ศาสตร์แห่งความเข้าใจเพื่อนมนุษย์และไม่ทำร้ายกัน
เข้าใจว่าในโลกมนุษย์ในนี้เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความเชื่อ ชาติพันธุ์ หรือสถานะทางสังคมของมนุษย์ด้วยกัน บวกกับสิ่งที่มนุษย์ต้องเผชิญร่วมกัน นั่นก็คือ “การอยู่ร่วมกันกับเพื่อนมนุษย์ผู้อื่น” และสำหรับการอยู่ร่วมกันเพื่อให้เกิดสันติสุขในโลกใบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากต้องอาศัย “ศาสตร์แห่งความเข้าใจเพื่อนมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญ”
ศาสตร์แห่งความเข้าใจเพื่อนมนุษย์และการไม่ทำร้ายกัน จึงไม่ใช่เพียงเป็นความรู้ความเข้าใจเชิงทฤษฎีเท่านั้น แต่มันต้องมีการฝึกฝนทางจิตใจและเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และเพื่อนมนุษย์ร่วมกัน เพื่อทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีของกันและกันอย่างแท้จริง ซึ่งบางครั้งก็ไปใช้ศัพท์ที่ดูจะเข้าใจยาก ก็คือ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
จึงมีข้อเสนอกันว่า เราจะเริ่มต้นกันอย่างไรในศาสตร์แห่งความเข้าใจเพื่อนมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจกันและไม่ทำร้ายกัน หรือถึงขั้นลงมือ “ฆ่ากัน” นี่คือสิ่งที่เสนอมาเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ประการแรก การเข้าใจเพื่อนมนุษย์เริ่มจาก “การตั้งใจฟังกันอย่างลึกซึ้ง” (Deep Listening) มิใช่ฟังเพียงเพื่อโต้ตอบ แต่ฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจในโลกของอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะมนุษย์แต่ละคนล้วนมีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่ ครอบครัว การเลี้ยงดู การรับรู้ การตัดสินใจผู้อื่นด้วยกรอบความคิดของตนเองเพียงด้านเดียว จึงมักนำไปสู่ความขัดแย้งหรือความเครียดและความไม่พอใจโดยไม่จำเป็น การฟังอย่างตั้งใจจึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความแตกต่าง
ประการที่สอง ต้องเข้าใจวิถีการอยู่ร่วมกันต้องมีความสามารถในการเข้าอกเข้าใจกันหรือ “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” (Empathy) โดยการมองโลกผ่านสายตาของผู้อื่น ช่วยทำให้เราลดอคติและความเกลียดชังลงไปได้ เมื่อเราได้ทำความเข้าใจว่า เบื้องหลังพฤติกรรมของคน ๆ หนึ่ง อาจจะมีความทุกข์ ความกดดัน หรือมีข้อจำกัดบางอย่าง เพื่อความเข้าอกเข้าใจ ทำให้เราลดการตัดสินใจต่อเพื่อนมนุษย์ที่ถูกต้องมากขึ้น และเพิ่มความเมตตาต่อกัน
ประการที่สาม ต้องเข้าใจเรื่อง “การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” (Human dignity) ว่า มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง ไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันเพียงใดก็ตาม และไม่ทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นไปในลักษณะของคำพูด กดดันด้วยการหยอกล้อ การด้อยค่า หรือลดคุณค่า รวมไปถึง การไม่ใช้โครงสร้างอำนาจที่เหนือกว่าไปกดทับผู้อื่น ซึ่งการกระทำเหล่านี้ อาจจะนำไปสู่การทำร้ายร่างกายเพื่อนมนุษย์ทางกายได้ อันมีตัวอย่างบทเรียนให้เห็น ๆ กันอยู่บ่อยครั้ง
ประการที่สี่ ต้องเข้าใจ “การตระหนักรู้ในตนเอง” (Self awareness) เราจะเห็นว่าหลายครั้งความรุนแรงมักเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความโกรธ ความกลัว หรือความไม่มั่นคงภายในจิตใจของตนเอง และการช่วยให้มนุษย์เรามีสติและมีจิตใต้สำนึกของตน ซึ่งหากมนุษย์เรารู้จิตใต้สำนึกของตน ทำให้สามารถรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง ควบคุมตนเองได้ ก็จะสามารถควบคุมการกระทำของตน โดยไม่ปล่อยให้ความรู้สึกชั่ววูบไปทำรายผู้อื่นได้
ประการที่ห้า สังคมมนุษย์ต้องร่วม “สร้างวัฒนธรรมแห่งความเมตตา” สังคมต้องร่วมสร้างความเข้าใจเพื่อนมนุษย์ โดยต้องถูกหล่อหลอมผ่านสถาบันครอบครัว โรงเรียน และสถาบันต่าง ๆ ในสังคม ทั้งนี้เพราะเห็นว่าจะต้องช่วยกันทำต้นทางการป้องกันการใช้ความรุนแรงในสังคม โดยในการปลูกฝังการเรียนรู้ให้คนเคารพความแตกต่าง เห็นคุณค่าของผู้อื่น อันเป็นพื้นฐานการช่วยลดความรุนแรงในระยะยาว และเป็นการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี
ผมเข้าใจว่า ในโลกสมัยใหม่ใบนี้ กำลังมาถึงยุคที่สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพราะความไม่เข้าใจกันและเป็นยุคที่มนุษย์ชอบทำร้ายกัน สังคมยุคใหม่นี้จึงเป็นสังคมที่พร้อมจะสร้างความรุนแรงหรือทำร้ายกันได้ตลอดเวลา เพราะความสลับซับซ้อนของสังคมยุคใหม่และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีบวกกับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ทั้งในแง่ความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำ การไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกดขี่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนความแตกต่างในมิติต่าง ๆ มากมายในสังคมมนุษย์ โดยเฉพาะการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน
ศาสตร์แห่งความเข้าใจเพื่อนมนุษย์จึงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ท่ามกลางการเกิดขึ้นของการตัดสินใจทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ทั้งการใช้อาวุธปืน อาวุธระเบิด และอาวุธในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกือบทุกด้านในโลกใบนี้ ทั้งนี้เพราะความรุนแรงอาจจะไม่ได้เริ่มต้นจากอาวุธก็ได้ หากแต่เริ่มต้นจาก “ความไม่เข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”
ดังนั้น การไม่ทำร้ายเพื่อนมนุษย์จึงไม่ใช่เพียงต้องใช้หลักจิตสำนึกหรือใช้หลักศรีธรรมเท่านั้น แต่หากต้องใช้หรือเป็น “ทักษะ” ที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนอย่างต่อเนื่องในศาสตร์แห่งความเข้าใจเพื่อนมนุษย์เพื่อให้เพื่อนมนุษย์หรือคนในสังคมเข้าถึง “ศาสตร์” นี้ให้ได้ ซึ่งจะทำให้สังคมโลกนี้เปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งไปสู่ความร่วมมือและเปลี่ยนผ่านจากความหวาดระแวงไปสู่ความวางใจอันจะทำให้คนเราลดการทำร้ายซึ่งกันและกันลงไปได้
ผมเข้าใจว่า ในสังคมไทย มีเหตุการณ์ตัดสินใจทำร้ายกัน และถึงขั้นตัดสินใจใช้ปืนยิงกัน หรือการจอยิงทั้งในโรงเรียน หน่วยงานและสถานที่ต่างๆ มิใช่เป็นเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นแต่เกิดขึ้นมานานหลายๆปีแล้ว โดยมีการขยายความรุนแรงมากขึ้น แม้ว่าหลายภาคส่วนหลายหน่วยงานในสังคม ได้พยายามหาข้อสรุปถึงสาเหตุ มูลเหตุจูงใจการกระทำและการหาแนวทางป้องกันแก้ไขมิให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นมาอีก ซึ่งก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันเรียนรู้ร่วมกันทั้งฝ่ายที่ กระทำ ถูกกระทำ และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งเห็นว่ามมีความละเอียดอ่อนต่อเรื่องนี้มาก
แต่มิใช่เพียงสรุปกันอย่างสั้น ๆ ว่า จะต้องควบคุมการครอบครองอาวุธปืนในสังคมไทย หรือทำโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เพิ่มการรักษาความปลอดภัย หรือการค้นหาสาเหตุความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกันในโรงเรียนเท่านั้น และเข้าใจว่าต้นทางของปัญหาในสังคมยุคใหม่มีเรื่องต้องศึกษากันอย่างละเอียดรอบด้านอีกมากมายในกรณีดังกล่าว
จึงเห็นว่า โดยสรุปเหตุการณ์ที่ตัดสินใจทำร้ายและยิงกัน จึงมิได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากค่อยๆ ก่อตัวจากความขัดแย้ง ทั้งความเครียด ความกดดันในลักษณะต่างๆ จนคนคนนั้นแปรเปลี่ยนเป็นการใช้ความรุนแรงในที่สุด และสิ่งที่จะต้องควรมาทบทวนแก้ไขปัญหากันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นทางนั่นก็คือ การทำความเข้าใจ “ศาสตร์แห่งความเข้าใจเพื่อนมนุษย์และการไม่ทำร้ายกัน” เพื่อเรียนรู้และตั้งคำถามว่าเราจะสร้างความเข้าใจการอยู่ร่วมกันทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร เพื่อมิให้คนเราก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้อีกอย่างไร
อย่างไรก็ตามสถาบันพระปกเกล้า โดยสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง ได้ทำการส่งเสริมความเข้าใจเพื่อนมนุษย์และไม่ทำร้ายกัน ผ่านโครงการโรงเรียนพลเมือง ซึ่งได้เริ่มต้นมาแล้วเพื่อให้ผู้นำชุมชนนักศึกษา และเยาวชนในชุมชนของทุกจังหวัดได้เรียนรู้ร่วมกันถึงความเป็นพลเมืองที่เน้นให้มีการเคารพถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้มีความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและไม่ทำร้ายกัน และนี่คือการช่วยการสร้างสังคมที่ต้นทางที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงได้อย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม
ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง
สถาบันพระปกเกล้า

