หน้าแรก บทความ อรรถสิทธิ์ พา...

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | โจทย์ใหญ่รัฐบาล กับเส้นทางบังคับ ล็อกเป้าคุมอาวุธปืน

14.08.26 | 19:05 น.

อาทิตย์ที่ผ่านมา เรื่องของ ”อาวุธปืน” กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุอาชญากรรม 2 ครั้งติดกันในช่วงเวลาไม่ถึง 1 อาทิตย์ ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ครั้งแรกมาจากเยาวชนนำปืนของผู้ปกครองเข้าไปก่อเหตุในพื้นที่โรงเรียนนำมาซึ่งความสูญเสียจำนวนมาก ครั้งที่สองจากกรณีอดีตส.ส. ใช้อาวุธปืนยิงนายกอบจ. คู่กรณีในพื้นที่ทำการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั้งสองกรณีมีความเหมือนที่ต่างกัน คือ เกิดเหตุในสถานที่ราชการ ในเวลากลางวัน และกระทำอย่างอุกอาจทั้งคู่


แม้ต่อมาภายหลังนายกรัฐมนตรีในฐานะเจ้ากระทรวงมหาดไทยอีกตำแหน่งหนึ่งจะออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการใช้อาวุธปืนป้องกันตัว และพูดไปถึงว่า เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน การยิงโจรในบ้านก็อาจจะผิดได้ จากนั้นเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงคำสัมภาษณ์ดังกล่าว แม้ต่อมาภายหลังนายกฯ จะออกมาชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว ”พูดสั้นไป“

และขยายความว่า ตนไม่ได้หมายความว่ากฎหมายห้ามประชาชนป้องกันตัว แต่ต้องการเตือนถึงผลที่ตามมาจากการใช้อาวุธปืน เพราะเมื่อเกิดการยิงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุสุดวิสัย การป้องกันตัว หรือการกระทำที่อ้างว่าพอสมควรแก่เหตุ ผู้ใช้อาวุธก็อาจต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ถูกดำเนินคดี และพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล

แน่นอนว่าประเด็นของสังคมต่อเรื่องนี้ และหลังจากนี้ คงไม่ได้อยู่ที่ว่านายกฯ จะออกมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างไร แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรต่อในประเด็นดังกล่าว ซึ่งเพียงการเตือนประชาชนว่า “อย่าครอบครองหรือมีไว้ซึ่งอาวุธปืน” คงไม่เพียงพอแน่ เพราะเรื่องนี้คือเรื่องที่ว่า ตอนนี้ ถึงเวลาต้องจัดระเบียบอาวุธปืนครั้งใหญ่แล้วหรือยัง

Advertisement

จากข้อมูลสำหรับประเทศไทย พบว่า เรื่องของอาวุธปืนถูกกำกับควบคุมภายใต้พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายหลัก และผ่าสการแก้ไขมาแล้ว 9 ครั้ง ครั้งล่าสุดปี 2543 เป็นเพียงการปรับค่าธรรมเนียม โดยกฎหมายกำหนดให้ขอใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ได้ใน 3 กรณีเท่านั้น คือป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน กีฬา และล่าสัตว์ เมื่อเทียบกับนานาประเทศแล้ว ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่หลายจุด

ตัวเลขที่ยืนยันว่าปัญหามีอยู่ชัดเจน ข้อมูลจาก Small Arms Survey ปี 2560 ระบุว่าไทยมีปืนในมือพลเรือนสูงถึง 10.3 ล้านกระบอก มากเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับ 13 ของโลก โดยในจำนวนนี้เป็นปืนขึ้นทะเบียนถูกต้องเพียงราว 6 ล้านกระบอก ส่วนที่เหลืออีกกว่า 4 ล้านกระบอกไม่มีทะเบียนเลย พูดง่าย ๆ คือปืนเถื่อนในมือคนไทยมีจำนวนมากกว่าประชากรของหลายจังหวัดรวมกัน และจากข้อมูลวิทยานิพนธ์เรื่อง “สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา” (รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2567) ที่กล่าวถึงสถิติคดีอาญาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงปี 2562–2566 ก็ยืนยันภาพเดียวกันนี้ ว่า คดีเกี่ยวกับ “ปืนธรรมดาไม่มีทะเบียน” สูงกว่าคดีปืนมีทะเบียนถึง 3–5 เท่าตัวในทุกปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ปีหลัง จากราว 24,860 คดีในปี 2562 ไปแตะ 34,806 คดีในปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุกราดยิงใหญ่ทั้งที่ห้างพารากอนและก่อนหน้านั้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหนองบัวลำภู ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนของไทยก็สะท้อนทิศทางเดียวกัน จาก 2,804 คนในปี 2562 ขยับขึ้นเป็น 3,830 คนในปี 2566

โดยเรื่องแรกที่อยากให้พิจารณาในเรื่องนี้ คือ กฎหมายที่ใช้บังคับมากว่า 75 ปี ไม่สามารถควบคุมปริมาณปืนเถื่อนที่เพิ่มขึ้นได้เลย เพราะช่องโหว่สำคัญอยู่ที่ขั้นตอนเรื่องการอนุญาต กล่าวคือระหว่างที่ประชาชนได้ใบอนุญาตให้ซื้อปืน (แบบ ป.๓) กับใบอนุญาตให้มีและใช้ปืนจริง (แบบ ป.๔) กฎหมายไม่ได้กำหนดกรอบเวลาบังคับหรือบทลงโทษไว้เลยว่าถ้าไม่ไปขอ ป.๔ ตามกำหนดจะเกิดอะไรขึ้น มีเพียงข้อความในใบคู่มือประจำปืนที่เขียนกำกับไว้ลอย ๆ ว่า “ไม่ช้ากว่า 15 วัน” ซึ่งไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมายรองรับ และช่วงรอยต่อที่ไร้การควบคุมนี้เองที่เปิดช่องให้ปืนถูกโอนมือต่อไปยังผู้อื่นโดยไม่มีใบอนุญาต และกลายเป็นปืนที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้

ถัดมาคือ อำนาจดุลพินิจของนายทะเบียนท้องที่ที่ไม่มีกรอบมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรืออธิบดีกรมการปกครอง ต่างมีอำนาจพิจารณาอนุญาตโดยไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าบุคคลหนึ่งควรมีปืนได้กี่กระบอก ชนิดใด ด้วยเหตุผลแบบไหนถึงจะเพียงพอ ผลคือแต่ละพื้นที่ตัดสินใจต่างกันไปมาก ขณะที่อังกฤษให้หัวหน้าตำรวจซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นผู้พิจารณา และญี่ปุ่นให้คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะระดับจังหวัดทำหน้าที่นี้

สุดท้ายคือ เรื่องใบอนุญาตที่มีอายุตลอดชีพ ตามมาตรา 23 (3) ซึ่งกำหนดให้ใบอนุญาต ป.๔ มีอายุ “ตลอดเวลาที่เป็นเจ้าของอาวุธปืน” นั่นหมายความว่าเมื่อได้รับอนุญาตครั้งหนึ่งแล้ว รัฐแทบไม่มีโอกาสตรวจสอบซ้ำอีกเลยตลอดชีวิตของเจ้าของปืน แม้ภายหลังบุคคลนั้นจะป่วยทางจิต มีคดีความ หรือขาดคุณสมบัติไปแล้วก็ตาม ต่างจากญี่ปุ่นที่บังคับให้ต่ออายุพร้อมตรวจสุขภาพจิตใหม่ทุก 3 ปี หรือนิวซีแลนด์ที่ให้ต่ออายุทุก 10 ปีพร้อมประเมินความเสี่ยงในครอบครัวใหม่ทุกครั้ง

น่าสนใจว่าหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลกลับมาพูดถึงทิศทางที่เป็นบวกต่อการแก้ไขเรื่องนี้มากขึ้น โดยมีความเคลื่อนไหวให้หยุดออกใบ ป.3 และปืนสวัสดิการเป็นการชั่วคราว พร้อมปรับให้ใบ ป.4 ต้องต่ออายุทุก 3 ปีแทนที่จะเป็นตลอดชีพเหมือนเดิม ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่ตรงจุด แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ มาตรการเหล่านี้จะเป็นเพียงการตอบสนองเฉพาะหน้าหลังเกิดข่าวใหญ่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต หรือจะกลายเป็นการปฏิรูปเชิงระบบอย่างแท้จริงแบบที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เคยทำสำเร็จมาแล้วหลังจากเหตุการณ์กราดยิงที่พอร์ตอาร์เธอร์ ออสเตรเลีย ปี 2539 และเหตุกราดยิงมัสยิดไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ ปี 2562

เพราะสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ถ้าไม่ลงมือแก้ไขอย่างจริงจังในช่วงเวลาที่สังคมยังตื่นตัวกับเรื่องนี้ ปืนเถื่อนอีกหลายล้านกระบอกที่ยังหมุนเวียนอยู่ในสังคมไทย ก็พร้อมจะเป็นชนวนของอาชญากรรมครั้งต่อไปได้เสมอ