หน้าแรก บทความ ดาต้าเซ็นเตอร...

ดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุงเทพฯ : ยักษ์กินไฟที่ไม่ต้องผ่านอีไอเอ

28.07.26 | 12:22 น.
ดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุงเทพฯ : ยักษ์กินไฟที่ไม่ต้องผ่านอีไอเอ

พวกร่วมสมัยยุคนี้เวลาเขาพูดถึงความเจริญทางเทคโนโลยี เขาชอบอ้างคำว่า “คลาวด์” (Cloud) ฟังแล้วก็น่าเลื่อมใส เพราะคำนี้แปลว่า “เมฆ” บนท้องฟ้า ฟังดูเบาเหมือนปุยสำลี ไร้น้ำหนัก ไม่กินไฟไม่ใช้น้ำ และไม่รบกวนบ้านใกล้เรือนเคียง เวลาเราถ่ายรูปหลานรัก หรือเก็บเอกสารไว้บนคลาวด์ เราก็นึกไปว่าของพวกนี้มันลอยละล่องอยู่ในอากาศจริงๆ แต่แท้ที่จริงแล้ว คลาวด์ไม่ได้ลอยอยู่บนฟ้าที่ไหนหรอกครับ มันนั่งแอ้งแม้งอยู่ในตึกคอนกรีตมหึมาที่เรียกว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์” ข้างในตึกนั้นไม่มีอะไรมาก นอกจากคอมพิวเตอร์นับหมื่นเครื่อง เดินสายไฟยุ่บยั่บ มีหม้อแปลง เครื่องปรับอากาศ พัดลมระบายความร้อน แบตเตอรี่ ถังน้ำมัน และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเท่าบ้านรวมกันอยู่พร้อมหน้า หากจะพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด ดาต้าเซ็นเตอร์ก็คือ “โรงไฟฟ้ากลับหัว” นั่นเอง โรงไฟฟ้าทั่วไปมีหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าส่งให้คนใช้ แต่ดาต้าเซ็นเตอร์มีหน้าที่อย่างเดียวคือ “กินไฟ” และกินตลอด ยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันนักขัตฤกษ์ เพราะถ้าไฟดับขึ้นมาทีเดียว ข้อมูลการเงิน การธนาคาร และการสื่อสารของคนทั้งเมืองเป็นอันต้องพินาศลงในพริบตา

เรื่องที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ ดาต้าเซ็นเตอร์ยักษ์ใหญ่ที่กินไฟระดับหลายสิบหรือหลายร้อยเมกะวัตต์ กลับสร้างขึ้นมาได้โดยไม่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือที่เราเรียกกันว่า อีไอเอ (EIA) แม้แต่หน้าเดียว เรื่องนี้มิใช่ว่าเจ้าของโครงการเขาเสนอรายงานมาแล้วถูกคณะกรรมการตีตกหรอกครับ แต่เขาไม่ต้องเดินเข้าประตูอีไอเอมาตั้งแต่ต้น เพราะกฎหมายไทยเราใช้ระบบระบุชื่อกิจการ หากไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีท้ายกฎหมาย และไม่เข้าเงื่อนไขพิเศษอื่น ต่อให้ตึกนั้นจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเพียงใด ก็ถือว่าผ่านสะดวก ความพิสดารของกฎหมายบ้านเรามันอยู่ตรงนี้แหละครับ โรงแรมตั้งตัวขึ้นมามีห้องพักแปดสิบห้อง กฎหมายบอกว่าต้องทำอีไอเอ อาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมมีแปดสิบห้องก็ต้องทำ เพราะเป็นห่วงสิ่งแวดล้อม แต่ตึกดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีคอมพิวเตอร์ทำงานงกๆ นับหมื่นเครื่องมีเครื่องยนต์ดีเซลสำรอง มีถังน้ำมันระเบิดได้ และกินไฟกินน้ำของเมืองมหาศาล กฎหมายกลับไม่มีชื่อระบุไว้ ดูไปก็คล้ายกับตำรวจจราจรที่คอยตั้งด่านจับจักรยานปั่นที่ไม่มีไฟท้าย แต่ปล่อยให้รถบรรทุกสิบล้อวิ่งผ่านไปเฉยๆ เพียงเพราะในสมุดคู่มือตำรวจยังไม่ได้พิมพ์คำว่า “รถบรรทุก” เอาไว้เท่านั้นเอง

เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะมองข้ามกันไปได้ เพราะเวลานี้รัฐบาลท่านกำลังต้อนรับขับสู้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเอิกเกริก เงินลงทุนแต่ละแห่งเป็นหมื่นล้านแสนล้าน ใช้ไฟฟ้าระดับร้อยเมกะวัตต์ นั่นแสดงว่ามันไม่ใช่ห้องเก็บคอมพิวเตอร์หลังสำนักงานอีกต่อไป หากแต่เป็นอุตสาหกรรมหนักเต็มตัว แน่นอนว่าการลงทุนเหล่านี้มีประโยชน์ ประเทศเราต้องการปัญญาประดิษฐ์ ต้องการความมั่นคงทางข้อมูล และต้องการเงินจากต่างชาติ แต่การยอมรับว่าสิ่งใดมีประโยชน์ มิได้หมายความว่าเราจะถามถึงต้นทุนของมันไม่ได้ บ้านเมืองที่ปกครองกันอย่างมีสติปัญญา ไม่ควรบังคับให้ราษฎรต้องเลือกระหว่างเอาความเจริญกับเอาสิ่งแวดล้อม เพราะหน้าที่ของรัฐบาลคือทำให้ความเจริญนั้นไม่ไปเบียดเบียนชีวิตผู้คนจนเกินสมควร มิใช่ปล่อยให้คนลงทุนเก็บกำไร แล้วทิ้งความเดือดร้อนไว้ให้ชาวบ้านอดทนเอาเอง

ปัญหาสำคัญประการแรกคือ เรื่องไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องกินไฟมหาศาลและตลอดเวลา ที่สำคัญคือมันไม่ได้กระจายไปตั้งตามป่าตามเขา หากแต่มักมากระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล เพราะมีสายใยแก้วนำแสงพร้อม คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศเรามีโรงไฟฟ้าพอหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าสายส่งและสถานีไฟฟ้าย่อยในพื้นที่นั้นรองรับไหวหรือไม่ ใครจะเป็นผู้ออกเงินสร้างเพิ่ม และเมื่อไฟไม่พอ ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จะได้รับสิทธิพิเศษจนเหนือกว่าประชาชนคนธรรมดาหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลขนาดมหึมาไว้สำรองยามไฟดับ ถึงจะเรียกว่าเครื่องสำรอง แต่ก็ต้องสตาร์ตเครื่องทดลองเดินเครื่องอยู่เรื่อยๆ พอกระพือเครื่องขึ้นทีไร เสียงก็ดัง ควันก็ออก ก๊าซพิษและฝุ่นละอองก็ลอยฟุ้ง กรุงเทพฯทุกวันนี้ลำพังฝุ่น PM2.5 ก็จะกระอักตายกันอยู่แล้ว การเอาเครื่องยนต์ดีเซลยักษ์มาตั้งใกล้ชุมชนแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ใช้เฉพาะยามฉุกเฉิน จึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อมาคือ เรื่องการสูบน้ำระบายความร้อน เครื่องคอมพิวเตอร์นับหมื่นเครื่องสะสมความร้อนไว้สูงมหึมา ดาต้าเซ็นเตอร์จึงต้องใช้น้ำจำนวนมหาศาลในการระบายความร้อน แม้กรุงเทพฯจะไม่ได้ตั้งอยู่กลางทะเลทรายซาฮารา แต่เราก็เคยเจอภัยแล้ง น้ำประปาเค็ม และน้ำดิบไม่พอมาแล้ว การเปิดประตูให้ยักษ์กินน้ำเข้ามา โดยไม่เปิดเผยให้ชัดเจนว่าจะใช้น้ำวันละกี่แสนลิตร เอามาจากไหน และจะถ่ายน้ำเสียออกอย่างไร ก็เท่ากับบังคับให้ประชาชนเซ็นชื่อในสัญญาตกลง โดยเว้นช่องตัวเลขความเสียหายไว้ให้เขาเติมตามใจชอบ แม้บอร์ดส่งเสริมการลงทุนจะบอกว่าสั่งให้ผู้ขอรับการส่งเสริมเสนอแผนจัดการน้ำแล้วก็ตาม แต่แผนที่ยื่นเสนอหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน มันจะไปเหมือนรายงานอีไอเอได้อย่างไร เพราะหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนมีหน้าที่ส่งเสริมให้เขามาลงทุน มิใช่มีหน้าที่คอยจับผิดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

Advertisement

กระบวนการอีไอเอมิใช่เรื่องของการจ้างบริษัทที่ปรึกษามาเขียนกระดาษหนาๆ วางไว้บนโต๊ะเพื่อให้ผ่านไปที หากแต่มีไว้เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อม ประเมินผลกระทบทางตรง ทางอ้อม และผลกระทบสะสม รวมทั้งเปิดโอกาสให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ตั้งคำถามอย่างเป็นทางการ คนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ข้างดาต้าเซ็นเตอร์เขาไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีหรอกครับ เขาเพียงแต่อยากรู้ว่าเสียงพัดลมระบายความร้อนมันจะดังจนนอนไม่หลับไหม? เครื่องดีเซลจะลองเครื่องกี่โมง? ถังน้ำมันยักษ์มีระบบป้องกันไฟไหม้อย่างไร? สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือผลกระทบสะสม หากในเขตหนึ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์แห่งเดียว สิ่งแวดล้อมอาจจะพอรับไหว แต่ถ้ามีมาตั้งติดๆ กัน 5 แห่งทุกแห่งสูบน้ำ กินไฟ พ่นลมร้อน และเดินเครื่องดีเซลพร้อมกัน ผลรวมมันย่อมเกินกว่าที่พื้นที่นั้นจะรับได้ แม้แต่ละบริษัทจะอ้างว่าตนเองทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการก็ตาม นี่คือข้อบกพร่องของกฎหมายไทยที่มองเห็นตึกทีละหลัง แต่กลับมองไม่เห็นเมืองทั้งเมือง

ผู้สนับสนุนอาจจะเถียงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจการสะอาด ไม่มีปล่องควัน ไม่มีสายการผลิต ข้อนี้ถูกเพียงครึ่งเดียวครับ เพราะแม้จะไม่ได้ผลิตเหล็กกล้า แต่เขาผลิต “การคำนวณ” ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรจริง ไฟฟ้าที่ใช้เป็นของจริง น้ำที่สูบไปเป็นของจริง ความร้อนที่ระบายออกมาเป็นของจริง และควันจากเครื่องดีเซลก็เป็นของจริง ข้อมูลในอากาศอาจจะไม่มีน้ำหนัก แต่เครื่องจักรที่แบกข้อมูลเหล่านั้นหนักหนาและสร้างภาระแก่เมืองอย่างแน่นอน การกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ต้องผ่านการประเมินอีไอเอ จึงมิใช่การขัดขวางความเจริญหรือไล่นักลงทุน หากแต่เป็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันโลก เราไม่ควรเอาบัญชีกิจการที่คิดขึ้นในยุคโรงงานปล่องควัน มาตัดสินอุตสาหกรรมในยุคปัญญาประดิษฐ์ เพราะอุตสาหกรรมสมัยใหม่บางชนิดไม่มีควันให้เห็นด้วยตาเปล่า แต่ผลาญทรัพยากรยิ่งกว่าโรงงานเหล็กเสียอีก

สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการโดยพลัน คือเร่งบรรจุ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ไว้ในบัญชีกิจการที่ต้องทำอีไอเอ โดยวัดจากภาระงานไอที ปริมาณการใช้ไฟฟ้า ปริมาณน้ำและขนาดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มิใช่มองแค่ขนาดพื้นที่อาคาร พร้อมทั้งอุดช่องโหว่การเลี่ยงกฎหมาย ป้องกันไม่ให้มีการซอยโครงการแบ่งเป็นหลายบริษัทหรือหลายระยะเพื่อหลบเลี่ยงเกณฑ์ และประเมินผลกระทบสะสมเป็นรายพื้นที่ พิจารณาภาพรวมของทั้งเขตหรือทั้งเมือง ไม่ใช่ดูทีละตึก ตลอดจนบังคับเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ ทั้งเรื่องการใช้ไฟ ใช้น้ำ เสียง มลพิษ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในเมื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับข้อมูล ก็ควรเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมของตนเองเสียก่อน ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ออกแบบมาดี ใช้น้ำรีไซเคิล ใช้พลังงานหมุนเวียน มีระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ ย่อมได้รับการยกย่องและผ่านอีไอเอได้โดยงาม นี่คือประโยชน์ของอีไอเอ เพราะมันช่วยแยกแยะโครงการที่ดีออกจากโครงการที่ไร้ความรับผิดชอบ

ประเทศไทยเราต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ครับ แต่เราไม่ต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไร้ข้อมูลทางสิ่งแวดล้อม เรายินดีต้อนรับเงินลงทุน แต่การเร่งรัดอนุมัติจนกฎหมายตามไม่ทัน มิใช่ความสำเร็จ หากเป็นการสร้างหนี้สินทางสิ่งแวดล้อมยกให้เป็นภาระของลูกหลานในอนาคต ก่อนจะสร้างตึกเพื่อเก็บข้อมูลของคนทั้งประเทศ อย่างน้อยที่สุดเราควรมีข้อมูลเสียก่อนว่า อาคารนั้นจะกินไฟเท่าไร ใช้น้ำเท่าไร ปล่อยมลพิษเท่าไร และคนที่อยู่ข้างเคียงจะเดือดร้อนเพียงใด

การกำหนดให้อุตสาหกรรมใหม่ต้องทำอีไอเอ ไม่ใช่เพราะเรากลัวอนาคตหรอกครับ แต่เพราะการเดินเข้าสู่อนาคตโดยไม่ลืมตาดูทางนั้น ไม่ว่าจะเรียกว่าความเจริญหรืออะไรก็ตาม ในที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการเดินชนกำแพงอย่างจัง… เท่านั้นเอง!