ข่าวทุจริตโกงข้อสอบเข้ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนับว่าเป็นข่าวใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ เพราะมีผู้ทุจริตจำนวนมากทั้งผู้ที่เข้าสอบแข่งขันและเจ้าหน้าที่ราชการที่สร้างระบบทุจริตรับสินบนแบบครบวงจรให้กับผู้ที่ต้องการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่ง เรื่องนี้ไม่น่าจะเพิ่งเกิดขึ้นเพียงแค่ปีนี้ ปัญหาไอ้โม่งกับกองทุนน้ำมัน และเรื่องอื่นๆ ที่ยังคาราคาซังอยู่ เช่น ปัญหาของผู้บริหารสูงของกรมตำรวจ คดีฮั้วตำแหน่ง ส.ว. ก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าในช่วงไม่กี่อาทิตย์มานี้ เรามักจะได้ข่าวคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยและตัวนายกรัฐมนตรีอยู่ในช่วงขาลง คำถามสำคัญก็คือว่าทำไมแทบทุกปัญหาจึงไม่มีบทสรุปว่าความจริงคืออะไร และถ้าผิดจริงมีการลงโทษให้เห็นเป็นประจักษ์ชัด
นอกจากนี้ รัฐบาลดูเหมือนว่ายังไม่มีกลยุทธ์ที่จะมาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าทั้งในด้านเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ มีแต่โครงการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยม นวัตกรรมใหม่ที่น่าผิดหวังคือการตั้งกระทรวงใหม่คือกระทรวงการกีฬา การเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานก็ดูเหมือนเป็นการไปซื้อแผงโซลาร์จากจีนมาเป็นส่วนใหญ่ ถึงกับมีสื่อบางรายตั้งคำถามว่าประเทศไทยถือว่าเป็นรัฐล้มเหลวแล้วใช่หรือไม่
หากดูตัวชี้วัดระดับสากลจะพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับนานาประเทศแล้ว ประเทศไทยนั้นยังไม่ถือว่าเป็นรัฐล้มเหลว ในด้านประสิทธิผลของรัฐเราอยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 58.5 ของตัวชี้วัดประสิทธิผลของรัฐใน Worldwide Governance Indicators หมายความว่ารัฐและระบบราชการยังสามารถให้บริการสาธารณะได้อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างดี ตัวชี้วัดความเปราะบางของประเทศ (Fragile States Index) ของไทยก็ลดลงเหมือนกันระหว่างช่วงปี 2566-2567 และอยู่ในระดับเปราะบางระดับกลาง แต่ปัญหาใหญ่ของไทยจะไปอยู่ที่ด้านหลักนิติธรรม (World Justice Project- Rule of Law Index) เราอยู่ในอันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศทั่วโลกในปี 2025 คืออยู่ในระดับกลางค่อนไปทางล่างที่มีความอ่อนแอด้านการจำกัดอำนาจรัฐและการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนในด้านการกำกับคอร์รัปชั่น (Transparency International Corruption Perception Index) อยู่ในลำดับที่ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก (ปี 2568) และคะแนนของเรามีแนวโน้มต่ำลงไปเรื่อยๆ และต่ำกว่าประเทศลาวแล้ว เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนใหญ่ของไทยซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถผ่านเกณฑ์การเข้าเป็นสมาชิกของ OECD เรากลายเป็นรัฐที่สถาบันหลักไม่สามารถหรือสูญเสียความสามารถในการแก้ไขและปรับโครงสร้างตนเอง
ในหน้าที่หลัก 3 ประการของรัฐ ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมาย การแต่งตั้งบุคลากรด้วยระบบคุณธรรม การทำให้ประชาชนเชื่อว่ากฎหมายใช้กับทุกคนเหมือนกัน ทั้ง 3 เรื่องนี้ หากรัฐบาลอ่อนแอก็เหมือนกับมนุษย์ที่ไม่มีภูมิต้านทาน โรคร้ายต่างๆ ก็ค่อยๆ รุมเร้าไปเรื่อยๆ ความเจ็บป่วยก็เริ่มมากขึ้นจนหมดสภาพไปในที่สุด
แม้ว่าประเทศไทยยังไม่จัดเข้าขั้นรัฐล้มเหลว แต่ก็แสดงอาการของความเป็นรัฐถดถอยในด้านความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน แม้ว่าจะไม่มีการล่มสลายแบบฉับพลันทันที แต่ขีดความสามารถของรัฐก็เริ่มเสื่อมลงช้าๆ จนอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาใหญ่อื่นๆ ที่จะตามมา เช่น สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก เศรษฐกิจโลกผกผันด้วยเทคโนโลยี ฯลฯ ความอ่อนแอลงของรัฐไทยจะถูกซ้ำเติมด้วยการรับผู้ทุจริตข้อสอบเข้ารับราชการ ถ้าปล่อยไว้ก็เปรียบเสมือนการซ่อนสนิมในเนื้อใน เพราะคนเหล่านี้ย่อมเป็นวัวสันหลังหวะ มีชนักติดหลัง สามารถถูกบีบบังคับและชักจูงให้ทำการทุจริตต่อเนื่องเพื่อรักษาความลับและผลประโยชน์ส่วนตน ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ราชการทั้งระบบเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ
ตัวอย่างที่ควรเป็นบทเรียนสำหรับประเทศไทยคือศรีลังกา ซึ่งก่อนเกิดวิกฤตมิใช่ประเทศยากจนหรือรัฐที่ปราศจากระบบราชการ หากเป็นประเทศรายได้ปานกลางที่มีระบบการศึกษาและบริการสาธารณะค่อนข้างดีพอใช้ แต่มีหนี้สาธารณะสะสมมานาน ในการเลือกตั้งปี 2019 รัฐบาลของ Rajapaksa หาเสียงว่าจะลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษีให้ประชาชนและภาคธุรกิจ นโยบายนี้ได้รับความนิยมมากเพราะก่อนหน้านั้นประชาชนรู้สึกว่าเศรษฐกิจซบเซา เมื่อชนะเลือกตั้ง รัฐบาลลดภาษีครั้งใหญ่ ผลคือรายได้รัฐบาลหายไปมากกว่าร้อยละ 2 ของ GDP ภายในเวลาอันสั้น ซึ่งนับว่าสูงมากสำหรับประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ผลตอบแทนต่ำคือโครงการท่าเรือที่การศึกษาความเป็นไปได้ระบุว่ามีค่าตอบแทนต่ำ แต่ผู้นำก็ยังกัดฟันเดินหน้าเพราะเป็นการก่อสร้างในบ้านเกิดของตน หลังจากนั้น
โควิด-19 ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวและเงินตราต่างประเทศหดตัว เงินสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว และการประกาศนโยบายโดยไม่มีการเตรียมการล่วงหน้าให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และห้ามใช้ปุ๋ยเคมีอย่างฉับพลันทำให้ผลผลิตเกษตรตกต่ำและต้องนำเข้าอาหารมากขึ้น ความอ่อนแอเชิงสถาบันและความผิดพลาดเชิงนโยบายสะสมทำให้รัฐค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการแก้ไขตนเองจนไม่มีภูมิต้านทานเพียงพอ
ในที่สุดศรีลังกาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศจนไม่สามารถนำเข้าน้ำมัน ยา และสินค้าจำเป็นได้ ต้องเผชิญไฟฟ้าดับและการขาดแคลนอาหาร ก่อนจะผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศในปี 2565 และเกิดการประท้วงครั้งใหญ่จนผู้นำประเทศต้องหลบหนีออกนอกประเทศ บทเรียนของศรีลังกาจึงมิใช่ว่า “รัฐล้มเหลวเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน” แต่เป็นรัฐที่ขาดหรือไม่ยอมรับกลไกที่สามารถทักท้วงนโยบายที่ผิด ผู้มีอำนาจไม่ยอมรับความผิดพลาด และระบบรัฐไม่มีความสามารถในการแก้ไขตนเอง จนกระทั่งวันหนึ่งปัญหาหลายด้านประดังเข้ามาพร้อมกันและรัฐไม่มีพลังเหลือพอที่จะรับมือ
บังกลาเทศเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของรัฐที่สมรรถนะเริ่มถดถอยจากปัญหาธรรมาภิบาลมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจโดยตรง จุดชนวนสำคัญเกิดจากระบบโควต้าการรับราชการ ซึ่งสงวนตำแหน่งจำนวนมากให้แก่ลูกหลานนักรบที่ปลดปล่อยประเทศ แม้ผู้สมัครจำนวนมากจะมีผลสอบดีกว่าก็ตาม คนรุ่นใหม่จึงเห็นว่ารัฐละทิ้งหลักคุณธรรมและความเสมอภาคในการเข้ารับราชการ ความไม่พอใจที่สะสมมานานปะทุขึ้นเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2567 จนกลายเป็นวิกฤตการเมืองระดับชาติ เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าเมื่อประชาชนหมดศรัทธาต่อความเป็นธรรมของระบบราชการ ความชอบธรรมของรัฐก็จะค่อยๆ ถูกบั่นทอน แม้ระบบเศรษฐกิจหรือสถาบันอื่นจะยังดำเนินต่อไปได้ก็ตาม
ประเทศไทยยังห่างไกลจากสถานการณ์ของศรีลังกาและบังกลาเทศ แต่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบแข่งขัน การซื้อขายตำแหน่งหรือการใช้อิทธิพลในการบรรจุแต่งตั้งล้วนเป็นสัญญาณเตือนในทิศทางเดียวกัน คือการกัดกร่อนหลักคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของภาครัฐ หากปล่อยให้ความเชื่อมั่นของประชาชนเสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง สมรรถนะและความชอบธรรมของรัฐก็จะอ่อนแอลงตามไปด้วย
ถ้าคนผิดไม่ถูกลงโทษ คนดีไม่มั่นใจ และขาดกำลังใจทำงาน คนเก่งย้ายออก ต้นทุนบริหารประเทศทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองจะสูง การลงทุนจะชะลอลง รายได้ก็จะตกต่ำเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รัฐไทยก็อาจจะกลายเป็นรัฐล้มเหลวในที่สุด!!
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

