเบาน์เซอร์นี่นะครับ ส่วนใหญ่ต้องเป็นคนตัวโต สูง 6 ฟุตครึ่งขึ้นไป หน้าตาดุ ไหล่กว้าง คอใหญ่ และถ้าหากมีรอยแผลเป็นพาดหน้าอยู่สักรอยสองรอยก็ยิ่งเข้าท่า เพราะเพียงยืนกอดอกอยู่ตรงประตู ลูกค้าที่คิดจะเมาแล้วหาเรื่องก็อาจสร่างเมาไปเสียครึ่งหนึ่งโดยไม่ต้องลงไม้ลงมือกันเลย แต่ผมนั้นสูงเพียง 168 เซนติเมตร หนัก 72 กิโลกรัม หน้าตี๋ แม้จะไม่ใช่คนผอมกะหร่อง แต่ถ้าเอาไปยืนเทียบกับอเมริกันตัวโตๆ ซึ่งกินเนื้อวัว นม เนย และมันฝรั่งมาตั้งแต่เล็กแล้ว ผมจึงดูคล้ายเด็กส่งหนังสือพิมพ์มากกว่านักเลงคุมบาร์ อย่างไรก็ตาม คนอายุ 21 ปีนั้นมีคุณสมบัติประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองตัวเล็กเพียงใด และยิ่งรู้น้อยเท่าไรก็ยิ่งกล้ามากเท่านั้น ผมไปที่ในบาร์ตามที่อยู่ในหนังสือพิมพ์เพื่อสมัครงาน
บาร์แห่งนั้นตั้งอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองบลูมิงตัน เป็นตึกแถวอิฐแดงแบบอเมริกัน มีประตูไม้บานใหญ่และป้ายไฟนีออนแขวนอยู่ข้างหน้า ตอนกลางวันบาร์ดูเงียบเหงาเหมือนโรงมหรสพที่ยังไม่เปิดการแสดง แต่ภายในยังมีกลิ่นเบียร์ กลิ่นบุหรี่ และกลิ่นเหล้าที่ตกค้างมาจากคืนก่อนรวมกันเป็นกลิ่นเฉพาะของสถานที่ชนิดนี้ ซึ่งคนที่ไม่เคยเข้าไปก็คงอธิบายไม่ถูก
ผู้จัดการเป็นชายอายุราว 40 ปี ตัวพอๆ กับผมตอนนั้นแหละ แกถามผมหลายคำถาม เป็นต้นว่าเคยทำงานในบาร์หรือไม่? เคยจัดการกับคนเมาหรือไม่? และถ้าลูกค้าสองคนต่อยกันจะทำอย่างไร?
ผมไม่เคยทำงานในบาร์ ไม่เคยจัดการกับคนเมา และไม่เคยแยกฝรั่งตัวใหญ่สองคนที่กำลังต่อยกันมาก่อนเลย แต่ครั้นจะตอบว่าไม่เคยทั้งหมดก็คงไม่มีทางได้งาน ผมจึงตอบตามหลักวิชาที่เรียนมาว่า ก่อนอื่นต้องพยายามพูดให้เขาสงบ ถ้าพูดไม่รู้เรื่องจึงค่อยควบคุมตัวโดยไม่ทำให้ได้รับบาดเจ็บ แล้วนำออกไปข้างนอก ซึ่งคำตอบนี้ฟังดูดีมากนะครับ คล้ายคำตอบในตำราวิชารัฐประศาสนศาสตร์หรือคู่มือการปฏิบัติงานของตำรวจ คือถูกต้องทุกประการในทางทฤษฎี ส่วนเวลาปฏิบัติจริงนั้นคนเมามักไม่ยอมยืนรอให้เราพูดจบ และบางคนก็อาจต่อยเราตั้งแต่ยังพูดไม่ถึงประโยคที่สอง
ผู้จัดการถามต่อว่า “แล้วถ้าเขาตัวใหญ่กว่าคุณล่ะ?”
ผมตอบไปว่า “ยูโดที่ผมเรียนมานั้น คือการใช้กำลังของคู่ต่อสู้ให้เป็นประโยชน์ครับ”
แกหัวเราะเสียงดังลั่น แล้วเรียกพนักงานชายอีกคนหนึ่งออกมา ชายคนนั้นสูงกว่าหกฟุต หนักอย่างน้อยร้อยกิโลกรัม ผู้จัดการให้เขาจับแขนผมไว้แล้วบอกให้ผมลองแกะออกดู ตอนนั้นเองผมเริ่มรู้สึกว่าการประชาสัมพันธ์ตนเองมากเกินไปอาจนำภัยมาสู่ตัวได้เหมือนกัน แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วจะถอยก็เสียหน้า ผมจึงใช้วิชายูโดบิดข้อมือพร้อมหมุนตัวออกด้านข้าง พนักงานคนนั้นไม่ได้ตั้งใจต่อต้านจริงจังนัก ผมจึงหลุดออกมาได้โดยไม่ยาก ผู้จัดการพยักหน้าแล้วบอกว่าให้มาทดลองงานคืนวันศุกร์ ตั้งแต่สองทุ่มถึงตีสอง
การได้ทำงานที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bouncer นั้นฟังดูโก้เหลือเกิน จะไปบอกใครว่าเป็นคนรับจ้างปูพรมก็ดูธรรมดา แต่ถ้าบอกว่าเป็นเบาน์เซอร์ คนฟังย่อมจินตนาการเห็นภาพนักเลงใหญ่ในภาพยนตร์ทันที
คืนวันศุกร์ผมไปถึงก่อนเวลา แต่งเสื้อเชิ้ตสีเข้ม กางเกงขายาว และรองเท้าที่คิดว่าเหมาะแก่การเตะต่อยมากที่สุด ผู้จัดการชี้ให้ผมยืนอยู่ใกล้ประตู โดยมีเบาน์เซอร์ประจำร้านอีกคนหนึ่งชื่อ บิล คอยสอนงาน
บิล เป็นชายผิวขาวตัวใหญ่ หนักคงเกิน 100 กิโลกรัม ไว้หนวดดกและมีพุงขนาดย่อมๆ แต่แกเคลื่อนไหวคล่องกว่าที่เห็นมาก แกบอกผมว่าหน้าที่ของเบาน์เซอร์ไม่ใช่การเที่ยวต่อยลูกค้า เพราะถ้าต่อยลูกค้าเมื่อไร เจ้าของบาร์อาจถูกฟ้องจนหมดตัว หน้าที่สำคัญคือดูว่าใครเมาเกินไป ใครพกเหล้าเข้ามาจากข้างนอก ใครหาเรื่องผู้หญิง และใครมีท่าทางว่าจะก่อการวิวาทจึงจัดการ จากนั้นแกก็สอนหลักสำคัญข้อหนึ่งว่า
“อย่าจ้องหน้าคนเมา” เพราะคนเมาบางคนถือว่าการจ้องหน้าคือการท้าทาย และอาจถามว่า “มองหาอะไร?” ทั้งๆ ที่เราไม่ได้หาอะไรเลย แต่ถ้าตอบไม่ถูกใจก็อาจเกิดเรื่องขึ้นได้ทันที
ผมยืนทำงานอยู่หลายชั่วโมงโดยไม่มีเหตุการณ์อะไร นอกจากตรวจบัตรว่าอายุถึงเข้าบาร์ได้หรือไม่ และช่วยเปิดประตู จนเริ่มคิดว่างานนี้ก็ไม่ยากเท่าไร เงินค่าจ้างก็ดีกว่างานจับกังที่เคยทำ แถมยังได้ฟังดนตรีฟรีอีกต่างหาก แต่ราวเที่ยงคืน ชายหนุ่มอเมริกันร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งดื่มหนักมาตั้งแต่หัวค่ำเริ่มพูดเสียงดังและไปโอบกอดผู้หญิงโต๊ะข้างๆ ทั้งที่ฝ่ายหญิงไม่รู้จักเขา ผู้หญิงผลักออก เขากลับหัวเราะและเข้าไปกอดใหม่ บิลจึงเดินเข้าไปเตือนอย่างสุภาพว่าให้กลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง
ชายคนนั้นหันมาด่าบิล แล้วผลักอกแกหนึ่งครั้ง บิลยังไม่ตอบโต้ เพียงบอกว่า “คุณต้องออกไปข้างนอกแล้ว” ชายคนนั้นกำหมัดขึ้น ผมซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปช่วยตามหน้าที่ ด้วยความที่เคยเรียนยูโดมา ผมจึงคิดว่าจะจับแขนแล้วบิดไปด้านหลังอย่างที่ซ้อมกันในโดโจ แต่ลืมไปว่าคนเมาไม่ได้ยืนอยู่นิ่งๆ ให้จับเหมือนคู่ซ้อม แถมตัวเขายังใหญ่และหนักกว่าผมมาก
พอผมจับแขนข้างหนึ่ง เขาก็สะบัดเสียจนผมเกือบปลิว แต่บิลเข้ารวบตัวจากด้านหลัง ผมจึงจับแขนอีกข้างแล้วช่วยกันลากออกไปที่ประตู เหตุการณ์ดูเหมือนจะจบลงโดยเรียบร้อย จนกระทั่งชายคนนั้นเอาขาเกี่ยวขาโต๊ะ ทำให้โต๊ะล้ม แก้วเบียร์แตกกระจาย และลูกค้าทั้งร้านหันมามอง เมื่อพาออกไปถึงทางเท้า เขายังด่าทอและท้าทายให้พวกเราต่อยกับเขา บิลกลับยืนกอดอกเฉยๆ แล้วบอกว่า ถ้าไม่กลับไปเสียเดี๋ยวนี้จะเรียกตำรวจ ชายคนนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินโซเซจากไปโดยไม่เกิดการชกต่อยกัน
ผมจึงได้เรียนรู้ในคืนนั้นว่า เบาน์เซอร์ที่เก่งไม่ได้วัดกันตรงที่ต่อยคนล้มได้กี่คน หากแต่วัดกันที่สามารถเอาคนเมาออกจากร้านได้โดยไม่ต้องต่อยกันเลยต่างหาก เพราะถ้าต่อยกันขึ้นมา ต่อให้เราชนะ เราก็อาจถูกตำรวจจับ ถูกฟ้องร้อง หรือถูกเจ้าของร้านไล่ออกได้อยู่ดี
หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงก็มีเหตุอีกครั้ง คราวนี้เป็นนักศึกษาสองคนทะเลาะกันเรื่องผู้หญิง คนหนึ่งผลักอีกคนจนล้ม แล้วทั้งคู่ก็เข้ากอดรัดฟัดเหวี่ยงกันกลางร้าน ผมกับบิลรีบเข้าไปแยก แต่เพื่อนของทั้งสองฝ่ายกลับกรูกันเข้ามา ทำให้สถานการณ์ยุ่งเหยิงขึ้นทันที เสียงตะโกน เสียงขวดล้ม และเสียงผู้หญิงกรีดร้องดังระงมไปหมด ผมถูกศอกใครคนหนึ่งกระแทกเข้าที่หน้าอก และถูกมืออีกคนหนึ่งคว้าคอเสื้อกดลงบนโต๊ะ ถึงตอนนั้นวิชายูโด คาราเต้ มวยไทย ที่เคยเรียนมาปะปนกันยุ่งไปหมด ไม่รู้ว่าจะเลือกใช้วิชาไหนก่อนดี
ในที่สุดตำรวจสองนายซึ่งทางร้านโทรศัพท์เรียกไว้ก็มาถึง พวกที่กำลังฮึกเหิมเมื่อครู่พอเห็นเครื่องแบบตำรวจก็สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ บางคนซึ่งเมื่อครู่ยังตะโกนว่าจะฆ่ากันกลับยืนจัดเสื้อผ้าตัวเองแล้วบอกตำรวจว่าเป็นเพียง “ความเข้าใจผิดเล็กน้อย” นี่ก็เป็นธรรมชาติของคนเมาจำนวนไม่น้อยนะครับ คือเก่งมากในยามที่ตำรวจยังไม่มา แต่พอตำรวจมาถึงก็กลายเป็นสุภาพบุรุษขึ้นมาโดยฉับพลัน เมื่อบาร์ปิดตอนตีสอง ผมรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เสื้อเชิ้ตหลุดออกจากกางเกง กระดุมเสื้อขาดไปเม็ดหนึ่ง และรองเท้าข้างซ้ายมีรอยเบียร์เหนียวเหนอะหนะ ผู้จัดการถามว่าผมจะมาทำงานต่อหรือไม่?
ผมตอบว่า “ขอคิดดูก่อนครับ” คำว่า “ขอคิดดูก่อน”ของผมในครั้งนั้นมีความหมายแท้จริงว่า “ไม่เอาแล้วครับ”เมื่อผมกลับถึงหอพักเกือบตีสาม อาบน้ำแล้วนอนคิดว่าตัวเองอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนหนังสือถึงทวีปอเมริกา แต่กลับไปสมัครเป็นนักเลงคุมบาร์เสียได้ หากบิดามารดาทราบเข้าคงไม่แน่ใจว่าจะโกรธ เสียใจ หรือหัวเราะก่อนดี รุ่งขึ้นพอตื่นขึ้นมา หน้าอกยังเจ็บจากศอกเมื่อคืน ผมจึงตัดสินใจไม่กลับไปทำงานอีก และหันกลับไปทำงานล้างจานตามหอพักต่างๆ ในมหาวิทยาลัยแทน
ผมเคยได้รับเข้าทดลองงานเป็นเบาน์เซอร์และเคยช่วยหิ้วคนเมาออกจากบาร์ แค่คืนเดียวจริงๆ ถึงแม้ว่าคนที่ถูกหิ้วออกไปจะเกือบหิ้วผมออกไปแทนก็ตามทีเถอะครับ
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์



