หน้าแรก บทความ ถอดรหัส &#821...

ถอดรหัส ‘อาวุโส’ สงฆ์-ตำรวจ ทางธรรมลดอัตตา ทางสีกากีคุ้มครองคนไร้เส้น

20.07.26 | 19:11 น.

มีคนเคยกล่าวว่า อาวุโส ใช้สำหรับพระ ไม่ใช้กับตำรวจ

มันจริงหรือไม่? คงต้องมาทำความเข้าใจกันก่อน ทั้งเหตุผลในทางพระ และ เหตุผลในทางตำรวจ

ทางพระพุทธศาสนา… ระบบ “อาวุโส” มีไว้เพื่อเป็นหลักในการบริหารและสร้างความเรียบร้อยในหมู่สงฆ์ โดยเหตุผลสำคัญที่พระต้องมีระบบอาวุโสตามพรรษา

คือต้องการบริหารและสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย

เพราะระบบอาวุโสจะช่วยลดทอน “อัตตา” หรือความถือตัวของพระภิกษุ

Advertisement

พระที่บวชใหม่จะต้องแสดงความเคารพพระที่มีพรรษามากกว่า เพื่อเป็นการฝึกให้จิตใจมีความนอบน้อมถ่อมตน รู้จักกาลเทศะ และกตัญญูกตเวทีต่อผู้มาก่อน รวมทั้งเพื่อป้องกันความขัดแย้งในการทำสังฆกรรมในการปฏิบัติศาสนกิจ เช่น การนั่งอันดับ การรับถวายทาน การฉันภัตตาหาร หรือ การลงอุโบสถ

หากไม่มีเกณฑ์อาวุโส อาจเกิดการแก่งแย่งหรือถกเถียงกันว่า ใครควรรับก่อนหลัง การใช้พรรษาเป็นเกณฑ์จึงชัดเจนที่สุดและยุติความขัดแย้งได้ทันที

สำหรับในทางตำรวจ เหตุผลในการกำหนดอาวุโสไว้เพื่อใช้ในการแต่งตั้ง บางเรื่องอาจจะคล้ายคลึงกับพระ แล้วแต่ว่าใครจะมองในมุมไหน

แต่เหตุผลที่แท้จริงก็คือ เป็นการ “ปกป้องตำรวจที่ไม่มีเส้น” นั่นเอง

ตำรวจเป็นหน่วยงานหรือองค์กรเดียวในประเทศไทย ที่มีการกำหนดเงื่อนไขในการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไว้ว่า ให้นำองค์ประกอบเรื่องอาวุโสมาเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการแต่งตั้งด้วย โดยกำหนดสัดส่วนของผู้อาวุโสในแต่ละระดับไว้อย่างชัดเจน ซึ่งข้าราชการทหารหรือข้าราชการพลเรือนไม่มี

เพราะอะไร… ก็เพราะว่าในแต่ละปี จะมีจำนวนตำแหน่งว่างน้อย จึงทำให้ตำรวจต้องแก่งแย่งแข่งขันกันสูง แน่นอนว่าตำรวจที่มีสายสัมพันธ์กว้างไกล รู้จักเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจอยู่เสมอ ย่อมได้เปรียบตำรวจที่ก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆไปวันๆโดยไม่รู้จักใคร

การแต่งตั้งข้ามอาวุโสหรือข้ามศีรษะกันจึงเกิดขึ้นได้ และทำให้คนที่ตั้งใจทำงานแต่ไม่มีเส้น รู้สึกท้อแท้

จึงต้องมีการกำหนดเรื่องอาวุโสไว้ โดยตามกฎหมายเดิมกำหนดไว้ 33% หมายความว่าคนที่มีลำดับอาวุโสอยู่ในกลุ่ม 33% จะได้รับการการันตีว่า ได้เลื่อนตำแหน่งแน่นอน หากไม่มีความบกพร่องเรื่องความประพฤติหรือมีเหตุผลอื่นที่ไม่สมควรเลื่อนตำแหน่ง

ส่วนอีก 67% ที่เหลือ คือ “กลุ่มความรู้ความสามารถ” ที่ไม่จำเป็นต้องอาวุโส แต่ทำงานเก่ง มีประสิทธิภาพ

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมากที่สุด คือ กลุ่ม 67% นี่แหละ เพราะมีบางคนที่ไม่ได้ทำงานเก่ง แต่บังเอิญมี
สายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีอำนาจ ประกอบกับหลักเกณฑ์การวัดความรู้ความสามารถของตำรวจก็ไม่เคยมี เวลา
ผู้บังคับบัญชาจะแต่งตั้งก็ใช้เหตุผลเดิมๆ ที่ใช้กันมาโดยตลอดว่า “มีความเหมาะสม”

ดังนั้น ตำรวจเหล่านี้จึงอาศัยช่องทางสายนี้เจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ

ต่อมาเมื่อกฎหมายตำรวจฉบับใหม่ประกาศใช้ (พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565) ก็ได้ยิ่งเน้นย้ำในเรื่องอาวุโสมากยิ่งขึ้น โดยในระดับล่างยังคงอาวุโส 33% ไว้เหมือนเดิม แต่พอมาถึงระดับบน ได้เพิ่มความเข้มข้นของอาวุโสมากขึ้นไปอีก โดยการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บังคับการถึงผู้บัญชาการ ให้ใช้อาวุโส 50%

ส่วนการแต่งตั้งเลื่อนเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร.และรอง ผบ.ตร. ให้ใช้อาวุโส 100%

เหตุผลที่ยิ่งระดับตำแหน่งสูงขึ้น กฎหมายก็ยิ่งเพิ่มสัดส่วนความอาวุโสให้มากขึ้นนั้น เนื่องจากมีแนวคิดว่า เมื่อตำรวจคนหนึ่งได้ทำงานจนเติบโตมาถึงระดับสูงเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ความรู้ความสามารถย่อมไม่แตกต่างกัน ไม่อย่างนั้นจะเติบโตขึ้นมาจนถึงระดับนี้ได้อย่างไร

ดังนั้น การแต่งตั้งตำรวจระดับสูงตั้งแต่ระดับ ผู้ช่วยผบ.ตร.และ รอง ผบ.ตร.จึงวัดกันล้วนๆ ที่ความอาวุโส

หันกลับมาดูตำแหน่งบนสุด คือ ตำแหน่ง ผบ.ตร.
การที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ผู้มีอาวุโสสูงที่สุดต้องได้เป็น ผบ.ตร.นั้น เพราะตำแหน่ง ผบ.ตร. มีเพียงตำแหน่งเดียว หากกำหนดไว้อย่างชัดเจนขนาดนั้น 
แต่คนที่มีอาวุโสสูงที่สุดเกิดปัญหาที่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ เช่น ปัญหาสุขภาพหรือปัญหาทางด้านความประพฤติ แล้วจะทำอย่างไร
กฎหมายจึงเปิดกว้างไว้ให้ว่า ไม่ต้องอาวุโสสูงที่สุดก็ได้แต่ให้ดูเรื่องอื่นๆประกอบด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าลำดับอาวุโสต่ำกว่าจะข้ามลำดับอาวุโสสูงกว่าได้ตามอำเภอใจ เพราะถ้าทำอย่างนั้นมันก็จะย้อนแย้งกับเจตนารมณ์ของกฎหมายในทันที
ทุกคนที่เป็นนักกฎหมาย ย่อมอ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็นกันทั้งนั้นว่า กฎหมายไม่ได้บอกว่าอาวุโสสูงสุดต้องได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จะให้ใครเป็น ผบ.ตร. แต่ปัญหาอยู่ที่ ผู้เลือกจะต้องตอบให้ได้ว่าคนที่ได้รับเลือกมีคุณสมบัติดีกว่าคนที่ไม่ได้รับเลือกอย่างไร โดยเฉพาะหากคนที่ไม่ได้รับเลือกเป็นผู้มีอาวุโสสูงกว่า และไม่ได้มีความบกพร่องทางด้านความประพฤติ หรือมีปัญหาอื่นใดที่ไม่สมควรเป็น ผบ.ตร.
ประสบการณ์ด้านงานป้องกันปราบปรามหรือสืบสวน คงไม่อาจวัดกันที่จำนวนปีว่าใครอยู่ในสายงานนั้นมากกว่ากัน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นในอนาคตคงไม่มีตำรวจคนไหนอยากทำงานในสายงานอำนวยการหรือสายงานกฎหมาย เพราะตำรวจคนนั้นจะหมดโอกาสในการได้รับเลือกเป็น ผบ.ตร. ทันที
การพิจารณาประสบการณ์ จึงควรพิจารณาว่าตำรวจคนนั้นได้เคยผ่านงานด้านการป้องกันปราบปรามหรือสืบสวนมาหรือไม่ และจากจำนวนปีที่ตำรวจคนนั้นได้ผ่านงานดังกล่าวมา ถือว่ามีประสบการณ์ “เพียงพอ” หรือไม่ที่จะเป็น ผบ.ตร. เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนปีขั้นต่ำไว้ว่าต้องมีประสบการณ์ด้านงานป้องกันปราบปรามหรืองานสืบสวนกี่ปี

ความรู้ความสามารถ จะวัดกันอย่างไร

จนถึงทุกวันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ก.ตร. ก็ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การวัดความรู้ความสามารถของตำรวจออกมาเลย ทั้งที่กฎหมายใหม่ใช้มา 3-4 ปีแล้ว

ดังนั้น ก.ตร.จะรู้ได้อย่างไรว่าใครมีความรู้ความสามารถมากกว่ากัน แม้กระทั่งการแสดงวิสัยทัศน์เพื่อวัดกันว่าใครควรเป็น ผบ.ตร. ก็ยังไม่มีการกำหนดไว้ในกฎหมาย

ดังนั้น การใช้ดุลพินิจในการพิจารณาเลือก ผบ.ตร.จึงไม่ควรมีความเลื่อนลอย แต่ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนและสามารถอธิบายให้ตำรวจ ตลอดจนประชาชนในสังคม รวมถึงองค์กรต่างๆ ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้พินิจของ ก.ตร ให้เข้าใจด้วย

ไม่ว่าใครจะได้เป็น ผบ.ตร. ก็ต้องทำงานตามอำนาจหน้าที่และนโยบายของรัฐบาลทุกคน

แต่สิ่งที่ต้องคำนึง คือ ผู้นำองค์กรโดยเฉพาะองค์กรตำรวจ จะต้องมีความสง่างาม และได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมอาชีพด้วย

นอกจากนั้นเมื่อขึ้นมาดำรงตำแหน่งแล้วต้องไม่สร้างความแตกแยก ความไม่ยอมรับ หรือสร้างความปั่นป่วนให้กับองค์กร

การเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ที่กำลังจะมาถึง จึงน่าสนใจว่าการตัดสินใจของ ก.ตร. ในครั้งนี้ จะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์และเป็นกำลังใจให้กับตำรวจรุ่นเด็กๆ ที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงาน หรือ จะทำให้พวกเขาต้องก้าวเดินและอยู่ในอุโมงค์สายนี้ต่อไปอย่างเจ็บปวดและสิ้นหวัง … คงต้องคอยดูกัน

กล่าวโดยสรุปคือ ไม่ว่าจะเป็น “พระชั้นผู้ใหญ่” หรือ”ตำรวจระดับสูง” ก็ไม่อาจมองข้ามปัจจัยเรื่องความอาวุโสได้