หน้าแรก บทความ ต้นทุนที่ประเ...

ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่าย เมื่อรัฐยกเลิก โฉนดชุมชน และ เตรียมยุบ ธนาคารที่ดิน

8.08.26 | 14:50 น.

ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่าย เมื่อรัฐยกเลิกโฉนดชุมชนและเตรียมยุบธนาคารที่ดิน


หากเราถามว่าความยากจนของคนชนบทไทยเกิดจากอะไร คำตอบคงมีได้มากมาย ตั้งแต่รายได้ต่ำ หนี้สิน ราคาผลผลิต ความไม่แน่นอนของตลาด ไปจนถึงภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่หากมองลึกลงไปใต้ปัญหาเหล่านี้ เราจะพบปัจจัยพื้นฐานอย่างหนึ่งอยู่เสมอ คือความไม่มั่นคงในที่ดิน

สำหรับเกษตรกร ที่ดินไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน และไม่ใช่เพียงจำนวนไร่ งาน ตารางวาในเอกสารราชการ แต่เป็นทั้งฐานการผลิต อาหาร บ้าน ความสัมพันธ์ของครอบครัว ความทรงจำของชุมชน และระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงชีวิต การสูญเสียที่ดินจึงไม่ได้หมายถึงการสูญเสียทรัพย์สินชิ้นหนึ่ง แต่หมายถึงการสูญเสียอำนาจในการกำหนดชีวิตของตนเองไปด้วย

แต่ประวัติศาสตร์การพัฒนาของไทยค่อย ๆ เปลี่ยนความหมายของ “แผ่นดิน” จากฐานชีวิตและความสัมพันธ์ ให้กลายเป็นทรัพย์สินที่ซื้อขาย สะสม และเก็งกำไรได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ผลจึงไม่ใช่เพียงคนจนไม่มีที่ดิน แต่คือทรัพยากรพื้นฐานที่สุดของสังคมกระจุกตัวอยู่ในมือคนส่วนน้อย

Advertisement

งานศึกษาหลายชิ้น แม้ใช้ฐานข้อมูลและวิธีคำนวณต่างกัน ล้วนชี้ว่าการถือครองที่ดินของไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง งานศึกษาหนึ่งพบว่าผู้ถือครองที่ดิน 10% แรกถือครองที่ดินมีโฉนดประมาณ 80% ขณะที่ข้อมูลอีกชุดประเมินไว้ประมาณ 60% และตัวเลขเหล่านี้ยังไม่รวมคนจำนวนหนึ่งที่ไม่มีที่ดินของตนเองเลย

เราจึงไม่ควรมองปัญหาที่ดินว่าเป็นเพียง “ปัญหาของคนจน” เพราะลึกลงไปกว่านั้น มันคือคำถามว่าสังคมไทยจัดสรรฐานชีวิต อำนาจ และความมั่งคั่งระหว่างผู้คนอย่างไร

ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดขึ้นเอง ความเหลื่อมล้ำทางที่ดินไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และคนจนก็ไม่ได้ไร้ที่ดินเพราะบริหารชีวิตผิดพลาดเพียงอย่างเดียว หากมีประวัติศาสตร์ของกฎหมาย นโยบาย เศรษฐกิจ และอำนาจที่ค่อย ๆ สร้างเงื่อนไขดังกล่าวขึ้นมา

เมื่อรัฐสมัยใหม่สร้างระบบกรรมสิทธิและเอกสารสิทธิ คนที่เข้าถึงอำนาจรัฐ ทุน และกระบวนการออกเอกสารสิทธิได้มากกว่า ย่อมมีโอกาสเปลี่ยนการครอบครองให้เป็นกรรมสิทธิได้มากกว่า ขณะที่ชุมชนจำนวนมากซึ่งอยู่อาศัย ใช้ประโยชน์ และดูแลพื้นที่ตามระบบจารีตกลับไม่ได้รับการรับรองในลักษณะเดียวกัน

ความย้อนแย้งปรากฏชัดในพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ซึ่งนิยาม “ป่า” ว่าเป็น “ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน” ถ้อยคำสั้น ๆ นี้มีความหมายมาก เพราะทำให้สถานะของพื้นที่ไม่ได้ถูกกำหนดจากความเป็นจริงเพียงว่าเป็นป่าหรือไม่ มีชุมชนอยู่หรือไม่ หรือผู้คนมีความสัมพันธ์กับพื้นที่นั้นมาอย่างไร แต่ถูกกำหนดจากคำถามว่ารัฐได้รับรองสิทธิให้แล้วหรือยัง

คนจำนวนหนึ่งจึงตกอยู่ในสภาวะย้อนแย้ง พวกเขาไม่มีสิทธิ เพราะรัฐไม่ได้รับรองสิทธิ และต่อมาความไม่มีสิทธินั้นเองกลับถูกใช้เป็นเหตุผลว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่ควรมีสิทธิอีกจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2502 เดิมประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 34 กำหนดเพดานการถือครองที่ดิน เช่น ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่เกิน 50 ไร่ แต่ข้อจำกัดดังกล่าวถูกยกเลิกโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม 2502 ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เมื่อข้อจำกัดการถือครองถูกปลดออก พร้อมกับการขยายตัวของเกษตรเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรม ตลาดที่ดิน และการเก็งกำไร ที่ดินจึงสามารถถูกสะสมเป็นความมั่งคั่งได้มากขึ้น ขณะที่เกษตรกรจำนวนหนึ่งค่อย ๆ สูญเสียฐานชีวิตของตนเอง

นี่คือด้านหนึ่งของการพัฒนาที่เราไม่ค่อยพูดถึง เรามักวัดความสำเร็จจากการเติบโตของการลงทุน การผลิต และ GDP แต่ไม่ค่อยถามว่า ในกระบวนการสร้างความมั่งคั่งนั้น ใครสูญเสียฐานชีวิต และความมั่งคั่งกำลังเคลื่อนจากมือใครไปสู่มือใคร

การปฏิรูปที่ดินไม่ใช่ของขวัญจากรัฐ

เมื่อความไม่เป็นธรรมสะสมมากขึ้น ชาวนาชาวไร่จึงลุกขึ้นรวมตัวอย่างเข้มแข็งภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนนำไปสู่การก่อตั้งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยในปี 2517 เชื่อมโยงกับขบวนการนักศึกษาและกระแสประชาธิปไตยในเวลานั้น การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีส่วนสำคัญต่อการเกิดพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 และพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518

เรื่องนี้ควรถูกจดจำ เพราะการปฏิรูปที่ดินไม่ใช่นโยบายที่รัฐคิดขึ้นมาเพื่อสงเคราะห์คนจน หากเกิดจากประชาชนที่ตั้งคำถามว่า เหตุใดคนที่ผลิตอาหารจึงไม่มีสิทธิในปัจจัยพื้นฐานที่ใช้ผลิตอาหาร

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหมายของการปฏิรูปที่ดินกลับค่อย ๆ เปลี่ยน จากการกระจายการถือครองที่ดินที่กระจุกตัว ไปเป็นการนำที่ดินของรัฐมาจัดสรรให้ประชาชนมากขึ้น เราจึงพบความย้อนแย้งว่า ด้านหนึ่งรัฐพยายามหาที่ดินของรัฐมาให้คนจน แต่อีกด้านหนึ่งกลับแทบไม่แตะต้องโครงสร้างที่ทำให้ที่ดินเอกชนจำนวนมหาศาลสามารถกระจุกตัวอยู่ในมือคนส่วนน้อยได้

พร้อมกันนั้น เมื่อรัฐประกาศพื้นที่ป่าและดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่า ชุมชนจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่อาศัยและดูแลพื้นที่มาก่อนกลับถูกทำให้กลายเป็นผู้บุกรุก เพราะไม่มีเอกสารสิทธิในระบบที่รัฐเป็นผู้กำหนดเอง

ปัญหาที่ดินของไทยจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ใครเป็นเจ้าของที่ดิน” แต่ลึกลงไปกว่านั้นคือ ใครมีอำนาจกำหนดว่าใครควรมีสิทธิอยู่บนแผ่นดิน

สายธารการต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด

การต่อสู้เรื่องที่ดินไม่ได้จบลงพร้อมกับสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย หากถูกสานต่อมาในรูปแบบต่าง ๆ สมัชชาคนจนซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2538 ยังคงเคลื่อนไหวเรื่องที่ดิน ป่าไม้ เขื่อน ทรัพยากร และสิทธิชุมชนมาจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับเครือข่ายประชาชนอีกจำนวนมาก รวมถึงขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-Move

ขบวนการเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่มี “ปัญหาเฉพาะตัว” แล้วเดินทางมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้เป็นครั้ง ๆ หากมองผ่านประวัติศาสตร์หลายสิบปี เราจะเห็นว่าพวกเขากำลังตั้งคำถามชุดเดียวกันมาตลอดว่า ประชาชนธรรมดาจะมีที่ยืนอย่างไร ในระบบที่รัฐและตลาดเป็นผู้กำหนดสิทธิในที่ดินและทรัพยากร

จากประสบการณ์อันยาวนานนี้จึงค่อย ๆ ตกผลึกเป็นข้อเสนอเชิงโครงสร้างหลายประการ โดยมีเครื่องมือสำคัญอย่างน้อยสามเรื่อง คือ ภาษีที่ดินที่มีความก้าวหน้า ธนาคารที่ดิน และโฉนดชุมชน

สามเรื่องนี้มีความหมายมากกว่าชื่อของนโยบาย ภาษีที่ดินถามว่าสังคมจะยอมให้คนจำนวนน้อยสะสมทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้มากเพียงใด ธนาคารที่ดินถามว่าคนจนจำเป็นต้องเข้าสู่ตลาดและแข่งขันด้วยกำลังซื้อกับทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งฐานชีวิตเสมอไปหรือไม่ ส่วนโฉนดชุมชนตั้งคำถามที่ลึกไปกว่านั้นว่า สิทธิในที่ดินจำเป็นต้องมีแต่กรรมสิทธิ์ของปัจเจกบุคคลเท่านั้นหรือ เราสามารถมีสิทธิร่วมที่ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบร่วมต่อชุมชนและธรรมชาติได้หรือไม่

นี่ต่างหากคือความหมายของเครื่องมือทั้งสาม

ธนาคารที่ดินเล็ก แต่สิ่งที่กำลังทดลองไม่เล็ก สิ่งที่เราเรียกกันว่า “ธนาคารที่ดิน” ปัจจุบันมีชื่อทางการว่า สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. จัดตั้งขึ้นในปี 2554 ในฐานะกลไกนำร่องระหว่างรอการจัดตั้งธนาคารที่ดินอย่างถาวร

ภายใต้ข้อจำกัดทั้งงบประมาณ อำนาจ และความไม่แน่นอนของสถานะองค์กร บจธ.ดำเนินงานเกี่ยวกับการกระจายและรักษาการถือครองที่ดินในช่วงปี 2559–2568 กว่า 7,256 ไร่ ครอบคลุมเกษตรกร ผู้ยากจน และผู้ด้อยโอกาส 1,816 ครัวเรือน เฉพาะการดำเนินงานชุดหนึ่งในปี 2568 ครอบคลุม 30 วิสาหกิจชุมชน 1,065 ครัวเรือน 17 จังหวัด รวมพื้นที่ 2,653 ไร่

แน่นอน ตัวเลขนี้เล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของปัญหาทั้งประเทศ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าจำนวนไร่ คือสิ่งที่ธนาคารที่ดินกำลังทดลอง นั่นคือการสร้างกลไกที่ทำให้ที่ดินสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นฐานชีวิต แทนที่จะมีสถานะเป็นสินค้าในตลาดเพียงอย่างเดียว

หากเห็นว่าธนาคารที่ดินยังทำงานได้ไม่มาก คำตอบจึงไม่ควรรีบไปถึงการยุบ แต่ควรถามเสียก่อนว่า เหตุใดเราจึงไม่ทำให้เครื่องมือที่มีอยู่เล็กเกินไปนี้ ใหญ่พอที่จะเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่กว่ามันหลายเท่า

โฉนดชุมชน: สิทธิที่มาพร้อมความรับผิดชอบ

เช่นเดียวกัน ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 มีความหมายมากกว่าการออกเอกสารอีกชนิดหนึ่ง หัวใจของมันคือการยอมรับว่า ที่ดินไม่จำเป็นต้องถูกจัดการผ่านกรรมสิทธิ์ปัจเจกและตลาดเพียงระบบเดียว แต่สามารถมีสิทธิร่วมของชุมชน ซึ่งสิทธินั้นมาพร้อมกับหน้าที่ในการดูแลทรัพยากร ป้องกันการขายที่ดินออกจากชุมชน และกำหนดกติกาการใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ตรงนี้มีความหมายทางความคิดอยู่มาก เพราะกรรมสิทธิ์แบบปัจเจกมักเริ่มต้นจากคำถามว่าเจ้าของมีสิทธิทำอะไรกับทรัพย์สินของตน แต่สิทธิชุมชนเพิ่มคำถามอีกด้านเข้ามาว่า เมื่อเราใช้ทรัพยากรร่วมกัน เรามีความรับผิดชอบต่อกัน ต่อธรรมชาติ และต่อคนรุ่นต่อไปอย่างไร

น่าเสียดายว่า ตลอดกว่า 15 ปี มีชุมชนได้รับการรับรองโฉนดชุมชนเพียง 4 ชุมชน ได้แก่ บ้านคลองโยง จ.นครปฐม บ้านแม่อาวและบ้านใหม่ป่าฝาง (ไร่ดง) จ.ลำพูน และบ้านพระธาตุขิงแกง จ.พะเยา ทั้งที่มีคำขออีกอย่างน้อย 486 ชุมชน พื้นที่ที่ได้รับการรับรองทั้ง 4 แห่งรวมกันมากกว่า 2,100 ไร่ โดยบ้านคลองโยงแห่งเดียวประมาณ 1,803 ไร่

จำนวนที่น้อยจึงไม่อาจถูกใช้สรุปง่าย ๆ ว่าโฉนดชุมชนล้มเหลว เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เราแทบไม่เคยให้โอกาสมันทำงานในขนาดที่มากพอจะรู้ด้วยซ้ำว่ามันจะไปได้ไกลเพียงใด

สิ่งที่กำลังถูกยกเลิก ไม่ใช่เพียงกลไกราชการ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2555 โดยให้การจัดที่ดินเชื่อมเข้าสู่กลไกของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีทิศทางให้สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สิ้นสุดการดำเนินงานภายในวันที่ 30 กันยายน 2569

หากมองเรื่องนี้ในทางบริหาร อาจดูเหมือนเป็นเพียงการยุบกลไกที่ซ้ำซ้อนแล้วนำภารกิจไปรวมไว้ในระบบอื่น แต่หากมองลึกลงไป สิ่งที่กำลังหายไปอาจไม่ใช่เพียงองค์กรหรือระเบียบ หากเป็นวิธีคิดอีกแบบหนึ่งเกี่ยวกับที่ดิน

เพราะโฉนดชุมชนไม่ได้เหมือนกับการอนุญาตให้ประชาชนใช้ที่ดินของรัฐภายใต้ คทช. เสียทีเดียว แบบแรกพยายามสร้างพื้นที่ให้ “ชุมชน” เป็นผู้มีสิทธิและมีอำนาจจัดการร่วม ขณะที่แบบหลังยังมีรัฐเป็นศูนย์กลางในการอนุญาตและกำหนดเงื่อนไข

ความแตกต่างจึงอยู่ที่คำถามพื้นฐานว่า ประชาชนเป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือเป็นผู้มีสิทธิร่วมในการกำหนดอนาคตของทรัพยากรที่ตนเองพึ่งพิงและดูแล

นี่ไม่ใช่เพียงความแตกต่างทางเทคนิค แต่เป็นความแตกต่างในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ประชาชน และธรรมชาติ

ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่าย

เมื่อเกษตรกรสูญเสียที่ดิน เขาไม่ได้สูญเสียเพียงทรัพย์สิน แต่สูญเสียฐานการผลิต อาหาร รายได้ ความมั่นคงของครอบครัว และอำนาจในการกำหนดชีวิตของตนเอง เมื่อชุมชนสูญเสียสิทธิในการจัดการพื้นที่ เราก็อาจสูญเสียความรู้ กติกา และระบบความสัมพันธ์ที่ใช้ดูแลป่า น้ำ ดิน และความหลากหลายทางชีวภาพไปพร้อมกัน

และเมื่อที่ดินกระจุกตัวมากขึ้น เศรษฐกิจก็กระจุกตัวตามไปด้วย เพราะความมั่งคั่งไม่ได้เกิดขึ้นกลางอากาศ แต่วางอยู่บนการเข้าถึงทรัพยากร พื้นที่ พลังงาน แรงงาน และธรรมชาติ

ดังนั้น การกระจายที่ดินจึงไม่ใช่การเอาทรัพย์สินของคนหนึ่งไปแจกให้อีกคนหนึ่งอย่างที่บางคนเข้าใจ หากเป็นการทบทวนกติกาว่า สังคมจะจัดสรรฐานชีวิตที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไรจึงจะเป็นธรรม และจะทำอย่างไรไม่ให้สิทธิของคนหนึ่งกลายเป็นอำนาจในการตัดโอกาสของคนอีกจำนวนมาก

ตรงนี้เองที่ทำให้การปฏิรูปที่ดินไม่ใช่นโยบายสงเคราะห์คนจน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคม

เศรษฐกิจสีเขียวที่ไม่ถามเรื่องความเป็นธรรม อาจไม่เขียวอย่างที่คิด

ทุกวันนี้เราพูดถึงเศรษฐกิจสีเขียวมากขึ้น ตั้งแต่คาร์บอนเครดิต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีสีเขียว ไปจนถึงการลงทุนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่มีคำถามหนึ่งที่เรายังถามกันน้อยเกินไป คือ ใครเป็นเจ้าของและใครมีสิทธิในธรรมชาติที่กำลังถูกทำให้เป็น “สีเขียว”

หากป่า ที่ดิน น้ำ พลังงาน ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือแม้แต่คาร์บอน ถูกดึงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ แต่สิทธิในการกำหนดอนาคตของทรัพยากรเหล่านั้นกลับกระจุกตัวมากขึ้น เราอาจกำลังเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีโดยไม่ได้เปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจเลย

หากเป็นเช่นนั้น เศรษฐกิจสีเขียวก็อาจเป็นเพียงเศรษฐกิจแบบเดิมที่เปลี่ยนสิ่งซึ่งใช้สะสมความมั่งคั่ง จากที่ดินและทรัพยากร มาเป็น “ธรรมชาติสีเขียว”

การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงจึงต้องมองไปพร้อมกันว่า ธรรมชาติจะยั่งยืนหรือไม่ ประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ และอำนาจในการกำหนดอนาคตของทรัพยากรจะกระจายออกไปหรือกลับกระจุกตัวมากกว่าเดิม

ในความหมายนี้ ธนาคารที่ดิน โฉนดชุมชน และภาษีที่ดินที่มีความก้าวหน้า ไม่ใช่นโยบายชายขอบ แต่เป็นเครื่องมือของเศรษฐกิจสีเขียวจากฐานราก เพราะมันพยายามเปลี่ยนทั้งการกระจายทรัพยากรและความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแผ่นดิน

โจทย์ใหญ่กว่าการทำให้ม็อบกลับบ้าน

เมื่อสมัชชาคนจน P-Move และเครือข่ายประชาชน ออกมาเรียกร้องเรื่องที่ดิน สิ่งที่รัฐบาลควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่าจะเจรจาอย่างไรให้การชุมนุมยุติลง เพราะม็อบกลับบ้านได้ แต่ปัญหาไม่ได้กลับบ้านไปด้วย

โจทย์ที่แท้จริงคือ ประเทศไทยจะจัดความสัมพันธ์เรื่องที่ดินเสียใหม่อย่างไร ให้คนส่วนใหญ่มีความมั่นคงในการดำรงชีวิต ลดการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง และในเวลาเดียวกันรักษาฐานทรัพยากรของสังคมไว้ให้คนรุ่นต่อไป

หากธนาคารที่ดินมีข้อจำกัด ก็ควรทำให้เข้มแข็งขึ้น หากโฉนดชุมชนเกิดขึ้นได้เพียง 4 แห่ง ก็ควรถามว่าอะไรขัดขวางมัน และทำอย่างไรให้ชุมชนอีกหลายร้อยแห่งมีโอกาสพิสูจน์รูปแบบการจัดการของตนเอง หากภาษีที่ดินยังไม่สามารถลดการสะสมและเก็งกำไรที่ดินได้ ก็ควรกลับมาทบทวนว่าเราจะออกแบบระบบภาษีอย่างไรให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการถือครองทรัพยากรจำนวนมากมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

เพราะการยกเลิกเครื่องมือโดยไม่มีสิ่งที่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างได้ดีกว่ามาทดแทน ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป เพียงแต่ทำให้เครื่องมือของประชาชนหายไป ขณะที่โครงสร้างที่สร้างปัญหายังคงอยู่

ท้ายที่สุด คำถามเรื่องที่ดินอาจไม่ใช่เพียงว่าเราจะจัดสรรที่ดินกี่ล้านไร่ให้ใคร แต่คือเราเห็น “แผ่นดิน” เป็นอะไรกันแน่

หากแผ่นดินเป็นเพียงทรัพย์สิน ผู้ที่มีกำลังทางเศรษฐกิจมากกว่าย่อมมีโอกาสสะสมมันได้มากกว่า แต่หากแผ่นดินคือฐานชีวิต คำถามเรื่องสิทธิ ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบต่อคนอื่นและธรรมชาติย่อมต้องเข้ามาอยู่ในหัวใจของการจัดการด้วย

นี่อาจเป็นโจทย์สำคัญกว่าการเลือกว่าจะคงหรือยุบหน่วยงานใด เพราะสิ่งที่เรากำลังตัดสินใจในวันนี้ ไม่ใช่เพียงอนาคตของธนาคารที่ดินหรือโฉนดชุมชน แต่คือทิศทางว่าเราจะปล่อยให้แผ่นดินเป็นฐานของการสะสมความมั่งคั่งของคนส่วนน้อยต่อไป หรือจะทำให้มันกลับมาเป็นฐานของชีวิต ความเป็นธรรม และความยั่งยืนของสังคมโดยรวม

คนจนย่อมเป็นผู้รับต้นทุนจากการตัดสินใจนี้ก่อน แต่ในระยะยาว ต้นทุนนั้นจะไม่ได้หยุดอยู่ที่คนจน ประเทศทั้งประเทศจะต้องจ่ายร่วมกัน

กฤษฎา บุญชัย
สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา