หน้าแรก บทความ สังคมไทยกับปั...

สังคมไทยกับปัญหาอาชญากรรมที่ใช้อาวุธปืน

13.08.26 | 12:15 น.

สังคมไทยกับปัญหาอาชญากรรมที่ใช้อาวุธปืน


สังคมไทยเกิดปัญหาการก่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการก่ออาชญากรรมโดยใช้อาวุธปืน ทั้งคดีเกี่ยวกับทรัพย์ เช่น ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฯลฯ หรือความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย เช่น ฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่า การใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่ผู้อื่น เช่น ยิงไล่รถยนต์ผู้อื่นขณะขับขี่บนทางสาธารณะหรือยิงปืนใส่บ้านผู้อื่นที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ฯลฯ นอกจากนั้นในคดีความผิดเกี่ยวกับชีวิตโดยใช้อาวุธปืนนั้น ผู้กระทำผิดมีทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่อายุน้อยลงทุกขณะ เช่นตั้งแต่ 14-15 ปีเท่านั้น และอาวุธปืนส่วนใหญ่ก็เป็นปืนที่ผิดกฎหมายหรือที่เรียกกันว่า “ปืนเถื่อน” ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ดังเห็นได้จากเวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงข่าวการระดมปราบปรามอาชญากรรมครั้งใหญ่ๆ จะยึดอาวุธทั้งปืนสั้นและปืนยาวได้เป็นจำนวนมากและเป็นปืนเถื่อนส่วนใหญ่ เหตุที่อาวุธปืนดังกล่าวได้รับความนิยม ก็เพราะอาวุธปืนเถื่อนนั้นหาซื้อได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอินเตอร์เน็ต มีราคาถูก และปืนเถื่อนนั้นเมื่อใช้ก่อเหตุร้ายแล้วก็มักนำไปทิ้งเพราะเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบหาตัวผู้กระทำผิดได้ยาก ไม่มีหลักฐานใดๆ ของทางราชการปรากฏอยู่

อย่างไรก็ดีมีข้อสังเกตว่ามิจฉาชีพที่ใช้อาวุธปืนก่อเหตุร้าย เช่น ชิงทรัพย์ร้านขายทองหรือธนาคาร ฯลฯ มักจะใช้อาวุธปืนเพียงขู่ให้ผู้เสียหายตกใจ ไม่ให้ต่อสู้และส่งมอบทรัพย์ให้โดยไม่ทำร้ายผู้เสียหาย แต่ผู้ใช้อาวุธปืนฆ่ากันมักจะเป็นประชาชนทั่วไปนี่เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดที่มักใช้อาวุธปืนฆ่าสมาชิกกลุ่มที่ขัดแย้งกันหรือใช้ยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าตรวจค้นจับกุมยาเสพติดจนเกิดคดีวิสามัญฆาตกรรมขึ้นบ่อยครั้ง

น่าเชื่อว่าผู้ที่ครอบครองอาวุธปืนทั้งโดยชอบด้วยกฎหมายและครอบครองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีอยู่เกลื่อนกลาดทั้งในเรื่องการครอบครองและพกพาอาวุธปืนรวมทั้งการใช้อาวุธปืนยิงใส่บุคคลอื่น หรือยิงใส่ทรัพย์สินของบุคคลอื่นว่าจะผิดกฎหมายอะไรบ้าง และอาจต้องรับโทษทัณฑ์ทางอาญาประการใด และความไม่รู้นี้เองจึงทำให้เกิดการกระทำผิดได้โดยง่าย ก่อภยันตรายอย่างร้ายแรงแก่สังคม ซึ่งรัฐเองก็ยังไม่สามารถป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

Advertisement

ผลกระทบในทางกฎหมายที่ควรทราบประการแรกก็คือ อาวุธปืนนั้นในทางกฎหมายถือว่าเป็นอาวุธร้ายแรงเพราะใช้ดินระเบิด อาจทำให้ผู้ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บสาหัสได้ ดังนั้น หากผู้กระทำผิดใช้อาวุธปืนเล็งยิงใส่ตัวบุคคล ปกติจะถือว่ามีเจตนาฆ่าอันเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 หรือมาตรา 289 แล้วแต่กรณี ซึ่งมีโทษทางอาญาถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุผตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี หรือหากเป็นกรณีมาตรา 289 ก็มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว หากผู้ถูกยิงเพียงได้รับบาดเจ็บไม่ถึงแก่ความตายก็จะมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งมีโทษสูงเช่นกัน เว้นแต่

มีพยานหลักฐานชัดแจ้งว่าผู้กระทำผิดอยู่ใกล้กับผู้เสียหาย หากผู้กระทำผิดเจตนาฆ่าผู้ตายก็สามารถเลือกยิงอวัยวะสำคัญ เช่น ศีรษะหรือหน้าอก แต่ผู้กระทำผิดกลับเล็งยิงที่เท้าหรือแขน แสดงว่ามีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น (ฎีกาที่ 1006/2501, 182/2532)

นอกจากนั้น ผู้ที่มีอาวุธปืนพกติดตัวมักจะมีความฮึกเหิมใจมากกว่าปกติ จึงมีแนวโน้มใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้อื่นโดยสาเหตุโกรธเคืองกันเพียงเล็กน้อย เช่น การขับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไปตามถนนสาธารณะ แล้วขับขี่รถปาดหน้ากันหรือเฉี่ยวชนกัน หรือโกรธจัดหากมีผู้บีบแตรเร่งหรือเตือน เมื่อมีการทะเลาะโต้เถียงกันก็มักจะใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์ผู้อื่นโดยทันที โดยรวมทั้งกรณีที่ใช้อาวุธปืนยิงใส่บ้านผู้อื่น

ซึ่งมีสาเหตุโกรธเคืองเพียงเล็กน้อยโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น โดยไม่สนใจว่ากระสุนอาวุธปืนอาจถูกผู้อยู่ในรถยนต์อีกคันหนึ่งหรือผู้พักอาศัยอยู่ในบ้านถึงตายหรือบาดเจ็บสาหัส และตัวผู้ยิงก็จะต้องรับโทษอาญาสถานหนักในความผิดฐานฆ่าหรือพยายามฆ่าผู้อื่น ดังเช่นกรณีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้ เช่น กรณียิงปืนใส่รถยนต์ คำพิพากษาฎีกาที่ 231/2528 จำเลยยิงปืนใส่ท้ายรถยนต์คันหน้าเพราะไม่พอใจที่ขับรถแซง รูกระสุนทะลุต่ำกว่าผู้โดยสารนั่ง 15 ซม. จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนอาจทำให้ตายได้ แต่กระสุนยังไม่ทะลุเข้าไปถึงคนในรถเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า ลงโทษจำคุกกรณียิงปืนใส่บ้านผู้อื่นซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ คำพิพากษาฎีกาที่ 2456/2531 จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ฝาห้องผู้เสียหาย ถูกฝาห้องจากพื้น 1 เมตรเศษ ซึ่งไม่เกินความสูงของบุคคลธรรมดา โดยรู้อยู่ว่าผู้เสียหายอยู่ในห้องนั้น แม้จำเลยไม่เห็นตัวผู้เสียหายเลยและไม่ทราบว่าผู้เสียหายหลบซ่อนอยู่ในห้องนั้น จึงย่อมเล็งเห็นผลว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายได้ จำเลยจึงมีเจตนาให้กระสุนถูกผู้เสียหายเมื่อยิงไม่ถูก

จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า จำคุก 6 ปี 8 เดือน

ข้อกฎหมายที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือบรรดาผู้ที่พกพาอาวุธปืนไม่ว่าผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นเมื่อถูกตรวจค้นและจับกุมก็มักจะอ้างเหมือนกันว่า “เอาไว้ป้องกันตน” ซึ่งความจริงแล้วโอกาสใช้อาวุธปืนดังกล่าวป้องกันตนหรือทรัพย์สินมักจะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งบัญญัติว่า

“ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้น เป็นการป้องกันตามกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด” แต่ในทางปฏิบัติการป้องกันตามกฎหมาย เช่น สถานการณ์ที่จะทำให้เกิดการป้องกันจะไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่อาวุธปืนดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้ในเรื่องร้ายอื่นๆ มากกว่า เช่น ใช้ตัดสินปัญหาชีวิตของตนเองด้วยการยิงตัวตาย หรือยิงบุคคลในครอบครัว ไม่เว้นแม้แต่ลูกๆ หรือยิงอดีตภรรยาซึ่งเลิกรากันแล้วตามง้อไม่สำเร็จ หรือเก็บรักษาอาวุธปืนไม่ดี เช่น เอาไว้ใต้หมอนหรือในตู้เสื้อผ้าทำให้เด็กๆ ค้นเจอและเอาไปยิงเล่นถูกลูกๆ ด้วยกันเอง หรือเจ้าของปืนทำปืนลั่นใส่ตนเองถึงตายหรือบาดเจ็บสาหัส การทะเลาะจะกับเพื่อนบ้านหรือเพื่อนร่วมงานหากอีกฝ่ายมีอาวุธปืนก็อาจจบด้วยเรื่องสลดใจได้เสมอ ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะอ้างว่านัดมาพบกันเพื่อเคลียร์ปัญหา แต่ความจริงก็คือนัดมาทะเลาะวิวาททำร้ายซึ่งกันและกันเพราะต่างพกพาอาวุธมีดหรือปืนมาครบครัน เมื่อเกิดบาดเจ็บล้มตายย่อมจะอ้างว่าป้องกันตนไม่ได้เพราะเป็นเรื่องสมัครใจทำร้ายกันนั่นเอง และต้องรับโทษฐานพยายามฆ่าหรือฆ่าผู้อื่นเสียอนาคตไปอย่างน่าเสียดาย

อนึ่ง บิดามารดาหรือผู้ปกครองมีหน้าที่ต้องระมัดระวังมิให้บุตรหลานครอบครองอาวุธปืนและพกพาไปตามที่สาธารณะจนไปก่อเหตุร้ายขึ้น มิฉะนั้นจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (2) ฐานส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือเสี่ยงต่อการกระทำผิดมีโทษตามมาตรา 78 จำคุกไม่เกินสามเดือน ฯลฯ ดังนั้น จึงควรดำเนินคดีกับบิดามารดาหรือผู้ปกครองควบคู่ไปด้วยเสมอจะช่วยป้องกันการก่ออาชญากรรมได้อีกทางหนึ่งด้วย

การใช้อาวุธปืนป้องกันทรัพย์สินก็ต้องระมัดระวังว่าทรัพย์สินนั้นๆ มีความสำคัญหรือคุณค่าสมดุลกับการที่จะทำให้คนร้ายตายหรือบาดเจ็บสาหัสจากอาวุธปืนหรือไม่ เพราะหากไม่สมดุลกันก็อาจเป็นการป้องกันเกินกว่าเหตุตามมาตรา 69 ซึ่งยังเป็นความผิดแต่กฎหมายบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ ดังเช่นตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 930/2590 ใช้อาวุธปืนยิงคนที่เข้ามาในสวนทุเรียนเพื่อป้องกันทรัพย์ ยิงไปที่ขาด้วยปืนแก๊ป แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่า จึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายสาหัสเพื่อป้องกัน แต่เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ

สำหรับการใช้อาวุธปืนป้องกันชีวิตหรือร่างกายก็ต้องระมัดระวังเพราะมีเงื่อนแง่ทางกฎหมายหลายประการที่จะพิจารณาเป็นการป้องกันโดยชอบ มาตรา 68 เช่นภัยที่เป็นเหตุให้ต้องใช้สิทธิ เป็นภยันตรายที่ผิดกฎหมาย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงและเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ ดังนั้น การใช้สิทธิป้องกันตัวในประเทศไทยจึงมิใช่สิ่งที่กระทำได้โดยง่าย หากผิดขั้นตอนของกฎหมายก็อาจเป็นคดีฆ่าคนตายได้เสมอ

ปัญหาว่าเมื่อมีเหตุการณ์ครบองค์ประกอบสิทธิป้องกันตามมาตรา 68 แล้ว ผู้ที่จะใช้สิทธิต้องหลบหลีกภัยดังกล่าวเสียก่อน หากหลบเลี่ยงไม่ทันจึงจะใช้สิทธิป้องกันตัวได้ แต่ไม่หลบเลี่ยงเลยแสดงว่าสมัครใจต่อสู้ทันใช่หรือไม่ คำตอบก็คือผู้ใช้สิทธิไม่จำต้องหลบหลีกเสียก่อน เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 28 วรรคแรก บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย” ดังนั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 39/2503 จึงพิพากษาว่า การที่ผู้ที่จะถูกทำร้ายหลบหนีได้ แต่ไม่หนีไม่แสดงว่าสมัครใจต่อสู้ด้วย เป็นการใช้สิทธิป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และคำพิพากษาฎีกาที่ 169/2504 พิพากษาว่าไม่มีความจำเป็นหรือความชอบธรรมอย่างใดที่จะบังคับให้ผู้ประสบภัยต้องหลบหนีแทนที่จะใช้สิทธิป้องกัน ฯลฯ แนวคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวนี้สอดคล้องกับหลักสิทธิป้องกันตัวโดยไม่จำต้องหลบหลีกเสียก่อนหรือหลัก “Stand Your Ground” ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เกิดอาชญากรรมจากการใช้อาวุธปืนมากที่สุดในโลก มีประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บล้มตายนับหมื่นคนทั่วประเทศ

สิทธิป้องกันตนของสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้น หากมีเหตุการณ์น่าเชื่อว่าจะมีคนมาทำร้าย แม้ความจริงไม่มีเหตุร้ายดังกล่าว โดยสามารถใช้สิทธิป้องกันได้จนอีกฝ่ายถึงแก่ความตาย ซึ่งตามกฎหมายไทยก็ยอมรับหลักการป้องกันโดยเข้าใจผิดเช่นกัน เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 51/2512 จำเลยมีเหตุเข้าใจผิดว่าผู้ตายเป็นคนร้ายและจะทำร้ายตน ถือว่าจำเลยใช้สิทธิป้องกันตนโดยชอบด้วยกฎหมาย

กล่าวโดยสรุป สังคมไทยจะปลอดภัยจากอาวุธปืนก็โดยทางราชการต้องบังคับใช้กฎหมายอาวุธปืนให้มีประสิทธิภาพโดยไม่จำต้องแก้ไขกฎหมาย ทั้งนี้ โดยปราบปรามการมีและครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมาย (ปืนเถื่อน) รวมทั้งการพกพาอาวุธปืนในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรอย่างจริงจัง เพราะหากปราบปรามการครอบครองและพกพาอาวุธปืนเถื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะลดปัญหาความรุนแรงในสังคมได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกันรัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กันไปด้วย เพื่อประชาชนจะได้ไม่ต้องแสวงหาอาวุธปืนมาไว้ในครอบครองและพกพาออกไปในที่สาธารณะ เป็นการป้องกันอาชญากรรมร้ายแรงจากอาวุธปืนได้เป็นอย่างดียิ่งอีกทางหนึ่ง

ศาสตราจารย์พิเศษ กุลพล พลวัน