ก่อนเข้าสู่การประเมินคำพูดของโจโฉ มีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจต่อบทบาทของตันก๋งอย่างเป็นพิเศษ
เนื่องจากคำที่ว่า “ข้าขอทรยศต่อโลก ดีกว่าให้โลกทรยศต่อข้า”
หรือที่บ้างก็ปรากฏเป็นว่า “ข้าพเจ้ายอมเนรคุณคนในใต้ฟ้าดีกว่าปล่อยให้คนในใต้ฟ้าเนรคุณข้าพเจ้าได้ก่อน”
อันเป็นสำนวนแบบ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช และ วรรณไว พัธโนทัย
ขณะที่สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็น “ธรรมดาเกิดมาทุกวันนี้ย่อมจะรักษาตัวมิให้ผู้อื่นคิดร้ายได้ เราจึงทำการครั้งนี้”
เป็นการสื่อระหว่างโจโฉกับตันก๋งเนื่องจากกรณีการฆ่าที่บ้านลิแปะเฉีย
ก่อนอื่นจึงต้องทำความเข้าใจต่อรายละเอียดอันมีการถ่ายทอดมาจากปลายพู่กันของหลอกวานจงเป็นปฐม
จึงค่อยนำไปสู่การถกแถลง อภิปราย ให้กว้างขวาง
สํานวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายความว่า ครั้นโจโฉนอนหลับไปตันก๋งจึงลุกขึ้นรำพึงคิดว่า “เสียแรงตัวกู สู้สละสมบัติพัสถานอุตส่าห์ติดตามโจโฉมา คิดว่าจะเป็น คนดีมีสติปัญญา
จะได้อุปถัมภ์กันสืบไป มิรู้ว่าโจโฉเป็นคนหยาบช้าสามานย์ หามีความกตัญญูต่อผู้มีคุณอุปการะไม่
ครั้นกูสมาคมด้วยโจโฉสืบไปนั้นไม่ควร จำกูจะฆ่าเสียอย่าให้มีภัยไปภายหน้า”
จึงถอดกระบี่ออกจะฟันโจโฉ
แล้วถอยหลังคิดว่า “เหตุทั้งนี้เพราะแรกเราชอบใจ จึงตามมา ครั้นโจโฉทำผิดจะฆ่าโจโฉเสียนั้นก็หาประโยชน์ไม่”
เมื่อมิชอบใจแล้วก็จะเอาตัวรอดหนีดีกว่า
ตันก๋งก็ขึ้นม้าหนีไปเมืองตองกุ๋น
ครานี้เป็นสำนวน วรรณไว พัธโนทัย เมื่อให้อาหารม้าอิ่มหนำแล้วโจโฉเข้านอนก่อน ตันก๋งครุ่นคิดอยู่ในใจว่า
“เรานึกว่าโจโฉจะเป็นคนดีมีศีลธรรม จึงทิ้งยศทิ้งตำแหน่งติดตามมันมา
ที่แท้มันเป็นคนใจหมาป่าอย่างชัดๆ ขืนปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ภายหน้าจะเป็น ภัยแน่นอน”
ตันก๋งจึงชักกระบี่ออกมาหมายจะฆ่าโจโฉเสีย
ตันก๋งเงื้อกระบี่จะฆ่าโจโฉแต่แล้วกลับฉุกคิดขึ้นได้ว่า “เราตามมันมาถึงเพียงนี้ก็เพื่อบ้านเมือง ซึ่งจะฆ่ามันเสีย ณ บัดนี้ หาประโยชน์มิได้ สู้ทิ้งมันหนีไปดีกว่า”
คิดดังนั้น ตันก๋งเก็บกระบี่เข้าฝัก
ไม่รอฟ้าสาง ขึ้นม้าควบตรงไปเมืองตองกุ๋นทันที
ขณะที่สำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ระบุว่า ให้อาหารม้าเสร็จเฉาเชาเข้านอนก่อน
เฉินกงครุ่นคิด “ข้าคิดว่ามันเป็นคนดี เสียแรงทิ้งทุกสิ่งติดตามมันมา
ที่แท้มันเป็นคนอกตัญญู ทารุณโหดร้าย ถ้าเก็บมันไว้จะเป็นภัยภายหน้า ที่แท้มันกับต่งจั๋วก็ประเภทเดียวกัน”
แล้วคิดจะชักกระบี่ฆ่าทิ้งเสีย
เฉินกงกำลังจะลงมือพลันฉุกคิด “ข้าทำการเพื่อแผ่นดิน สู้อุตส่าห์ตามมันมาจะฆ่ามันเสียถือว่าไม่ถูกต้อง มิสู้ต่างคนต่างไปดีกว่า”
ไม่รอให้สว่างก็เก็บดาบขึ้นม้า หนีไปทางตงจวิ้น
น่ายินดีที่ ชัชวนันท์ สันธิเดช ได้ค้นคว้าและเรียบเรียง “สามก๊กพันธุ์แท้” แล้วตีพิมพ์ผ่านสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ เมื่อเดือนตุลาคม 2556
ในบทว่าด้วย “ความจริงหลายมุม กรณีโจโฉทรยศโลก”
ยืนยัน 1 การที่ยุทธนิยายเรื่อง “สามก๊ก” จากปลายพู่กันของหลอกวนตงนำเอาตันก๋งมาสวมบทบาทเป็นนายอำเภอจงพวน จับกุมแล้วปล่อยตัวโจโฉไปในกลางรัตติกาล
ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นตันก๋งตัวจริงไม่เคยเกี่ยวข้องกับโจโฉเลย
ยืนยัน 1 สำหรับการสังหารลิแปะเฉียและครอบครัวนั้นในจดหมายเหตุของเฉินโซ่วที่บันทึกไว้ในปลายยุคสามก๊กนั้นมิได้มีข้อมูลตรงนี้แต่อย่างใด ข้อมูลนี้ถูกเพิ่มเข้าไปโดยเผยซงจือ ผู้ทำการชำระจดหมายเหตุสามก๊กในภายหลัง
ชัชวนันท์ สันธิเดช ยืนยันว่า
เผยซงจือได้หยิบยกข้อมูลจาก 3 แหล่ง ได้แก่ 1 จากเว่ยซู หรือหนังสือราชวงศ์วุย 2 จากซื่อหยี่ว์หรือบรรยายความตามยุค และ 3 จากจ๋าจี้ หรือบันทึกเบ็ดเตล็ด
มาใส่เป็นหมายเหตุประกอบไว้
โดยจากหนังสือราชวงศ์วุยระบุว่า โจโฉเดินทางมาถึงบ้านของลิแปะเฉีย เพื่อนเก่าของเขาเอง (ไม่ได้บอกว่าเป็นเพื่อนพ่อ) และขอแวะพัก แต่แปะเฉียไม่อยู่ เจอแต่ลูกชายแปะเฉียพร้อมพวกอีกหลายคน
ปรากฏว่า ลูกแปะเฉียและเพื่อนพยายามจะปล้นม้า โจโฉจึงฆ่าคนกลุ่มนั้นตายไปหลายคน
จากหนังสือบรรยายความตามยุคระบุว่า
ระหว่างการหลบหนีตั๋งโต๊ะ โจโฉได้ผ่านมาทางบ้านของลิแปะเฉียและขออาศัยพักพิง ทว่า แปะเฉียไม่อยู่ พบแต่ลูกชาย 5 คนของเขา โดยฝ่ายเจ้าบ้านได้ให้การต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
แต่แล้วโจโฉเกิดระแวงขึ้นว่าลูกๆ ของแปะเฉียอาจคิดร้ายหรือจับตัวพวกเขา จึงฆ่าลูกแปะเฉียและคนในบ้านรวมแล้วตายไป 8 คน
และจากหนังสือบันทึกเบ็ดเตล็ดระบุว่า
ขณะมาพักพิงอยู่ที่บ้านของลิแปะเฉียนั้นโจโฉได้ยินเสียงอุปกรณ์ทำอาหาร (คาดได้ว่าน่าจะเป็นเสียงลับมีด) และเข้าใจว่าครอบครัวของแปะเฉียจะทำร้ายจึงสังหารทุกคนตายเรียบ
แต่ไม่ได้ระบุว่า ในจำนวนนั้นมีตัวแปะเฉียด้วยหรือไม่ และเมื่อพบว่าตัวเองเข้าใจผิดโจโฉจึงพูดออกมาว่า
“ข้ายอมทำร้ายคนอื่นเพื่อไม่ให้คนอื่นทำร้ายข้า”
ในความเห็นของ ชัชวนันท์ สันธิเดช ล่อกวนตงได้ยกเอาข้อมูลสุดท้ายไปไว้ในวรรณกรรม แต่ได้ปรับเปลี่ยนเรื่องราวเล็กน้อย
รวมทั้งดัดแปลงคำพูดของโจโฉ
จาก “หนิงกว่อฟู่เหญินอู่เหญินฟู่หว่อ” “ข้ายอมทำร้ายคนอื่นเพื่อไม่ให้คนอื่นทำร้ายข้า”
เป็น “หนิงเจี้ยวหว่อฟู่เทียนเซี่ยเหญิน ซิวเจี้ยวเทียนเซี่ยเหญินฟู่หว่อ” “ข้ายอมทำร้ายคนทั้งโลก ไม่ยอมให้ใครในโลกมาทำร้ายข้า”
ล่อกวนตงเปลี่ยนคำว่า “เหญิน” ซึ่งแปลว่า คนให้กลายเป็น “เทียนเซี่ยเหญิน” ซึ่งแปลว่าคนทั้งโลก ทำให้คนเข้าใจว่า โจโฉพร้อมจะทำร้าย “ใครก็ได้ใต้ฟ้านี้” ขอให้ตนเองอยู่รอดเป็นพอ
อีกทั้งยังบรรยายในท่วงทำนองราวกับว่า โจโฉมิได้รู้สึกรู้สาอะไรเลยกับสิ่งที่ได้ทำลงไป
จากรายละเอียดอันล่อกวนตงสอดสวมเข้าไปใน “สามก๊ก” นี้เอง เมื่อมีการแปลออกเป็นภาษาอังกฤษหรือเป็นภาษาไทยจึงถอดพิมพ์ออกมาอย่างที่เห็น
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็น
“ท่านว่าฉะนี้ก็ชอบกลอยู่ แต่ว่าธรรมดาเกิดมาทุกวันนี้ย่อมจะรักษาตัวมิให้ผู้อื่นคิดร้ายได้”
อย่าว่าแต่ของ วรรณไว พัธโนทัย แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช จะต่าง
หากแม้กระทั่ง “ยาขอบ” ผู้เขียนสามก๊ก “ฉบับวณิพก” เมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษก็ถอดออกมาอย่างโลดโผน
กลายเป็น “ยอดคำเท่” ติดตรึงอยู่กับโจโฉยาวนาน

