ฯพณฯ จู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ได้ถึงแก่อสัญกรรมวันที่ 12 สิงหาคม ด้วยวัย 98 ปี แถลงการณ์ไว้อาลัยของพรรคคอมมิวนิสต์ยกย่องว่า “เป็นนักการเมืองผู้โดดเด่นและมีความสามารถเป็นเลิศ”
ขณะที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบล้าสมัยไปสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม ขณะที่สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศไม่อำนวยและเต็มไปด้วยความท้าทายและอุปสรรค
เป็นผู้นำที่กล้าเผชิญกับปัญหา และพร้อมรับภาระหนัก เดินหน้าผลักดันการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ระบบการเงิน ตลอดจนระบบการคลังและภาษีอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด อีกทั้งให้การสนับสนุนฮ่องกงในการรับมือกับวิกฤตการเงินเอเชีย และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001 ถือเป็นผู้สร้างคุณูปการสำคัญต่อการปฏิรูปเปิดประเทศ เปี่ยมด้วยภาพลักษณ์ของนักปฏิรูปผู้มุ่งมั่น เด็ดขาด และปฏิบัติหน้าที่อย่างจริง จึงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของประชาชนจีน เพราะเป็นผู้ยึดมั่นในความเที่ยงธรรม ไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจ และอุทิศตนเพื่อรับใช้ประชาชนตลอดชีวิต
เกิดปี 1928 เข้าร่วมงานกับพรรคปี 1949 งานหลักในช่วงแรกอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ต่อมาในการรณรงค์ต่อต้านฝ่ายขวา ถูกตีตราเป็น “ฝ่ายขวา” ระหว่างการปฏิวัติทางวัฒนธรรมได้ถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท เมื่อสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม ได้มีโอกาสแสดงความสามารถและเข้าร่วมการพัฒนาเศรษฐกิจ
ปี 1989 รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เซี่ยงไฮ้ เสนอให้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการเปิดประตูสู่ต่างประเทศ พร้อมกับผลักดันโครงการพัฒนา “ผู่ตง” อย่างเต็มรูปแบบ การที่เซี่ยงไฮ้สามารถพัฒนาสำเร็จ ปฏิเสธมิได้ว่า วิสัยทัศน์ของ “จู หรงจี” ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง
ปี 1991 รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ต่อมาปี 1998-2003 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดเวลา 12 ปี การปฏิรูปเปิดประเทศมีความก้าวหน้าอันเป็นประจักษ์ โดยเฉพาะเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว หากจะกล่าวว่า “เติ้ง เสี่ยวผิง” เป็น “สถาปนิกใหญ่” ผู้วางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่านศตวรรษ “จู หรงจี” ก็เปรียบเสมือน “วิศวกรใหญ่” ผู้วางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจจีนยุคใหม่ จึงไม่แปลกที่สื่อต่างประเทศสมัยนั้นขนานนามว่า “ผู้กุมบังเหียนนโยบายเศรษฐกิจ” (Economic Tsar)
ถ้าจะจัดอันดับนายกรัฐมนตรีที่มีอิทธิพลต่อจีนมากที่สุด หาก “โจว เอินไหล” อยู่ในอันดับ 1 “จู หรงจี” ก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะติด 3 อันดับแรก ทั้งนี้ถือการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นแกนหลักของการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยเน้นการแยกบทบาทของรัฐบาลออกจากการบริหารจัดการเป็นระบบ นอกจากปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจและจัดตั้งระบบสมัยใหม่ ยังเร่งแก้ไขปัญหา “หนี้สามเหลี่ยม” ซึ่งหมายถึงบริษัทต่างค้างชำระหนี้สินระหว่างกัน จนกลายเป็นห่วงโซ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการธุรกิจ
1997-1998 เกิดวิกฤตการเงินเอเชีย ยืนยันไม่ลดค่าเงินหยวน ซึ่งมีความสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค พร้อมทั้งประกาศจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อธำรงความมั่งคั่งและเสถียรภาพของฮ่องกง ถือเป็นความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงและคลี่คลายสถานการณ์
ที่สำคัญคือบรรลุการเจรจาเพื่อให้จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลกได้สำเร็จ ทำให้จีนผนวกรวมเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง เป็นการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในศตวรรษที่ 21
ในที่สุดก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ที่ยุคสมัยมอบให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกคุณูปการไว้ตราบนิรันดร์ ภูมิปัญญาในการบริหารประเทศ ตลอดจนแนวทางการทำงานที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้ารับผิดชอบ เป็นตัวอย่างอันดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ทุกคนควรจดจำและเรียนรู้
บัดนี้ ฯพณฯ จู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ได้ละจากโลกนี้ไปแล้ว เหลือไว้ซึ่งคุณงามความดีให้เป็นมรดกทางการเมืองแก่นักการเมืองรุ่นลูกรุ่นหลาน อนึ่ง สมัยปราบปรามนักการเมืองที่ทุจริตฉ้อราฎร์บังหลวง เคยประกาศว่า “ให้เตรียมโรงศพไว้ 100 โรง เหลือไว้ 1 โรงให้ข้าพเจ้า” นั้นหมายความว่า ถ้านักการเมืองคดโกงเบียดบังเงินหลวง โทษสถานเดียวคือตาย ส่วนเหลือไว้ 1 โรงให้ข้าพเจ้านั้น หมายถึงถ้าในกรณีที่พบว่าท่านโกงก็ต้องตายเหมือนกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ส่วนโรงศพที่บรรจุร่างของท่านใบนี้ เป็นคนละใบกัน เพราะโรงใบนี้มีแต่เกียรติยศและศักดิ์ศรี หากดวงวิญญาณของท่านได้หยั่งทราบด้วยวิถีทางใดก็ตาม คงจะมีความปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง เพราะสมัยที่อยู่ในตำแหน่ง เคยประกาศว่า “ชีวิตของข้าพเจ้าไม่ต้องอะไร หลังเกษียณอายุราชการ ขอเพียงคำเดียว “ข้าพเจ้าคือข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกง”
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

