ภาพเก่า…เล่าตำนาน
ชาวจีนโพ้นทะเล…ส่ง…โพยก๊วน
“ใบไม้ร่วงย่อมคืนสู่ราก” คือ สำนวนที่อธิบาย “สำนึก” ของชาวจีนโพ้นทะเลได้ลึกซึ้งที่สุด แม้ตัวจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า แต่สายเลือด ความผูกพัน และเงินทองที่หามาได้ จะถูกส่งกลับไปหล่อเลี้ยงแผ่นดินแม่เสมอ กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ไม่มีชาติใดเลียนแบบได้
สะท้อนความกตัญญูต่อแผ่นดินบรรพบุรุษ แม้จะไปได้ดีหรือร่ำรวยในต่างแดน แต่ไม่เคยลืมรากเหง้าของตัวเอง เงินทุนจำนวนมหาศาลที่ไหลกลับเข้าจีนช่วงเปิดประเทศ ส่วนใหญ่มาจากชาวจีนโพ้นทะเลเหล่านี้
ชาวจีนโพ้นทะเล (Overseas Chinese) เกิดจากการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากรชาวจีนออกนอกแผ่นดินแม่ เพื่อไปตั้งรกรากในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สาเหตุหลักของการอพยพครั้งใหญ่ในอดีตมักเกิดจาก ภัยสงคราม ความอดอยาก และความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ
ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ชาวจีนนับล้าน “หนีตาย” อพยพออกนอกประเทศ กระจัดกระจายไปอยู่ตามประเทศต่างๆ ในหลายภูมิภาค หากแต่ ส่วนใหญ่ยังคงมีความผูกพันกับแผ่นดินจีนด้วยสายใยของแซ่ตระกูล และมีบทบาทสนับสนุนการปฏิวัติจีน รวมทั้งการฟื้นฟูพัฒนาแผ่นดินแม่ในเวลาต่อๆ มา
ชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นแรกที่เข้ามาในไทยนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน และศาสนาเต๋า ครั้นในเวลาต่อมาศาสนาพุทธนิกายเถรวาทได้กลายเป็นหนึ่งในศาสนาบนความเชื่อคนชนเชื้อสายจีนในไทย
เกิดการหลอมรวมทางวัฒนธรรม ชาวไทยเชื้อสายจีนจะประกอบพิธีกรรมดั้งเดิมแบบความเชื่อของจีนและเถรวาทไทยไปด้วยกัน งานเทศกาลของจีนที่สำคัญอย่าง ตรุษจีน วันไหว้พระจันทร์ หรือวันเช็งเม้ง ก็ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในหลายจังหวัด
วันเวลาผันผ่าน…ชาวไทยเชื้อสายจีนยังไหว้บรรพบุรุษและเทพเจ้าตามประเพณี และเข้าวัดไทย ส่วนเรื่องงานศพ ชาวไทยเชื้อสายจีนยึดถือแบบจีนดั้งเดิม เช่น การทำกงเต๊กและฝังศพน้อยลงเนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง และนิยมการเผาศพแบบไทยมากขึ้น
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุด โดยข้อมูลทางสถิติระบุว่า ประเทศที่มีประชากรจีนโพ้นทะเลอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก ได้แก่ อินโดนีเซีย (ราว 11.2 ล้านคน) รองลงมาคือประเทศไทย (ราว 7 ล้านคน) และมาเลเซีย (ราว 6.9 ล้านคน) ซึ่งส่วนใหญ่ได้หลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นจนกลายเป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆ อย่างกลมกลืน
กระบวนการ “โพยก๊วน” …ยากที่ชนชาติใดจะเสมอเหมือน
“โพยก๊วน” (Pei-Kuan) คือ นวัตกรรมระบบ “Banking (ธนาคาร) ฉบับกระเป๋า” ของคนที่มีแค่เสื่อผืนหมอนใบ ที่ชาวจีนโพ้นทะเลใช้ส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัวที่บ้านเกิด
ในยุคที่ธนาคารยังไม่น่าไว้ใจและการสื่อสารยังช้า ถ้าจะพูดให้เห็นภาพเทียบเคียงปัจจุบัน มันคือ “บริการโอนเงินไว…หัวใจฝากไว้กับความไว้ใจ” ที่ทำงานประสานกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
“ส่งใบสั่ง…ตังค์อยู่นี่” (ต้นทาง) เดินเข้าสำนักงานโพยก๊วน
คนงานจีนในไทย…หอบเงินจากน้ำพักน้ำแรงไปหาเสี่ยร้านโพยก๊วน เขียนจดหมายพ่วงเม็ดเงิน ถามสารทุกข์สุกดิบ และยอดเงินที่ต้องการส่ง
ร้านฝั่งไทยจะรับเงินสดไว้ แล้วออก “โพย” (กระดาษแผ่นเล็กๆ) ที่ระบุจำนวนเงินและรหัสลับ
“สุ่ยเก้อ” คือ ผู้รับหน้าที่เป็น “เมสเซนเจอร์” รวบรวมจดหมายจากพี่น้องชาวจีนมหาศาล นำลงเรือข้ามทะเลไปเมืองจีน
คติในการทำงาน คือ “เงินห้ามหาย ตายแทนได้”
ความน่าเชื่อถือ คือ หัวใจของอาชีพนี้
เมื่อเรือ “เทียบท่า” ที่ซัวเถา หรือเมืองอื่นๆ…“สุ่ยเก้อ” จะนำโพยไปยื่นให้ร้านในเครือข่ายในท้องถิ่นเพื่อเคลียร์เงินสดสำรอง
ร้านฝั่งจีนจะจ่ายเงินสด ออกไปก่อนตามตัวเลขในโพย หักลบกลบหนี้ระหว่างร้านฝั่งไทยกับฝั่งจีน ด้วยการส่งสินค้าสวนทางกัน (เช่น ส่งรังนก ข้าวสาร จากไทยไปขายที่จีนเพื่อบาลานซ์บัญชี)
สุ่ยเก้อ ของร้านฝั่งจีน จะเดินเท้าเข้าหมู่บ้าน นำเงินสดและจดหมายไปยื่นให้ถึงมืออาม่า อากง หรือต้องอ่านให้ฟัง… เนื่องจากคนรับมักอ่านหนังสือไม่ออก พร้อมช่วยเขียนจดหมายตอบ (เรียกว่า “หุยโพย”) เพื่อส่งกลับมาบอกคนทางไทยว่า “ได้รับเงินครบทุกบาททุกสตางค์แล้ว”
ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วย “เครดิตความซื่อสัตย์” ล้วนๆ ชนิดที่ว่าสัญญาลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น เงินไม่เคยหาย
ระบบ “Banking ฉบับกระเป๋า” นี้ ไม่ได้มีแค่ในไทย แต่เป็น “โมเดลธุรกิจระดับสากล” ของชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลกในยุคนั้น โดยขยายตัวไปตามพิกัดที่มีแรงงานจีนอพยพไปตั้งรกราก
แม้จะมีเป้าหมายส่งเงินกลับบ้านเกิดเหมือนกัน แต่ในแต่ละประเทศก็มี “สำนวนและชื่อเรียก” รวมถึงรูปแบบการดำเนินการที่ต่างกันไป
สิงคโปร์และมาเลเซีย (เรียกว่า มินซิน) คือกองบัญชาการใหญ่ของโพยก๊วนในภูมิภาคนี้ มีการตั้ง “ตึกโพย” คล้ายธนาคารสาขาย่อย มีการแข่งขันหั่นราคาค่าธรรมเนียม และมี “สุ่ยเก้อ” เดินเรือสายตรงจากสิงคโปร์-ซัวเถา-ฮ่องกง แข่งกันทำเวลา
ใครไปถึงก่อน จ่ายเงินถึงบ้านได้เร็วที่สุด บริษัทนั้นจะได้รับความนิยมสูงสุด
ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ส่งเงินผ่าน “เครือข่ายร้านของชำ” เงินจะถูกแปลงเป็นสินค้า เช่น ยาสูบ น้ำตาล หรือเครื่องเทศ ส่งลงเรือกลับไปขายที่จีน แล้วเปลี่ยนเป็นเงินสดจ่ายให้ญาติ เพื่อเลี่ยงภาษีของรัฐบาลอาณานิคม
กลุ่ม “จินซาน” (ในอเมริกาเหนือ-ยุคตื่นทอง) ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (เรียกว่า หงซิน)
คนงานจีนที่ไปขุดทองและสร้างทางรถไฟที่ซานฟรานซิสโก (ซึ่งคนจีนเรียกว่า “ภูเขาทอง” หรือกิมซัว) ส่งเงินกลับบ้านดุเดือดมาก แต่เนื่องจากระยะทางไกลเกินกว่าจะใช้ “สุ่ยเก้อ” แล่นเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก พวกเขาจึงพัฒนาเป็น “บริษัทโพยก๊วนข้ามชาติ” ขนตั๋วเงินผ่านเรือเมล์ขนาดใหญ่ และใช้ระบบ “รหัสลับโทรเลข” ข้ามทวีปแทน
กลุ่ม “คิวบาและเปรู” (ในอเมริกาใต้) กลุ่มกุลีจีนโดนกดขี่ ถูกหลอกให้ทำสัญญาจ้างที่เลวร้ายที่สุด กลุ่มนี้ชีวิตรันทด เงินค่าจ้างน้อยและถูกจำกัดอิสรภาพ
ระบบโพยก๊วนของพวกเขาจึงต้องแอบทำแบบ “ใต้ดิน” โดยฝากใบโพยและเงินไปกับกล่องใบชา หรือเย็บซ่อนไว้ในตะเข็บเสื้อผ้าของกะลาสีเรือชาวจีน เพื่อส่งกลับไปให้ครอบครัวที่มณฑลกวางตุ้ง
โลกนี้…มิได้สวยงามตลอดเวลา…เรื่องจริงที่โหดร้าย
อาชีพ “สุ่ยเก้อ” ข้ามมหาสมุทรในยุคนั้น พูดได้คำเดียวว่า “แขวนชีวิตไว้บนเส้นด้าย” เพราะการหอบทรัพย์สินมหาศาล และเอกสารสำคัญ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ย่อมตกเป็นเป้าของมหาโจรทุกเวลานาที
ต้องเจอความเสี่ยงจาก “โจรสลัด” ที่ดักปล้นในน่านน้ำแถวทะเลจีนใต้ บริเวณชายฝั่งมณฑลกวางตุ้ง/ฮกเกี้ยน
ชาวประมงท้องถิ่นหลายกลุ่มผันตัวมาเป็น โจรสลัด
สุ่ยเก้อต้องฉลาดและมักจะ “เดินทางเป็นกลุ่ม” พร้อมติดอาวุธปืน บางครั้งต้องยอม “จ่ายค่าคุ้มครอง” ให้กับมาเฟียเจ้าถิ่นเพื่อให้เรือผ่านทางได้สะดวก ซ่อนใบโพยไว้ใน “ไหผักกาดดอง” ที่โจรไม่อยากแตะ
ที่เลวร้ายที่สุด-ไม่มีทางต่อสู้ คือ ภัยธรรมชาติ “เรือล่มเงินจม…ชีวิตดับ” การเดินทางด้วยเรือสำเภาไม้ในยุคแรกๆ ต้องพึ่งพาลมมรสุม หากเจอพายุไต้ฝุ่นถล่มกลางทะเล โอกาสเรืออับปางมีสูงมาก
การรีดไถกันเองจาก “เจ้าหน้าที่ศุลกากรของรัฐบาลอาณานิคม (จนท.อังกฤษในสิงคโปร์/ฮ่องกง หรือดัตช์ในอินโดนีเซีย) ที่มองว่าระบบโพยก๊วน คือ การเลี่ยงภาษีและทำลายระบบธนาคาร
สุ่ยเก้อต้องเผชิญกับการตรวจค้นอย่างเข้มงวดที่ท่าเรือ จึงต้องใช้ “ค่าน้ำร้อนน้ำชา”
“คนกันเอง” หรือผู้ช่วยหักหลัง ขโมยเงินหนี ก็เกิดขึ้นบ้าง
สมาคมโพยก๊วนจึงต้องคัดเลือกสุ่ยเก้อจาก “คนในตระกูลเดียวกัน” หรือคนในหมู่บ้านเดียวกันเท่านั้น เพราะในสังคมจีนโบราณ หากใครโกงเงินโพยก๊วน ตระกูลของผู้โกงจะถูกตราหน้าและขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ถือเป็นตราบาปชั่วลูกชั่วหลาน ที่แรงกว่ากฎหมาย ด้วยความเสี่ยงระดับห้าดาวขนาดนี้ อาชีพสุ่ยเก้อจึงได้ “ค่าความเสี่ยง” (ค่านายหน้า) ที่สูงมาก แต่ก็แลกมาด้วยความเครียดและชีวิตที่พร้อมจะดับสูญได้ทุกนาที
รัฐบาลไทยในอดีต ใช้มาตรการ “จากประนีประนอม สู่การจัดระเบียบ และกวาดล้าง” เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าระบบธนาคารหลวง เนื่องจากในอดีต เงินภาษีและรายได้ของประเทศรั่วไหลออกไปต่างแดน (โดยเฉพาะประเทศจีน) ผ่านช่องทางใต้ดินนี้ปีละมหาศาล
ตั้งแบงก์สยามกัมมาจล (ธนาคารไทยพาณิชย์) เพราะรัฐบาลตระหนักว่าคนจีน “ไม่ใช้” ธนาคารฝรั่ง จึงสนับสนุนการตั้งธนาคารในประเทศและดึงพ่อค้าจีนมาร่วมหุ้นเพื่อสร้างความมั่นใจ
รัฐบาลยอมให้มีร้านโพยก๊วนกฎหมาย (จดทะเบียนเป็นร้านค้าทั่วไป) เพื่อควบคุมและเก็บภาษีทางอ้อม เพราะรู้ว่าถ้าหักดิบ ห้ามส่งเงิน แรงงานจีนอาจประท้วงหยุดงานจนเศรษฐกิจหยุดชะงัก
ยุคหลังการปฏิวัติ 2475 รัฐบาลไทยออก พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา พ.ศ.2485 กำหนดให้การส่งเงินออกนอกประเทศต้องทำผ่านธนาคารหรือตัวแทนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
ราว พ.ศ.2488 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มคนจีนในเยาวราชก่อเหตุจลาจล เรียกร้องให้ “กองทัพจีน” เข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่แพ้สงครามในไทย (ชาวจีนเกลียดญี่ปุ่นที่ไปบุกแผ่นดินจีน สังหารชาวจีนนับล้านคน) มีคนไทยเสียชีวิตจำนวนหนึ่งจากเหตุการณ์
3 มิถุนายน พ.ศ.2489 ในหลวง ร.8 พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชา (ในหลวง ร.9) เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรชาวจีนในย่านเยาวราชและสำเพ็ง การเสด็จฯในครั้งนั้นถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญที่ช่วยสลายความขัดแย้งและสร้างความสมานฉันท์ระหว่างชาวไทยและชาวจีน
กระบวนการโพยก๊วน…มุดลงใต้ดิน
รัฐบาลยุคจอมพล ป. และจอมพลสฤษดิ์ มองว่าเงินโพยก๊วนใต้ดินไม่ได้แค่หนีภาษี แต่ถูกส่งไปสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงในยุคสงครามเย็น จับกุมและปิดร้าน
ตำรวจสันติบาลเข้าตรวจค้นและสั่งปิด “ตึกโพย” ย่านเยาวราชครั้งใหญ่หลายระลอก จับกุมเจ้าของร้านและยึดสมุดบัญชีลับ
นี่คืออดีตที่ต้องยอมรับว่า “ชาวจีนรักญาติพี่น้อง รักแผ่นดินแม่ รักพวกพ้องเข้มข้น…ดุดัน” ยาก…ที่ชนชาติอื่นจะเสมอเหมือน
“เสื่อผืนหมอนใบสร้างตัวในไทย แต่หัวใจไม่เคยลืมคุณแผ่นดินแม่” มีสติปัญญา กล้าคิด กล้าลงมือทำ มาจนถึงทุกวันนี้
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก


