คิดดีแล้วหรือที่ให้ข้าราชการอายุ 40 ปี สมัครใจออกจากราชการโดยมีสิ่งจูงใจ
ว่าจะไม่เขียนถึงข่าวที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่รีไทร์ โดยตั้งเป้าให้มีผลทันทีภายในปีงบประมาณ 2570 แล้วละครับ
แต่ด้วยความเป็นห่วงว่าระบบราชการจะย่ำแย่ในอนาคต จึงต้องขอแสดงความคิดเห็นด้วย
สำหรับเหตุผลของโครงการนี้เป็นเรื่องดีครับ เพราะดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เรื่องแนวคิดลดจำนวนข้าราชการลงผ่านระบบสมัครใจ
เพราะปัจจุบันมีตัวเลขรายจ่ายประจำที่สูงขึ้นมาก ส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณใช้จ่ายในการลงทุนและช่วยเหลือประชาชนน้อยลง
โดยโครงการดังกล่าวจะทำควบคู่กับการปรับลดอัตราตำแหน่งในระบบราชการให้เหลือเท่าที่จำเป็นด้วย
ทั้งนี้ ให้ ก.พ.ศึกษาแนวทางใหม่รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่อายุน้อยกว่านั้น มีการกล่าวถึงอายุ 40 ปี เป็นหนึ่งในแนวคิดด้วย
แล้วผู้เขียนเป็นห่วงเรื่องอะไร เพราะโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) ของข้าราชการที่รัฐบาลเคยจัดทำอย่างเป็นระบบ มีมาแล้วถึง 2 ครั้ง
ครั้งแรกในปีงบประมาณ พ.ศ.2543 และครั้งที่สองในปีงบประมาณ พ.ศ.2547
ที่เป็นห่วงก็เรื่องแนวคิดสุดท้ายนั่นแหละครับ ที่ให้ข้าราชการที่มีอายุ 40 ปี เข้าร่วมโครงการด้วย ในขณะที่ 2 โครงการที่ผ่านมาต้องมีอายุครบ 50 ปี และมีเวลาราชการไม่น้อยกว่า 25 ปี เพราะสามารถใช้สิทธิรับบำนาญได้
แต่หากกำหนด 40 ปี ก็ไม่มีข้าราชการที่จบปริญญาตรีผู้ใดจะมีเวลาราชการถึง 25 ปี หรอกครับ
อย่างไรก็ตาม อายุราชการไม่น้อยกว่า 25 ปี นี้เรื่องเล็ก เพราะสามารถเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญได้ 3 วาระรวด จาก 25 ปี เหลือ 15 ปีได้
ที่ใหญ่และสำคัญกว่านั้นคือความสำคัญของผู้ที่มีอายุ 40 ปี
เพราะผู้มีอายุประมาณ 40 ปี ถือเป็นกำลังหลักขององค์กร ไม่ว่าเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน เพราะอยู่ในช่วงที่มีทั้งประสบการณ์ ความรู้ และศักยภาพในการทำงานอย่างเต็มที่
ขอเน้นความสำคัญของบุคคลวัยนี้ ได้หลายประการ
ประการแรก เป็นผู้มีประสบการณ์มาก การผ่านการทำงานมาราว 15 ปี ย่อมเข้าใจระบบ ระเบียบ และวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริง
ประการที่สอง เป็นผู้มีศักยภาพในการทำงานสูง เพราะมีสุขภาพและกำลังในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และปรับตัวได้ดีและเร็วด้วย
ประการที่สาม เป็นกำลังสำคัญของผู้บริหาร หลายคนอยู่ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่ม หัวหน้าฝ่าย และเป็นผู้รับผิดชอบงานหลักและตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ
ประการที่สี่ เป็นผู้บริหารในอนาคต อีกไม่นานบุคคลกลุ่มนี้จะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง ซึ่งหากสูญเสียบุคคลในวัยนี้ ราชการอาจขาดผู้สืบทอดตำแหน่ง
การให้ข้าราชการวัย 40 ปี ออกไปโดยสมัครใจก็เหมือนติดปีกให้กับคนดีคนเก่งออกจากราชการ ส่วนที่เหลือ ขออภัย อาจมีบ้างที่รักราชการและพอมีฐานะ แต่ส่วนใหญ่อาจเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถที่จะออกไปหางานใหม่ที่อื่นทำได้
หากแก้ไขพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญได้ บำนาญที่ได้รับของผู้มีอายุที่มีอายุราชการน้อยแค่นี้และไม่เก่งพอที่จะหางานใหม่ได้ บำนาญคงไม่พอยาไส้หรอกครับ
แล้วทำไมไม่เน้นเรื่องที่รัฐบาลมีแนวคิดเรื่องการใช้ไอทีหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยละครับ
ดูตัวอย่างประเทศเอสโตเนีย (Estonia) ประเทศขนาดเล็กในภูมิภาคยุโรปเหนือที่มีประชากรเพียงประมาณ 1.3 ล้านคน แต่สามารถสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยการสถาปนาระบบ “e-Estonia” จนกลายเป็นรัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบที่ประชากรสามารถเข้าถึงบริการของรัฐผ่านระบบออนไลน์ได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์
ใช่ไอทีแบบเอสโตเนียเป็นเรื่องดีที่สุด แต่จะลดข้าราชการและลดจำนวนตำแหน่งลงรวดเร็วในทันทีได้อย่างไร
ผู้เขียนไม่ได้เก่งกาจในเรื่องนี้หรอกครับ แต่หากรัฐบาลและส่วนราชการต่างๆ จะเอาจริงเอาจัง ในเรื่องต่อไปนี้ และเน้นเรื่องการใช้เทคโนโลยีแทน ก็อาจลดทั้งจำนวนและตำแหน่งได้ไม่ยาก
ประการแรก ตำแหน่งที่ข้าราชการหรือพนักงานราชการพ้นจากราชการไม่ว่ากรณีใดให้ยุบเลิกทันที เว้นแต่บางตำแหน่งที่จำเป็นเป็นอย่างยิ่ง เช่น แพทย์ เป็นต้น
ประการที่สอง งานใดที่ได้กำหนดไว้แล้วว่าต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามที่ส่วนราชการกำหนดไว้ หากทำไม่ได้ก็อาจให้ออกฐานหย่อนสมรรถภาพได้
ประการที่สาม ข้าราชการที่มีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ให้รีบเร่งสอบสวนอย่างรีบด่วน หากเป็นจริงแต่ไม่ถึงกับให้ออกหรือไล่ออก ก็อาจให้ออกฐานมีมลทินมัวหมองได้
ประการที่สี่ ข้าราชการที่ไม่มีน้ำใจในการให้บริการประชาชน เช่น เก็บกักเรื่องหรือดึงเรื่องให้ข้า พูดจากระโชกโฮกฮาก และข่มขู่ประชาชน หากมีหลักฐานชัดแจ้ง ก็อาจให้ออกจากราชการเพราะบกพร่องต่อหน้าที่หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือหย่อนความสามารถได้
ประการที่ห้า โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หากกำหนดคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้เหมือนในครั้งแรกและครั้งที่สอง โดยเป็นผู้มีอายุครบ 50 ปี ก็ดำเนินการได้โดยไม่น่ามีปัญหา แต่ประการใด
การกระทำใดๆ หากทำปุ๊บแล้วเห็นผลปั๊บ คงทำไม่ได้จริงหรอกครับ เว้นแต่อาจทำให้ลดลงได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ หากตั้งใจและดำเนินการทุกอย่างอย่างจริงจัง ย่อมเห็นผลในไม่ช้าครับ

