เหตุใดสมัยนี้จึงย้ายข้าราชการกันบ่อย
เมื่อก่อนข้าราชการดำรงตำแหน่งหนึ่งเป็นเวลาหลายปี จนรู้จักปัญหา รู้จักประชาชน และรู้จักผู้ร่วมงานเป็นอย่างดี ตลอดจนทราบปัญหาต่างๆ นอกจากนั้น ยังเห็นว่าไม่มีปัญหาใดต้องแก้ไขอีกแล้วเพราะทุกอย่างดีหมด
อย่างไรก็ตาม การอยู่ในตำแหน่งเดิมนานเกินไปเช่นนั้น นำมาสู่ความเคยชิน ขาดมุมมองใหม่ หรืออาจมีความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ทับซ้อน หรืออาจนั่งทับปัญหาที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรับทราบ
นั่นคงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ ก.พ. ได้แก้ไขปัญหานี้ โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหรือบางตำแหน่งที่มีอำนาจในการบริหาร
โดยให้ดำรงตำแหน่งนั้นไม่เกิน 4 ปี หากมีความจำเป็นก็อาจต่ออายุได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี
การกำหนดให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่เกิน 4 ปี เพราะอาจเห็นว่า
ในปีแรก ให้ใช้เวลาในการศึกษางานและกำหนดนโยบายและแผนงานในการดำเนินการ
ปีที่สองและปีที่สาม เป็นปีที่ผลักดันนโยบายและดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้
ปีที่สี่ เป็นเวลาในการประเมินผลงานว่าเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดหรือไม่ พร้อมสรุปปัญหาและข้อเสนอแนะให้ผู้ดำรงตำแหน่งใหม่พิจารณาต่อไป
โดยปกติการโยกย้ายถือเป็นการพัฒนาข้าราชการและเป็นการเพิ่มพูนประสิทธิภาพของงานราชการ ซึ่งส่งผลต่อการบริการประชาชนที่ดีขึ้นโดยตรง
ดังนั้น การย้ายข้าราชการเป็นเรื่องที่ส่วนราชการนั้นๆ พิจารณาตามความจำเป็นและความเหมาะสม
ทั้งนี้ การโยกย้ายข้าราชการอาจช่วยในการแก้ไขปัญหาในการบริหารงานของหน่วยงานนั้นๆ ด้วย
การย้ายผู้ที่เหมาะสมไปดำรงตำแหน่งที่จำเป็น เป็นหลักการบริหารงานบุคคลที่ใช้กันทั่วโลก
ทั้งนี้ ต้องเข้าใจร่วมกันก่อนว่าการย้ายข้าราชการไม่ได้ย้ายเมื่อมีความผิด หากทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง
อย่างไรก็ตาม การย้ายข้าราชการบางแห่งหรือบางตำแหน่งก็อาจทำเงินให้กับผู้มีอำนาจสั่งย้ายและผู้ได้รับ
การโยกย้ายด้วยเช่นกัน
แม้ว่าการโยกย้ายข้าราชการควรอยู่บนหลักคุณธรรม ความสามารถ และเหตุผลที่สามารถตรวจสอบได้ก็ตาม
ทั้งนี้ หากดำเนินการได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดและใช้ระบบคุณธรรม (Merit System) โดยไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวก หรือใช้ระบบอุปถัมภ์ (Spoils System) เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ควรดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามที่ได้กล่าวแล้ว
แต่ในปัจจุบัน ผู้เขียนสังเกตว่า บางส่วนราชการย้ายข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหรือบางตำแหน่งที่มีอำนาจในการบริหารกันบ่อยมาก บางคนไปดำรงตำแหน่งใหม่ได้ไม่ถึงปีก็ย้ายแล้ว
บางคนไปอยู่ที่ใหม่ยังรู้จักเพื่อนร่วมงานที่เกี่ยวข้องไม่ครบถ้วน ก็ต้องย้ายไปที่อื่นอีกแล้ว
บางคนเพิ่งวางแผนงานระยะยาว ยังไม่ทันได้ทำหรือเริ่มทำแล้วแต่ยังไม่เห็นผลก็ต้องรีบเก็บของไปที่ใหม่
บางคนเพิ่งสร้างเครือข่ายในการประสานงานในการทำงานร่วมกันก็ต้องไปสร้างเครือข่ายใหม่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า เครือข่ายมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำงานร่วมกัน
ส่วนผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งแทนก็ต้องเริ่มเรียนรู้งานใหม่ วางแผนการทำงานและสร้างเครือข่ายใหม่
แล้วแบบนี้งานราชการจะเจริญก้าวหน้าและให้บริการแก่ประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างไร
นอกจากนั้น ทั้งตัวข้าราชการและราชการเองยังต้องเสียเงินและเสียงบประมาณในการเบิกค่าขนย้ายของข้าราชการเมื่อได้รับคำสั่งย้ายไปประจำต่างสำนักงาน ตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติมอีกด้วย
ก็ไม่ทราบว่าผู้มีอำนาจสั่งย้ายข้าราชการได้คำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวมาบ้างหรือไม่
โดยเฉพาะผู้มีอำนาจสั่งโยกย้ายที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 หากโยกย้ายในระยะนี้ ก็อาจมีคำถามว่าเหตุใดจึงสั่งย้าย
ควรให้ผู้มีอำนาจสั่งย้ายคนใหม่ เป็นผู้สั่งดำเนินการไม่ดีกว่าหรือ เพราะอาจจะสนองนโยบายใหม่ได้
แต่หากมีความจำเป็นที่ไม่อาจเปิดเผยได้ ก็ต้องระวังเพราะอาจถูกยื่นฟ้องร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 157 เหมือนกรณีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.ในขณะนี้ก็ได้
ทั้งหมดที่เขียนนี้ไม่รวมกรณีที่นักการเมืองสั่งด้วยวาจาให้ย้ายโดยตรงนะครับ
พุธทรัพย์ มณีศรี
อดีตที่ปรึกษาระบบราชการ
(เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานบุคคล 10) สำนักงาน ก.พ.

