หน้าแรก บทความ เอกรินทร์ ต่ว...

เอกรินทร์ ต่วนศิริ | โกงสอบท้องถิ่น=โกงความหวังของประเทศ

23.07.26 | 13:46 น.

การโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ ทำให้นึกถึงวาทกรรม “รัฐธรรมนูญปราบโกง” ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกประกาศราวกับเป็นคำตอบของทุกปัญหา แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่สังคมที่การทุจริตลดลง หากเป็นสังคมที่การโกงขยายตัวอย่างเป็นระบบ จนแทบกลายเป็นเรื่องปกติในทุกระดับของอำนาจ

ทว่าการโกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นร้ายแรงยิ่งกว่านั้น เพราะมันไม่ใช่แค่การลัดคิวเข้าสู่อาชีพ หากคือการยึดครองตำแหน่งสาธารณะด้วยวิธีที่ไม่ชอบธรรม เอาคนที่ไม่สามารถแข่งขันด้วยความรู้ความสามารถ เข้าไปนั่งทำงานในองค์กรที่หล่อเลี้ยงด้วยภาษีของประชาชน รับเงินเดือน สวัสดิการ และสถานะของ “ข้าราชการ” ทั้งที่จุดเริ่มต้นของทั้งหมดตั้งอยู่บนการฉ้อฉล

และเมื่อประตูบานแรกเปิดได้ด้วยการโกง ก็ไม่มีหลักประกันว่าประตูบานต่อๆ ไปจะเปิดด้วยความซื่อสัตย์ การเลื่อนตำแหน่ง การสร้างเครือข่ายอำนาจ หรือการแสวงหาผลประโยชน์ในอนาคต ย่อมเสี่ยงจะเดินตามตรรกะเดียวกัน คือเมื่อทุกอย่างซื้อได้ ทุกตำแหน่งก็ซื้อได้ และเมื่อทุกตำแหน่งซื้อได้ ประโยชน์สาธารณะก็กลายเป็นสินค้าที่มีราคา

ความเสียหายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การสอบครั้งหนึ่ง หากคือการทำให้รัฐสูญเสียบุคลากรที่ควรได้รับโอกาสอย่างเป็นธรรม และทำให้ประชาชนต้องอยู่ภายใต้การบริการสาธารณะที่อาจถูกกำกับโดยผู้ที่ไม่เคยผ่านบททดสอบของความสามารถ หากผ่านเพียงบททดสอบของเส้นสายและเงินตรา

การโกงสอบท้องถิ่นจึงไม่ใช่แค่การโกงข้อสอบ แต่คือการโกงโอกาสของคนที่ซื่อสัตย์ โกงคุณภาพของระบบราชการ และท้ายที่สุด คือการโกงความหวังของประเทศทั้งประเทศ

Advertisement

มีประสบการณ์เล็กๆ สองเหตุการณ์ที่วนเวียนอยู่ในหัวผมหลังข่าวการโกงสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์แรก หลังเลิกสอน นักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาคุยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ราวกับกำลังเล่าเรื่องธรรมดา

“มีคนมาบอกหนูว่า ถ้าเรียนรัฐศาสตร์แล้วอยากรับราชการ ก็เตรียมเงินไว้ พอเรียนจบก็มาหาเขา”

ผมถามกลับว่า “ทำไมเขาถึงกล้ามาพูดกับคุณแบบนั้น”

นักศึกษาตอบสั้นๆ ว่า “ก็ที่ผ่านมา มันเป็นแบบนี้ แล้วเขาก็ทำได้จริง”

ประโยคสั้นๆ นั้นติดอยู่ในหัวผมหลายวัน เพราะมันไม่ได้สะท้อนเพียงความเชื่อของคนคนหนึ่ง แต่มันสะท้อนว่าความคิดเช่นนี้ได้กลายเป็น “ความรู้ร่วม” ในสังคมไปแล้ว ว่าการสอบไม่ใช่เส้นทางเดียวของการเข้ารับราชการ หากเงินและเส้นสายอาจเป็นอีกเส้นทางที่ใช้การได้

ต่อมา มีอีกเหตุการณ์หนึ่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำคณะเดินเข้ามาคุยกับผมด้วยสีหน้ายิ้มๆ “ต่อไปอาจารย์ไม่ต้องสอนแล้ว นักศึกษาก็ไม่ต้องมาเรียนแล้ว ไปหาที่ซื้อปริญญาสักใบก็พอ เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยก็มีตั้งเยอะ เตรียมเงินไว้ แล้วก็บรรจุราชการได้” ผมได้แต่ยิ้ม และพยักหน้า เพราะรู้ว่าเขาไม่ได้กำลังพูดตลก หากกำลังประชดความจริงที่สังคมกำลังมองเห็นร่วมกัน

ในฐานะอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในภาคใต้ ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของครอบครัวธรรมดาในต่างจังหวัด และแน่นอนจำนวนไม่น้อยก็อยากเข้ารับราชการ เพื่อสวัสดิการที่แน่นอน มากกว่าความชอบ (สำหรับบางคน) ผมรู้ดีว่าความหวังของพวกเขามีไม่มากนัก หลายคนเชื่อว่าการศึกษาและการสอบแข่งขัน คือพื้นที่ที่ยังเปิดโอกาสให้ความสามารถเอาชนะต้นทุนทางสังคมได้

เพราะฉะนั้น การโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้จึงไม่ได้ทำลายเพียงกระบวนการสอบครั้งหนึ่ง แต่มันทำลาย “สัญญาทางสังคม” ที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่ง นั่นคือความเชื่อว่าหากตั้งใจเรียน ขยัน และสอบได้ด้วยความสามารถ ทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับโอกาสอย่างเสมอภาค

การสอบบรรจุเข้ารับราชการคือด่านแรกของความชอบธรรมในระบบราชการ แม้เส้นทางหลังจากนั้นจะเต็มไปด้วยการแข่งขัน การเมืองภายในองค์กร เครือข่ายอำนาจ และผู้สนับสนุนที่อาจมีส่วนกำหนดความก้าวหน้า แต่จุดเริ่มต้นอย่างน้อยที่สุดควรเป็นพื้นที่ที่ทุกคนแข่งขันกันด้วยมาตรฐานเดียวกัน

หากแม้แต่ประตูบานแรกยังซื้อได้ สิ่งที่พังลงไม่ใช่แค่ระบบสอบ หากคือความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อความยุติธรรมของรัฐ และเมื่อความศรัทธานั้นพังทลาย การสูญเสียที่แท้จริงไม่ใช่ตำแหน่งราชการไม่กี่ตำแหน่ง แต่คือความหวังของคนรุ่นหนึ่งที่เคยเชื่อว่า ความสามารถยังมีความหมายในประเทศนี้

ตลอดเกือบ 15 ปีของการเป็นอาจารย์ ผมเห็นนักศึกษาจำนวนไม่น้อยเดินเข้ามาในคณะรัฐศาสตร์ด้วยความเชื่อว่า ความรู้สามารถเปลี่ยนสังคมได้ หลายคนอยากเป็นข้าราชการ เพราะเชื่อว่ารัฐควรเป็นเครื่องมือรับใช้ประชาชน ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจเหนือประชาชน

แต่หลายครั้ง เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากพวกเขาได้บรรจุเข้ารับราชการ สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงตำแหน่งหรือเครื่องแบบ หากเป็นวิธีคิด จากคนที่เคยตั้งคำถามกับระบบ กลายเป็นคนที่เรียนรู้จะอยู่กับระบบ จากคนที่เคยอยากเปลี่ยนแปลง กลายเป็นคนที่ค่อยๆ ปรับตัวเพื่อไม่ให้ระบบเปลี่ยนตนเองออกไป จากคนที่เคยเชื่อในอุดมการณ์ กลายเป็นคนที่เชื่อว่า “อยู่เป็น” สำคัญกว่าพูดความจริง

จึงแทบไม่เคยเห็น “กบฏในระบบ” ผู้ลุกขึ้นคัดค้านการทุจริตหรือการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมจากภายในองค์กร เพราะการตั้งคำถามมีต้นทุน ขณะที่การนิ่งเฉยกลับมีรางวัล ทั้งความก้าวหน้า ความมั่นคง และความปลอดภัยในชีวิตราชการ ครั้งนี้ก็เช่นกัน

การโกงสอบท้องถิ่นจึงน่ากลัว ไม่ใช่เพียงเพราะมีคนซื้อข้อสอบหรือขายตำแหน่ง แต่เพียงเท่านั้น หากทว่ามันกำลังบอกกับคนในสังคม ตั้งแต่ก้าวแรกว่าความซื่อสัตย์อาจไม่ใช่คุณสมบัติที่ระบบต้องการ และความสามารถอาจไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญของการรับราชการ

คำถามจึงไม่ใช่ว่าใครโกงข้อสอบ แต่คือเหตุใดการโกงความหวังของประเทศจึงเกิดขึ้นได้อย่างไม่สะทกสะท้าน และเหตุใดผู้ที่ยังยืนหยัด สมัครสอบปกติเชื่อว่า ความรู้ ความสามารถ และความพยายามอ่านหนังสือ ติวสอบ ควรมีคุณค่ามากกว่าการโกง จึงกลับกลายเป็นคนที่ถูกทำให้ดูไร้เดียงสาในสังคมนี้