อาทิตย์ที่ผ่านมา เรื่องของ ”อาวุธปืน” กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุอาชญากรรม 2 ครั้งติดกันในช่วงเวลาไม่ถึง 1 อาทิตย์ ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ครั้งแรกมาจากเยาวชนนำปืนของผู้ปกครองเข้าไปก่อเหตุในพื้นที่โรงเรียนนำมาซึ่งความสูญเสียจำนวนมาก ครั้งที่สองจากกรณีอดีตส.ส. ใช้อาวุธปืนยิงนายกอบจ. คู่กรณีในพื้นที่ทำการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั้งสองกรณีมีความเหมือนที่ต่างกัน คือ เกิดเหตุในสถานที่ราชการ ในเวลากลางวัน และกระทำอย่างอุกอาจทั้งคู่
แม้ต่อมาภายหลังนายกรัฐมนตรีในฐานะเจ้ากระทรวงมหาดไทยอีกตำแหน่งหนึ่งจะออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการใช้อาวุธปืนป้องกันตัว และพูดไปถึงว่า เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน การยิงโจรในบ้านก็อาจจะผิดได้ จากนั้นเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงคำสัมภาษณ์ดังกล่าว แม้ต่อมาภายหลังนายกฯ จะออกมาชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว ”พูดสั้นไป“
และขยายความว่า ตนไม่ได้หมายความว่ากฎหมายห้ามประชาชนป้องกันตัว แต่ต้องการเตือนถึงผลที่ตามมาจากการใช้อาวุธปืน เพราะเมื่อเกิดการยิงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุสุดวิสัย การป้องกันตัว หรือการกระทำที่อ้างว่าพอสมควรแก่เหตุ ผู้ใช้อาวุธก็อาจต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ถูกดำเนินคดี และพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล
แน่นอนว่าประเด็นของสังคมต่อเรื่องนี้ และหลังจากนี้ คงไม่ได้อยู่ที่ว่านายกฯ จะออกมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างไร แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรต่อในประเด็นดังกล่าว ซึ่งเพียงการเตือนประชาชนว่า “อย่าครอบครองหรือมีไว้ซึ่งอาวุธปืน” คงไม่เพียงพอแน่ เพราะเรื่องนี้คือเรื่องที่ว่า ตอนนี้ ถึงเวลาต้องจัดระเบียบอาวุธปืนครั้งใหญ่แล้วหรือยัง
จากข้อมูลสำหรับประเทศไทย พบว่า เรื่องของอาวุธปืนถูกกำกับควบคุมภายใต้พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายหลัก และผ่าสการแก้ไขมาแล้ว 9 ครั้ง ครั้งล่าสุดปี 2543 เป็นเพียงการปรับค่าธรรมเนียม โดยกฎหมายกำหนดให้ขอใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ได้ใน 3 กรณีเท่านั้น คือป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน กีฬา และล่าสัตว์ เมื่อเทียบกับนานาประเทศแล้ว ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่หลายจุด
ตัวเลขที่ยืนยันว่าปัญหามีอยู่ชัดเจน ข้อมูลจาก Small Arms Survey ปี 2560 ระบุว่าไทยมีปืนในมือพลเรือนสูงถึง 10.3 ล้านกระบอก มากเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับ 13 ของโลก โดยในจำนวนนี้เป็นปืนขึ้นทะเบียนถูกต้องเพียงราว 6 ล้านกระบอก ส่วนที่เหลืออีกกว่า 4 ล้านกระบอกไม่มีทะเบียนเลย พูดง่าย ๆ คือปืนเถื่อนในมือคนไทยมีจำนวนมากกว่าประชากรของหลายจังหวัดรวมกัน และจากข้อมูลวิทยานิพนธ์เรื่อง “สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา” (รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2567) ที่กล่าวถึงสถิติคดีอาญาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงปี 2562–2566 ก็ยืนยันภาพเดียวกันนี้ ว่า คดีเกี่ยวกับ “ปืนธรรมดาไม่มีทะเบียน” สูงกว่าคดีปืนมีทะเบียนถึง 3–5 เท่าตัวในทุกปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ปีหลัง จากราว 24,860 คดีในปี 2562 ไปแตะ 34,806 คดีในปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุกราดยิงใหญ่ทั้งที่ห้างพารากอนและก่อนหน้านั้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหนองบัวลำภู ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนของไทยก็สะท้อนทิศทางเดียวกัน จาก 2,804 คนในปี 2562 ขยับขึ้นเป็น 3,830 คนในปี 2566
โดยเรื่องแรกที่อยากให้พิจารณาในเรื่องนี้ คือ กฎหมายที่ใช้บังคับมากว่า 75 ปี ไม่สามารถควบคุมปริมาณปืนเถื่อนที่เพิ่มขึ้นได้เลย เพราะช่องโหว่สำคัญอยู่ที่ขั้นตอนเรื่องการอนุญาต กล่าวคือระหว่างที่ประชาชนได้ใบอนุญาตให้ซื้อปืน (แบบ ป.๓) กับใบอนุญาตให้มีและใช้ปืนจริง (แบบ ป.๔) กฎหมายไม่ได้กำหนดกรอบเวลาบังคับหรือบทลงโทษไว้เลยว่าถ้าไม่ไปขอ ป.๔ ตามกำหนดจะเกิดอะไรขึ้น มีเพียงข้อความในใบคู่มือประจำปืนที่เขียนกำกับไว้ลอย ๆ ว่า “ไม่ช้ากว่า 15 วัน” ซึ่งไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมายรองรับ และช่วงรอยต่อที่ไร้การควบคุมนี้เองที่เปิดช่องให้ปืนถูกโอนมือต่อไปยังผู้อื่นโดยไม่มีใบอนุญาต และกลายเป็นปืนที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้
ถัดมาคือ อำนาจดุลพินิจของนายทะเบียนท้องที่ที่ไม่มีกรอบมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรืออธิบดีกรมการปกครอง ต่างมีอำนาจพิจารณาอนุญาตโดยไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าบุคคลหนึ่งควรมีปืนได้กี่กระบอก ชนิดใด ด้วยเหตุผลแบบไหนถึงจะเพียงพอ ผลคือแต่ละพื้นที่ตัดสินใจต่างกันไปมาก ขณะที่อังกฤษให้หัวหน้าตำรวจซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นผู้พิจารณา และญี่ปุ่นให้คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะระดับจังหวัดทำหน้าที่นี้
สุดท้ายคือ เรื่องใบอนุญาตที่มีอายุตลอดชีพ ตามมาตรา 23 (3) ซึ่งกำหนดให้ใบอนุญาต ป.๔ มีอายุ “ตลอดเวลาที่เป็นเจ้าของอาวุธปืน” นั่นหมายความว่าเมื่อได้รับอนุญาตครั้งหนึ่งแล้ว รัฐแทบไม่มีโอกาสตรวจสอบซ้ำอีกเลยตลอดชีวิตของเจ้าของปืน แม้ภายหลังบุคคลนั้นจะป่วยทางจิต มีคดีความ หรือขาดคุณสมบัติไปแล้วก็ตาม ต่างจากญี่ปุ่นที่บังคับให้ต่ออายุพร้อมตรวจสุขภาพจิตใหม่ทุก 3 ปี หรือนิวซีแลนด์ที่ให้ต่ออายุทุก 10 ปีพร้อมประเมินความเสี่ยงในครอบครัวใหม่ทุกครั้ง
น่าสนใจว่าหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลกลับมาพูดถึงทิศทางที่เป็นบวกต่อการแก้ไขเรื่องนี้มากขึ้น โดยมีความเคลื่อนไหวให้หยุดออกใบ ป.3 และปืนสวัสดิการเป็นการชั่วคราว พร้อมปรับให้ใบ ป.4 ต้องต่ออายุทุก 3 ปีแทนที่จะเป็นตลอดชีพเหมือนเดิม ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่ตรงจุด แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ มาตรการเหล่านี้จะเป็นเพียงการตอบสนองเฉพาะหน้าหลังเกิดข่าวใหญ่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต หรือจะกลายเป็นการปฏิรูปเชิงระบบอย่างแท้จริงแบบที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เคยทำสำเร็จมาแล้วหลังจากเหตุการณ์กราดยิงที่พอร์ตอาร์เธอร์ ออสเตรเลีย ปี 2539 และเหตุกราดยิงมัสยิดไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ ปี 2562
เพราะสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ถ้าไม่ลงมือแก้ไขอย่างจริงจังในช่วงเวลาที่สังคมยังตื่นตัวกับเรื่องนี้ ปืนเถื่อนอีกหลายล้านกระบอกที่ยังหมุนเวียนอยู่ในสังคมไทย ก็พร้อมจะเป็นชนวนของอาชญากรรมครั้งต่อไปได้เสมอ



