หน้าแรก บทความ วาระสิ้นสุดอำ...

วาระสิ้นสุดอำนาจของ ‘เนทันยาฮู’ มาถึงแล้ว

10.08.26 | 12:32 น.
วาระสิ้นสุดอำนาจของ ‘เนทันยาฮู’ มาถึงแล้ว

เดิมทีพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองในอิสราเอลมีจุดยืนที่แตกต่างและขัดแย้งกัน แต่วันนี้กลับสามารถบรรลุฉันทมติร่วมกันได้ในประเด็นโค่นล้มรัฐบาล เบนจามิน เนทันยาฮู โดยลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ให้ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด ส่งผลให้ “เนทันยาฮู” กลายเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการโดยพลัน
เช้าวันที่ 17 กรกฎาคม รัฐสภาอิสราเอลลงมติ “เห็นชอบ 62 เสียง ไม่เห็นชอบ 0 เสียง งดออกเสียง 0 เสียง” ให้ยุบสภาและกำหนดให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนดในช่วงปลายเดือนตุลาคม


การพลิกผันครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญ เมื่อพรรคการเมืองตั้งแต่ฝ่ายขวาจัด ฝ่ายสายกลาง ฝ่ายซ้าย ไปจนถึงพรรคอาหรับ สามารถบรรลุฉันทมติทางการเมือง ภายใต้เป้าหมาย “ยุติยุคของเนทันยาฮู”

หลังจาก “ฮามาส” เปิดปฏิบัติการเมื่อเดือนตุลาคม 2023 สร้างความเสียหายอย่างหนักต่ออิสราเอล “เนทันยาฮู” มิได้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่กลับอาศัยเหตุผลว่า “ไม่ควรเปลี่ยนผู้นำในระหว่างสงคราม” เพื่อรักษาอำนาจไว้ จึงทำสงครามกับกลุ่มฮามาสอย่างต่อเนื่อง จนสามารถดำรงตำแหน่งครบวาระ4 ปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การก่อตั้งประเทศอิสราเอล ถือเป็น “ปาฏิหาริย์” ทางการเมือง

แม้ประสบความสำเร็จด้านยุทธวิธี ทั้งการลอบสังหารผู้นำของอิหร่าน ฮามาส และกลุ่ม “แนวร่วมต่อต้าน” ตลอดจนการรวบอำนาจเข้าสู่ตนเอง แต่ในระดับยุทธศาสตร์ เขากลับเผชิญความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดของชีวิตการเมือง ทั้งจากสงครามกาซาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การถูกโดดเดี่ยวทางการทูต การสูญเสียความเชื่อมั่นด้านความมั่นคง และการเสื่อมถอยของการสนับสนุนจากประชาชน

Advertisement

ในระหว่างเวลาที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล การกำหนดอนาคตกาซา การเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติในเดือนกันยายน

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้เกิดจากกลุ่มอำนาจสำคัญหลายฝ่ายหันมาร่วมมือกัน อาทิ กองทัพและอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ด้านผู้นำสายกลาง และอดีตนายกรัฐมนตรีสายขวา สายกลาง ได้ร่วมกันจัดตั้งพันธมิตร “Together” แม้แต่พรรคฝ่ายซ้ายจัดและพรรคอาหรับก็ยอมพักความขัดแย้งทางอุดมการณ์ เพื่อรวมกันให้เป็นเสียงข้างมาก 62 จาก 120 ในสภา เพื่อโค่นล้ม “เนทันยาฮู”

นับตั้งแต่สงครามกาซาปะทุในเดือนตุลาคม 2023 การบริหารประเทศของเนทันยาฮูมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจอย่างเด่นชัด เขาประกาศเข้าสู่ “ภาวะสงคราม” และระดมกำลังพลสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งประเทศเข้าสู่ระบบสงคราม ขณะเดียวกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผสม เขาพยายามผลักดันกฎหมายยกเว้นการเกณฑ์ทหารถาวรให้กับชาวยิว แม้ประเทศกำลังขาดแคลนกำลังพล สงครามฮามาส อิสราเอลต้องจ่ายต้นทุนทางยุทธศาสตร์และศีลธรรมมหาศาล ชนชั้นกลางฆราวาสไม่พอใจ กองทัพและประชาชนสะสมความโกรธแค้นมากขึ้น เพราะมีชาวอิสราเอลเสียชีวิตหลายพันคน เศรษฐกิจได้รับความเสียหายมหาศาล ธุรกิจจำนวนมากปิดกิจการ การลงทุนจากต่างประเทศชะลอตัว อัตราว่างงานของคนเพิ่มขึ้นโรงเรียนต้องปิดการเรียนบ่อยครั้ง ขวัญกำลังใจของกองทัพตกต่ำ สังคมเผชิญบาดแผลทางจิตใจ

วิกฤตตัวประกันที่ยืดเยื้อ กอปรกับ “เนทันยาฮู” ถูกกล่าวหาว่าทำให้ข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้งล้มเหลว ส่งผลให้ตัวประกันเสียชีวิตจำนวนมาก จุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ โดยประชาชนหลายแสนคนออกมาชุมนุมที่จัตุรัสในกรุงเทลอาวีฟ พร้อมตะโกนว่า “พาพวกเขากลับบ้าน”

รัฐบาลเนทันยาฮูถูกวิจารณ์อย่างหนักจากปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา ซึ่งรวมถึงการโจมตีอย่างรุนแรง และการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะสตรีและเด็ก ข้อมูลขององค์การสหประชาชาติชี้ว่ามีสตรีและเด็กหญิงชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 38,000 คน ขณะที่อิสราเอลเองก็สูญเสียกำลังพลหลายพันคนและเผชิญภัยคุกคามจากขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรง และทำให้อิสราเอลสูญเสียความชอบธรรมในสายตานานาชาติ โดยแอฟริกาใต้ได้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในข้อกล่าวหา “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และศาลอาญาระหว่างประเทศได้ออกหมายจับเนทันยาฮูด้วยแล้ว

“เนทันยาฮู” มีแนวโน้มสูงที่จะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งปลายเดือนตุลาคม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจะแจ้งเกิดในช่วงเวลาใกล้กับการประชุมเอเปคที่เซินเจิ้นของจีนในเดือนพฤศจิกายน สังคมมองว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของอิสราเอล อาจเป็นการเปิดโอกาสให้ปรับทิศทางตะวันออกกลาง และอาจเอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านจากสนามรบสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพในอนาคต