china watch : สงครามอิหร่านกลายเป็นเวียดนามเวอร์ชั่นใหม่

3.08.26 | 12:23 น.
china watch : สงครามอิหร่านกลายเป็นเวียดนามเวอร์ชั่นใหม่

สงครามอิหร่านมีลักษณะคล้ายกับสงครามเวียดนามในประการที่ไม่มีแนวรบแน่นอน ไม่มีตารางเวลาสำหรับชัยชนะ มีเพียงการสูญเสียและการสิ้นเปลืองต่อเนื่อง พร้อมกับต้นทุนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น อดีต สงครามเวียดนามได้ยุติเส้นทางการเมืองของ ประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน ปัจจุบัน สงครามอิหร่านกำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเส้นทางการเมืองของ โดนัลด์ ทรัมป์ และอาจเป็นจุดสิ้นสุดของความเป็นมหาอำนาจนำของสหรัฐ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยสันติภาพสหรัฐกับอิหร่านที่เพิ่งลงนาม หมึกยังไม่ทันแห้ง ทั้งสองฝ่ายก็ใช้ปฏิบัติการทางทหารทำลายข้อตกลง สงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง สลับกับการหยุดยิงเป็นระยะ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ การเผชิญหน้ามิอาจคาดเดาได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด

ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทรัมป์ในระยะแรก คือประเมินชาวชีอะห์ในอิหร่านต่ำเกินไป เพราะหวังว่าการสังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่านจะสามารถข่มขวัญรัฐบาลเตหะราน ก่อให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ และเปิดทางให้ฝ่ายต่อต้านขึ้นสู่อำนาจ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการ “เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง”

แต่การทำลายชีวิตของนายทหารเหล่านั้นมิได้ทำให้อิหร่านยอมจำนน กลับยิ่งกระตุ้นให้ประชาชนทั้งประเทศรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น แรงกดดันจากภายนอกกลับกลายเป็นตัวเร่งให้ชาตินิยมอิหร่านและอัตลักษณ์ของนิกายชีอะห์แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีของชาวอิหร่านเมื่อเผชิญภัยคุกคาม

การตอบโต้ของอิหร่านสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของสงครามแบบอสมมาตร ฐานทัพสหรัฐในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียต้องเผชิญการโจมตีแบบฝูงโดรนอยู่เพราะกองเรือบรรทุกเครื่องบินและเครื่องบินล่องหน ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจทางทหาร กลับไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรมากขึ้นในการคุ้มกัน การป้องกันภัยทางอากาศ และการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค ต้นทุนของสงครามจึงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่ได้รับชัยชนะ ทว่า ยุทธศาสตร์ “ใช้น้อยสู้มาก” ของอิหร่านซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาเอาตัวรอดที่ได้สั่งสมมาจากการถูกคว่ำบาตรและโดดเดี่ยวมานาน สงครามครั้งนี้มีแนวโน้มจะเป็นสงครามยืดเยื้อ มากกว่าจะเป็น “สงครามจบเร็ว” ตามที่ทรัมป์ต้องการ

สงครามเวียดนามทำให้ ประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน สูญเสียความนิยมอย่างหนัก จนต้องประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย สงครามอิหร่านก็อาจกลายเป็นจุดหักเหของชีวิตทางการเมืองของ โดนัลด์ ทรัมป์ เช่นกัน เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีใกล้เข้ามา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มหมดความอดทนต่อสงครามในต่างแดนที่ไม่มีวันสิ้นสุด ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นซึ่งผลักดันอัตราเงินเฟ้อ และความสูญเสียของทหารอเมริกัน กระแสต่อต้านสงครามอาจขยายตัวในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ คนรุ่นใหม่ และรัฐที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ซึ่งอาจกลายเป็นอาวุธสำคัญของพรรคเดโมแครตในการชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสกลับคืน หากทรัมป์ไม่สามารถยุติหรือคลี่คลายความขัดแย้งได้อย่างรวดเร็ว ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้นำที่แข็งกร้าวย่อมถูกตั้งคำถาม และอาจเดินซ้ำรอยชะตากรรมของ “จอห์นสัน”

Advertisement

พฤติกรรม “แกว่งเท้าหาเสี้ยน” ของทรัมป์มักทำให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เช่น เมื่อไม่นานมานี้ เขากล่าวหาจีนว่าแทรกแซงการเลือกตั้งในอดีตจนทำให้เขาพ่ายแพ้ต่อ โจ ไบเดน ข้อกล่าวหาเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการตั้งข้อหาที่ไม่มีหลักฐานรองรับ และขาดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยุทธศาสตร์เบี่ยงเบนความสนใจเช่นนี้ไม่เพียงไม่ช่วยลดแรงกดดันจากสมรภูมิอิหร่าน แต่ยังทำให้ความสัมพันธ์กับปักกิ่งเสียหายโดยไม่จำเป็น แผนการเยือนกรุงวอชิงตันของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 24 กันยายน อาจจะต้องสะดุด

ความล้มเหลวทางการทูตต่อเนื่องยิ่งซ้ำเติมโอกาสทางการเมืองของทรัมป์ ทั้งที่เดิมเขาสามารถใช้บทบาทอันเป็นเอกลักษณ์ของจีนในประเด็นอิหร่าน ในฐานะจีนคือผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่านและผู้มีส่วนสำคัญต่อเสถียรภาพของภูมิภาค เป็นช่องทางผลักดันการแก้ไขปัญหาด้วยการทูต แต่กลับผลักคู่เจรจาที่มีบารมีให้กลายเป็นฝ่ายตรงข้าม ทำให้โอกาสในการ “ให้จีนช่วยคลี่คลายปัญหาอิหร่าน” สิ้นสุดโดยพลัน

สงครามอิหร่านได้สะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์และปัญหาการขยายอำนาจเกินขอบเขตของสหรัฐ ตั้งแต่เวียดนาม อัฟกานิสถาน จนถึงการแทรกแซงในตะวันออกกลาง สหรัฐมักประเมินฝ่ายตรงข้ามต่ำเกินไป ต้องไม่ลืมว่า ระบอบการปกครองชีอะห์ของอิหร่านมีรากฐานทางอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง โดยมองว่าการต่อต้านอำนาจนำของสหรัฐ เป็นทั้งศักดิ์ศรีของชาติและความชอบธรรมของการปฏิวัติ

สงครามอิหร่านกำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนแห่งชะตากรรมของโดนัลด์ ทรัมป์ ครั้งหนึ่งสงครามเวียดนามได้เปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐและประธานาธิบดี หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อไม่สิ้นสุด ก็อาจเปลี่ยนมรดกทางการเมืองของโดนัลด์ ทรัมป์และอนาคตของพรรครีพับลิกันได้เช่นเดียวกัน