หน้าแรก บทความ ขุดคลอง&#8230...

ขุดคลอง….ด้วยสองมือ… เป็นเลิศด้วยสติปัญญา

2.08.26 | 12:00 น.

ขุดคลอง….ด้วยสองมือ…เป็นเลิศด้วยสติปัญญา

ใช้เทคนิค “สับ-เซาะ-แงะ” เพื่อการขุดดินเหนียว เนื่องจากดินในที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นดินเหนียว
ปนเลน (Marine Clay) ที่มีความหนืดสูง หากขุดไม่ถูกวิธี ดินจะดูดใบจอบจนดึงไม่ขึ้น ช่างขุดโบราณจึงใช้เทคนิค 3 จังหวะ…ใช้แรงงานล้วนๆ

วิธีการแก้ “มือพองและแผลติดเชื้อ” แรงงานมักใช้ผ้าชุบน้ำมันยาง หรือชันยาเรือพันรอบมือเพื่อลดการเสียดสีของด้ามจอบ

ไข้จับสั่น (มาลาเรีย) ล้างผลาญชีวิตของแรงงานที่ขุดคลองมิใช่น้อย พื้นที่ขุดคลองมักเป็นป่า และทุ่งรกชัฏ ยุงชุมมาก แรงงานโบราณต้องจุดไฟสุมควันตลอดคืน และใช้ยาสมุนไพรไทย-จีนต้มดื่ม

ขุดคลองให้ตรง…ต้องเล็งแนวตลิ่ง… ใช้กรรมวิธีภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น การใช้ปืนใหญ่ยิงนำทาง โดยตั้งปืนใหญ่ไว้ฝั่งซ้ายและขวา แล้วยิงขนานกันไปข้างหน้า

Advertisement

กระสุนไปตกตรงไหนก็นำเชือกไปขึงลากเส้นตามแนวเพื่อกำหนดขอบตลิ่งให้เกิดความตรงและขนานกัน

ใช้แรงงานคน พร้อมเครื่องมือง่ายๆ เช่น จอบ เสียม พลั่ว และใช้ “ปุ้งกี๋” หรือตะกร้าสานในการตักดินแล้วเดินแบก หรือส่งต่อกันเป็นทอดๆ เพื่อเอาดินไปถมเป็นคันตลิ่ง หรือถมในจุดที่ต้องการปรับระดับดิน

คน คือ เครื่องจักรที่มีชีวิต ทำได้สารพัด

กรุงศรีอยุธยาแตกไป 2 ครั้ง เพราะเพลี่ยงพล้ำพม่าข้าศึก

พ.ศ.2310 เสียกรุงครั้งที่ 2 อยุธยาเสียหาย ชำรุดทรุดโทรม ทั้งจากฝีมือพม่า และคนไทยด้วยกันเอง

พระเจ้าตากและกองทหารคู่พระทัยกอบกู้บ้านเมือง แล้วตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี …แถมยังต้องไปรบทัพจับศึกกับพม่า เขมร

6 เมษายน พ.ศ.2325 เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ย้ายราชธานีจากธนบุรีข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งกรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ คือกล่องดวงใจ ที่จะพ่ายแพ้ข้าศึกอีกไม่ได้

ช่วงเริ่มตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พม่ายังคงเป็นภัยคุกคามที่ “ถาวร”

ในสมัยในหลวง ร.1 ภารกิจแรกของการรักษาเมืองหลวง คือ “ขุดคลองรอบกรุง” เพื่อเป็นเครื่องกีดขวาง และยังประโยชน์เรื่องการทำมาหากินของชาวกรุง

ราชสำนัก โดยแม่ทัพ จะใช้วิธีกะเกณฑ์ “ไพร่” ตามระบบศักดินาและ “เชลยศึก” มาร่วมแรงกันขุด โดยมีขุนนางหรือแม่กองเป็นผู้ควบคุมดูแล

ไพร่พลในสยามเบาบางนัก เลยต้องไปทำศึกขยายอาณาเขต และหาเชลยศึก แล้วต้อนเอาเชลยเข้ามาขุดคลอง สร้างเมือง ยิ่งมีจำนวนมาก…งานขุดจะเดินไปได้รวดเร็วตามเป้าประสงค์

คลองรอบกรุง (คลองโอ่งอ่าง-บางลำพู) ขุดขึ้นเพื่อขยายคูเมืองป้องกันข้าศึก

คลองที่ขุดเพื่อความสะดวกในการสัญจร เช่น คลองหลอด และคลองมหานาค ขุดขึ้นเพื่อเชื่อมต่อชุมชนภายในกับภายนอกเมือง และใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำหลัก

ขอให้คนไทยทั้งปวงได้ภูมิใจว่า บรรพบุรุษของสยาม ในช่วงรัชกาลที่ 1-3 ทรงทุ่มเท เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ ทำงานยุทธศาสตร์สำคัญทั้งในด้านการป้องกันพระนครขยายการคมนาคม โดยมีวิธีการบริหารจัดการแรงงานที่เป็นระบบตามแบบแผนที่เฉียบขาด

ยุคนั้นยังไม่มีเครื่องจักรกลหนัก วิศวกรรมศาสตร์โบราณจึงพึ่งพาการวัดระยะและแรงงานคนเป็นหลัก พร้อมเครื่องมือง่ายๆ เช่น จอบ เสียม พลั่ว และใช้ “ปุ้งกี๋” หรือตะกร้าสาน ใช้ตักดินแล้วเดินแบก หรือส่งต่อกันเป็นทอดๆ เพื่อเอาดินไปถมเป็นคันตลิ่ง หรือถมในจุดที่ต้องการ

มักจะเลือกขุดในช่วงฤดูแล้งที่ระดับน้ำลดต่ำลง เพื่อให้ขุดดินได้ง่ายและดินไม่ถล่มลงมา

จากนั้นเมื่อถึงตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 3 เริ่มมีการเปลี่ยนรูปแบบจากการเกณฑ์ไพร่มาเป็นการ “จ้างแรงงานชาวจีน” ด้วยเงินแทน

ชาวจีนอพยพ ขยัน ทำงานได้รวดเร็ว และทำให้ “ไพร่” ของสยามมีเวลาในการทำมาหากินและการเกษตร

คลองที่ขุดขึ้นอย่างชาญฉลาด สวยงาม มีระยะทางยาวที่สุดคือ คลองเเสนเเสบ

ในหลวง ร.3 ทรงต้องการให้มีเส้นทางส่งกำลังบำรุง คลองขุดเส้นนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการส่งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเสบียงอาหารไปยังกัมพูชาและเวียดนาม ในช่วงสงคราม “อานัมสยามยุทธ” ซึ่งเป็นสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 14 ปี

โปรดเกล้าฯให้เริ่มขุดเมื่อเดือนยี่ ขึ้น 4 ค่ำ ปีระกา (ตรงกับวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2380) โดยมี พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัต บุนนาค) เป็นแม่กองควบคุมการก่อสร้าง

ขุดเชื่อมต่อจากคลองบางกะปิ (ปลายคลองมหานาค) ที่ ต.หัวหมาก ตรงยาวไปทะลุที่บ้านบางขนาก อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อเชื่อมต่อกับแม่น้ำบางปะกง

คลองแสนแสบมีความยาว 1,337 เส้น 19 วา 2 ศอก (ประมาณ 53-54 กิโลเมตร) กว้าง 6 วา ลึก 4 ศอก ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจ้างไปทั้งสิ้น 1,206 ชั่ง 13 ตำลึง 2 บาท สลึงเฟื้อง (คิดเป็นเงินบาทในสมัยนั้นราวๆ 96,500 บาท)

พ.ศ.2383 แล้วเสร็จ ใช้เวลาขุด 3 ปีเศษ

คลองแสนแสบใช้วิธี “จ้างแรงงานชาวจีนอพยพ” เป็นหลัก ซึ่งจ่ายค่าจ้างขุดในราคาเส้นละ 70 บาท ขอยืนยันว่า ไม่มีการใช้แรงงานทาส หรือใช้เชลยศึกชาวไทยเชื้อสายมลายูมาร้อยหวายแล้วขุดคลอง (ซึ่งเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคมไทย)

คนโบราณ… นอกจากการขุดด้วยจอบเสียบและปุ้งกี๋แล้ว ช่างโบราณยังใช้ “กระบือ” (ควาย) จำนวนมากย่ำลงไปในโคลนเลนเพื่อให้ดินเหลวและควักออกง่าย และช่วยให้ก้นคลองลึกและแน่นหนาขึ้น

ก่อนหน้าที่จะมีคลองแสนแสบนี้ หากสยามจะส่งกองทัพเรือไปรบกับญวน จะต้องใช้ “คลองสำโรง” วิ่งอ้อมออกทางพระประแดง สมุทรปราการ แล้วตัดเข้าอ่าวไทยเพื่อไปขึ้นบกที่ฉะเชิงเทรา ซึ่งล่าช้า อ้อมโลก และเจอกระแสน้ำทะเลแปรปรวน

การขุดคลองแสนแสบช่วยตัดตรงจากกรุงเทพฯ (คลองมหานาค) ผ่านหนองจอก มีนบุรี ออกแม่น้ำบางปะกง แล้วต่อไปยังปราจีนบุรี เข้าสู่เขมรและญวนได้ทันที ย่นระยะทางได้กว่า 50-60 กม.

การขุดคลองด้วย “แรงงานคน” มิใช่เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ

ในรัชกาลที่ 4 ทรงให้ขุดคลองเพื่อการค้าและการเกษตร เชื่อมแม่น้ำสายสำคัญ คือ คลองดำเนินสะดวก (เชื่อมสมุทรสาคร-ราชบุรี-สมุทรสงคราม)

เป็นคลองที่ขุดเป็นเส้นตรงด้วยแรงงานคนและยาวที่สุดในประเทศ เพื่อเชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งผลไม้และสินค้าเกษตร จนเกิดเป็น “ตลาดน้ำดำเนินสะดวก”

ในหลวง ร.4 ทรงให้ขุดคลองภาษีเจริญ (กรุงเทพฯ-สมุทรสาคร) เพื่อเชื่อมคลองบางกอกใหญ่ ไปทะลุแม่น้ำท่าจีนที่ อ.กระทุ่มแบน

วัตถุประสงค์หลัก คือ ใช้ขนส่งอ้อยและน้ำตาลจากโรงงานแถบสมุทรสาครเข้าสู่เมืองหลวง เงินทุนในการขุดมาจากภาษีฝิ่น

ในหลวง ร.4 ทรงให้ขุดคลองมหาสวัสดิ์ (นนทบุรี-นครปฐม) เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยา (ตรงคลองลัดบางกรวย) ไปยังแม่น้ำนครชัยศรี (ท่าจีน) เพื่อใช้เป็นเส้นทางให้พระมหากษัตริย์และประชาชนเดินทางไปนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ และขนส่งน้ำตาล

คลองเจดีย์บูชา (นครปฐม) ขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องจากคลองมหาสวัสดิ์ โดยขุดจากแม่น้ำนครชัยศรีตรงเข้าไปจนถึงหน้าองค์พระปฐมเจดีย์โดยตรง เพื่ออำนวยความสะดวกในการคมนาคมไปนมัสการพระเจดีย์ และดึงผู้คนไปตั้งถิ่นฐานในเมืองนครปฐมที่ถูกฟื้นฟูขึ้นใหม่

ในหลวง ร.5 ทรงให้ขุดคลองรังสิตประยูรศักดิ์ (ปทุมธานี-นครนายก-ฉะเชิงเทรา) โดยให้สัมปทานแก่บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม นับเป็นโครงการพัฒนาที่ดินและชลประทานขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ “ทุ่งหลวง” รกร้างให้กลายเป็นผืนนาข้าวขนาดใหญ่กว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งเริ่มมีการใช้เครื่องจักรหัวสว่าน

ความเจริญของบ้านเมืองขยายตัว เกิดชุมชน เพราะมีคลอง

ซึ่งก็น่าจะเหมือนกับชุมชน ตึกสูงใน กทม. เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงไปตามแนวรถไฟฟ้า

(หมายเหตุ : สมัยอยุธยา มีการขุดคลองลัดเกร็ด หรือคลองลัดเมืองนนท์ (นนทบุรี) เพื่อตัดโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดเคี้ยวให้สั้นลง ซึ่งต่อมากระแสน้ำได้กัดเซาะจนคลองขุดเหล่านี้กลายสภาพเป็น “แม่น้ำเจ้าพระยา” สายหลักในปัจจุบัน และทำให้เกิด “เกาะเกร็ด” ขึ้นมา)

ขอย้อนกลับไป เรื่อง สับ-เซาะ-แงะ (วิศวกรรมการขุดดินเหนียว)

สับ (Slice) คือ สับจอบลงไปเป็นแนวตั้งตรงลึกประมาณ 1 หน้าจอบ เพื่อตัดรากไม้และโครงสร้างดิน

เซาะ (Cut) สับจอบขนานไปข้างๆ ห่างจากรอยเดิมประมาณ 1 คืบ เพื่อล้อมกรอบก้อนดินให้ขาดจากกันเป็นลูกบาศก์ (ดินก้อน)

แงะ (Leverage) ใช้ด้ามจอบเป็นคานงัด โดยมีดินขอบด้านหลังเป็นจุดหมุน (Fulcrum) งัดก้อนดินเหนียวให้หลุดลอยขึ้นมาจากพื้น การงัดนี้ช่วยประหยัดแรงกว่าการยกดินขึ้นตรงๆ มหาศาล

ระบบ “ทีมขุดสายพานมนุษย์” (Human Conveyor Belt) การขุดคลองขนาดใหญ่ (กว้าง 6 วา หรือ 12 เมตร) ไม่สามารถให้คนคนเดียวขุดแล้วเดินเอาดินไปทิ้งเองได้ เพราะจะเสียเวลาและเหนื่อยเกินไป แม่กองจะจัดสรรแรงงานจอบเป็นระบบสถานี

คนขุด (The Diggers) ยืนประจำตำแหน่งในร่องคลอง มีหน้าที่สับแงะดินขึ้นมาเป็นก้อนๆ เท่านั้น

คนตัก/คนโกย ใช้จอบหน้ากว้าง (จอบควัก) หรือพลั่วไม้ ตักก้อนดินที่ถูกแงะแล้วใส่ลงใน “ปุ้งกี๋”

คนแบก/คนส่ง (The Carriers) ทำหน้าที่แบกปุ้งกี๋เดินขึ้นบันไดดินที่ขุดไล่ระดับไว้ เพื่อนำดินไปเทกองห่างจากขอบตลิ่ง ป้องกันไม่ให้ดินไหลถล่มกลับลงมาในคลอง

ในสมัยในหลวง ร.5 มีการเปลี่ยนผ่านจากแรงงานจอบ ไปสู่ “เรือขุดหัวสว่าน” (Steam Dredger)

ในอดีต ชาวตะวันตกชื่นชมว่ากรุงเทพฯ คือเวนิสแห่งตะวันออก หากแต่บางช่วงบางสมัย คลองหลายสายถูกถมเพื่อสร้างเป็นถนน

มาวันนี้เลยต้อง “ขุดอุโมงค์ระบายน้ำ” กันด้วยเงินมหาศาล

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก