กองทัพเรือของจีนได้ประสบความสำเร็จในการยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์จากเรือดำน้ำในน่านน้ำของจีน โดยได้ตกลงในพื้นที่ทะเลหลวงของมหาสมุทรแปซิฟิกตามจุดที่กำหนดไว้ กรณีเป็นการฝึกทางทหารประจำปี ขีปนาวุธนิวเคลียร์ข้ามทวีปที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้ชื่อว่า “คลื่นยักษ์-3” (แปลตรงตัวตามชื่อภาษาจีน)
สภาพปฏิบัติการของ “คลื่นยักษ์-3” ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในด้านอาวุธนิวเคลียร์ ไม่เพียงเพิ่มระยะการยิงและความสามารถในการอยู่รอด ยังเป็นการประกาศในเชิงสัญลักษณ์ว่า จีนมีความสามารถในการตอบโต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์จากใต้ทะเลและพื้นที่ชายฝั่งต่อสหรัฐ ถ้าเกิดความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน การพัฒนาครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนต่อกองกำลังภายนอกที่อาจพยายามใช้กำลังแทรกแซง
ขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเรือดำน้ำ “คลื่นยักษ์-3” มีระยะยิงไกลกว่า 10,000 กิโลเมตร ใช้เชื้อเพลิงชนิดแข็ง สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์เดี่ยวหรือหัวรบหลายลูกแบบแยกเป้าหมาย โดยมีอานุภาพสูงยิ่ง
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอยู่ที่แนวคิด “ทะเลใกล้ฝั่งก็สามารถเป็นสนามรบได้” ทว่า ในอดีต หากจีนต้องการให้ขีปนาวุธจากเรือดำน้ำสามารถครอบคลุมแผ่นดินของสหรัฐ เรือดำน้ำจำเป็นต้องฝ่าแนวเกาะและออกสู่มหาสมุทรลึก เป็นการเผชิญความเสี่ยงในการถูกตรวจจับและโจมตี
ข้อได้เปรียบที่สำคัญของกองกำลังนิวเคลียร์ทางทะเลคือ ความล่องหนและความสามารถในการอยู่รอด เพราะเรือดำน้ำนิวเคลียร์สามารถซ่อนตัวในทะเลลึกได้นาน ยากต่อการถูกทำลายด้วยการโจมตี ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด “การโจมตีตอบโต้ครั้งที่สอง” ตามนัยทฤษฎีของการยับยั้งด้วยนิวเคลียร์สมัยใหม่
การสาธิตขีปนาวุธในการสวนสนามเมื่อปีที่ผ่านมา และการทดสอบยิงจริงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกในปีนี้ มิใช่เพียงการพิสูจน์เทคโนโลยี แต่ยังเป็นการแสดงความมั่นใจเชิงยุทธศาสตร์ว่า จีนมีขีดความสามารถในการตอบโต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ทางทะเลได้ การข่มขู่หรือการโจมตีก่อนด้วยอาวุธนิวเคลียร์ต่อจีนจะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูง ถือเป็นการตอบสนองต่อความได้เปรียบด้านอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐ ในประเด็นไต้หวัน พลังของ “คลื่นยักษ์-3” ทำให้สหรัฐ ต้องเผชิญกับภาวะ “การยับยั้งที่เท่าเทียม” กล่าวคือ แม้กองทัพสหรัฐจะสามารถสร้างความเสียหายต่อกองกำลังนิวเคลียร์ภาคพื้นดินของจีน แต่กองกำลังนิวเคลียร์ทางทะเลก็ยังคงอยู่รอดและสามารถตอบโต้จากใต้ทะเล ครอบคลุมชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐและพื้นที่อื่น
ขีดความสามารถดังกล่าวมีความหมายเป็นพิเศษต่อประเด็นไต้หวัน ซึ่งจีนถือว่าเป็นผลประโยชน์หลักของชาติ และมองว่าการแทรกแซงทางทหารจากภายนอกเป็นการข้าม “เส้นแดง” การปรากฏตัวของ “คลื่นยักษ์-3” จึงถูกตีความว่าเป็นการส่งสารอย่างชัดเจนไปยังกรุงวอชิงตันว่า หากสหรัฐใช้มาตรการทางทหารเพื่อขัดขวางการรวมชาติของจีน หรือเข้าแทรกแซงความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวันโดยตรง จีนไม่เพียงมีศักยภาพในการตอบโต้ด้วยกำลังรบแบบทั่วไป แต่ยังมีอำนาจยับยั้งในระดับนิวเคลียร์เป็นมาตรการขั้นสูงสุด
ตรรกะของ “ใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันสงคราม” มิใช่การยั่วยุ แต่เป็นการตอบสนองเชิงป้องกันต่อความเป็นไปได้ที่กองกำลังภายนอกจะยกระดับความขัดแย้ง
การยับยั้งด้วยอาวุธนิวเคลียร์มีบทบาทสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์หลักของมหาอำนาจ เช่นในช่วงสงครามเย็น สามารถป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโดยตรงระหว่างสหรัฐ และสหภาพโซเวียต ปัจจุบัน การพัฒนานิวเคลียร์ทางทะเลของจีนก็ถูกมองว่าเป็นหลักประกันสำคัญต่อสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน
ขณะเดียวกัน กองกำลังพิเศษของสหรัฐ ได้เข้ามาร่วมฝึกกับกองทัพไต้หวันอย่างลับๆ รวมถึงบทบาทของสถาบันอเมริกันในไต้หวัน และการขายอาวุธให้ไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการดำเนินยุทธศาสตร์ “ใช้ไต้หวันสกัดจีน” และถูกปักกิ่งตีความว่าเป็นการท้าทายหลักการ “จีนเดียว” และเป็นการสนับสนุนกระแสเรียกร้องเอกราชของไต้หวัน “คลื่นยักษ์-3” จึงถูกเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐว่า ช่องแคบไต้หวันไม่ใช่เวทีที่สหรัฐจะเข้ามาแทรกแซงได้ จีนพร้อมเจรจาเพื่อบริหารความขัดแย้งแต่ไม่ยอมรับในประเด็นผลประโยชน์หลักของชาติ และจะทำการยับยั้งด้วยอาวุธนิวเคลียร์เป็นมาตรการสุดท้าย
หาก “ต้นไม้อยากสงบ แต่ลมไม่ยอมหยุด” เมื่อกองกำลังภายนอกยังคงสร้างความปั่นป่วนในช่องแคบไต้หวัน จีนยืนหยัดปกป้องความมั่นคงและสิทธิในการพัฒนาของตนอย่างเต็มรูปแบบ
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

