จะแก้ไขปัญหาความรุนแรงถึงตายใน จชต. ที่ยืดเยื้อเรื้อรังมากว่า 22 ปีได้อย่างไร?
• คงไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่จะตอบปัญหาความรุนแรงใน จชต.ได้เพียงฝ่ายเดียว แต่กระนั้นเราก็ควรเงี่ยหูฟังเสียงที่แว่วมากับสายลม (Blowin’ in the Wind)
• เมื่อได้รับโจทย์ความรุนแรงนี้จากพัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ ผมก็พยายามทำการบ้าน หลังจากที่เหินห่างกับปัญหา จชต. มาหลายปี โดยได้โทรศัพท์ไปคุยกับคนหลายคนที่คลุกคลีกับปัญหาอยู่ในพื้นที่
• ข้อค้นพบก็คือ ปัญหาได้คลี่คลายไปบ้างแล้ว แต่ทางออกระยะยาวยังมืดมน ส่วนระยะสั้น ต่างฝ่าย (ฝ่ายความมั่นคงกับฝ่ายขบวนการ) ต่างโทษกันเหมือนเดิมว่า อีกฝ่ายเป็นต้นเหตุความรุนแรง
• ผมหยิบหนังสือชื่อ “กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด” นวนิยายที่ ศิริวร แก้วกาญจน์เขียนและตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2549 สองปีหลังการปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง – สองปีหลังการจับกุมและขนย้ายผู้ที่ชุมนุมกันที่อำเภอตากใบ โดยมัดมือไขว้หลังและขนส่งไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จนมีผู้เสียชีวิตราว 80 ราย ผู้เขียนออกตัวว่าตัวละครในนวนินายเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่สมมุติขึ้น แต่บรรยากาศความหวาดกลัว ความหวาดระแวง ความไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ที่เกิดขึ้นในปี 2549 จนยกระดับถึงขั้นความรุนแรงสูงที่สุดในปี 2550 นั้น เป็นการจินตนาการขึ้นจากบรรยากาศที่ผู้เขียนนวนิยายรู้สึกได้จริง และสะท้อนความสับสนของตัวละครในท้องเรื่อง เช่น โต๊ะครูมะเต็ง ยาลี ผู้รับหน้าที่นำละหมาดแทนโต๊ะอิหม่ามที่ถูกยิงตายที่หน้ามัสยิดของตน กล่าวว่า “ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงรู้ก็พูดไม่ได้ พูดไม่ถูก ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร … ผมจึงขอดุอาห์ทุกวันศุกร์ไม่เคยเว้น ขอพรต่อองค์อัลลอฮ์อย่างเงียบๆ ให้ตันหยงบารู และสามจังหวัดชายแดนใต้ รอดพ้นจากเปลวเพลิงทุกชนิด ที่พระองค์ทรงบันดาลขึ้นในเร็ววันนี้ด้วย ผมยังเชื่อมั่นว่า ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออกของมันเสมอ ขอเพียงแต่ทุกฝ่ายอย่าใช้ประชาชนเป็นหุ่นเชิดของตัวเอง ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายก่อความไม่สงบ”
• ยี่สิบปีผ่านไป บรรยากาศความหวาดกลัวและความหวาดระแวงลดน้อยลง ทหารคิดว่ารู้ว่าใครเป็นใครในขบวนการและรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร ฝ่ายขบวนการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีโดยหลีกเลี่ยงการโจมตีเป้าหมายพลเรือน และเรียนรู้ทางหนีทีไล่หลังการโจมตีเพื่อลดการสูญเสียของฝ่ายตน ชาวบ้านเคยชินในระดับหนึ่งกับสภาพความรุนแรง ส่วนใหญ่ทำมาหากินต่อไปด้วยอานิสงส์ของดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวย พวกเขาพูดคุยถึงสิ่งที่ต้องการกันมากขึ้น แต่การกล่าวโทษอีกฝ่าย และการใช้ประชาชน “เป็นหุ่นเชิด” นั้น ยังเป็นยุทธวิธีเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
• ต่อไปจะสรุปความเห็นที่ได้มาโดยย่อ ดังนี้
– ตอนนี้ ฝ่ายความมั่นคงส่วนใหญ่เป็นสายเหยี่ยว ไม่ว่าจะเป็น เลขาธิการ กอ.รมน., แม่ทัพ, ฉก., ต่างเชื่อในการปราบด้วยกำลัง ส่วนนายกรัฐมนตรีคงเห็นว่า คุยสันติภาพก็คุยไป ปราบปรามก็ปราบไป จึงไม่ได้สั่งการอะไรตรง ๆ นัก เพียงแต่มอบหมายให้รัฐมนตรีสีหศักดิ์เป็นประธานขับเคลื่อนฯ และพัฒนาระบบการบริหารจัดการใน จชต. โดยหวังว่าจะมีการมองปัญหาในมุมกว้างและมุมไกลด้วย แต่น่าเสียดายที่ผู้รับมอบหมายไม่ค่อยมีเวลา ถ้ามีการแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีจากบรรดาผู้ที่ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีมาผ่อนภาระเรื่องนี้โดยตรงจะดีไหม? ส่วนนายฐนัตถ์ สุวรรณนานนท์ ที่รับมอบหมายการพูดคุยสันติภาพก็ต้องเลื่อนการพูดคุยกับตัวแทนบีอาร์เอ็นออกไปก่อน เพราะเกิดเหตุสูญเสียที่บีอาร์เอ็นเป็นผู้ก่อ ในขณะเดียวกัน ตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. ได้ว่างลงเพราะคนเดิมย้ายไปเป็นปลัดกระทรวง เรื่องนี้ก็สำคัญเพื่อการวางคนให้ถูกกับงาน ขณะนี้ ดูเหมือนว่าแนวทางการทูต การพูดคุย และการพัฒนาได้รับความสำคัญน้อยกว่าแนวทางรุนแรงและแนวทางวางคนตามประสงค์ของสายงาน
– นายทหารคนหนึ่งมองว่าบีอาร์เอ็นกำลังผลัดเปลี่ยนผู้นำ จากรุ่นแรก ๆ ที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และรุ่นผู้มีบารมี สู่รุ่นใหม่ที่เป็นอดีตผู้นำนักศึกษา ที่กำลังเรียกความเชื่อมั่นจากฝ่ายปฏิบัติการ เป้าหมาย Merdeka ยังไม่เอาออก ระยะสั้นยอมรับการปกครองตนเอง เพื่อเป็นขั้นตอนที่จะก้าวต่อไป ส่วนเรื่อง “ปิดล้อม-ตรวจค้น-วิสามัญฆาตกรรม” นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ปิดล้อมเฉพาะบ้านหลังเดียวที่มั่นใจว่ามีผู้ต้องหมายจับอาศัยอยู่ ทหารไม่รีบบุกเข้าไปตรวจค้น เพียงแต่ล้อมไว้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำศาสนา-ญาติช่วยเจรจา ส่วนหนึ่งได้ผลแต่ส่วนหนึ่งผู้ถูกล้อมทนฟังการเกลี้ยกล่อมไม่ได้ จึงบุกออกมา โดยหวังหลบหนีหรือพลีชีพ การแห่ศพในฐานะที่ผู้เสียชีวิตเป็นชะฮีดไม่ค่อยมีแล้ว เพราะทางการจะเชิญผู้นำศาสนามาอาบน้ำศพตั้งแต่ในโรงพยาบาล ถึงจะมีการแห่ศพก็มีคนเข้าร่วมน้อยลงและมาจากที่อื่น ๆ ไม่ใช่เครือญาติ เรื่องที่ดีขึ้นในปัจจุบันคือ คนส่วนใหญ่แยกแยะออก คนนอกพื้นที่ไม่โกรธเคืองชาวมุสลิมแบบเหมารวม หากมุ่งเป้าไปที่ฝ่ายขบวนการ แต่การรบไปนาน ๆ และการกดดันจากคณะกรรมาธิการบางคณะ ทำให้พวกเราชักหมดแรงและต้องการกำลังใจ
– ผู้นำมุสลิมคนหนึ่ง นอกจากจะไม่ให้กำลังใจแล้ว ยังจะกล่าวโทษมากกว่า โดยยกตัวอย่างกรณีการพยายามลอบสังหาร ส.ส. กมลศักดิ์ ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อว่าเขาไม่ข้องแวะกับฝ่ายขบวนการ การพยายามดังกล่าวส่อถึงวิธีการเดิม ๆ ของฝ่ายรัฐที่ทำให้แก้ปัญหายากขึ้น อย่างไรก็ดี เชื่อว่ามีการพูดคุยดีกว่าไม่พูดคุย และยังเชื่อว่าผู้นำบีอาร์เอ็นที่มาพูดคุยยังคุมฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่ได้ ขณะนี้การปะทะกันส่วนหนึ่ง ได้เคลื่อนย้ายจากความรุนแรงทางตรง หันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์กันมากขึ้น น่าเสียดายที่ทางการขาดคนสำคัญที่จะเป็นโฆษกที่น่าเชื่อถือ ส่วนในเรื่องทางออกนั้น คิดว่าการสร้างพื้นที่สาธารณะ (ตลาด ศาสนสถาน สถานศึกษา ท่ารถ-สถานีรถไฟ ฯลฯ) ที่ปลอดภัย ยังจะเป็นไปได้ด้วยความร่วมมือของชาวบ้านด้วยกันเอง ขณะเดียวกันขอให้ลดบทบาทของทหารที่อยู่เหนือรัฐบาลลง (เปลี่ยนเป็น civilian supremacy) พร้อมทั้งแก้ปัญหาพื้นฐาน รวมทั้งปัญหาปากท้องของประชาชน
– ผู้นำมุสลิมอีกคนหนึ่งฝากความหวังไว้กับการทูตและกับรัฐมนตรีสีหศักดิ์ที่จะมาช่วยกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นี่ก็ใกล้ปี 2570 เข้ามาแล้ว และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้ระบุชัดเจนแล้วว่าจะต้องยุติความรุนแรงในปี 2570 ให้ได้ รัฐบาลอย่าคิดแต่การเอาตัวรอด เรื่องอะไรที่ทำมาหลายครั้งแล้วและไม่ได้ผล ก็อย่าเชื่อฝ่ายเหยี่ยวที่ว่า ต้องรุนแรงกว่าเดิมจึงจะได้ผล ขอให้รัฐบาลกล้าคิดใหม่-ทำใหม่เถิด
– อีกคนหนึ่งเห็นว่า รัฐบาลขาดคนที่มาทำงานด้วยใจเพื่อแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ เคยมีคนที่ตั้งใจจริงมาทำงาน แต่ทำได้ระยะหนึ่งก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือต้องหมุนเวียนไปตามระเบียบ คนมาใหม่ก็เริ่มใหม่โดยบางคนขาดความเข้าใจในปัญหาพื้นฐาน บางคนมาจากภูมิภาคอื่น ขาดการเข้าถึงใจ ชาวบ้านจึงห่างเหินไม่อยากมาขอให้ช่วยแก้ปัญหา งานพัฒนาที่ทำมาได้ผลน้อย ส่วนหนึ่งติดขัดที่สถานการณ์ความปลอดภัย ขณะที่ชาวบ้านเกิดความเคยชินและทำมาหากินโดยหวาดผวาน้อยลงมากแล้ว การที่ชาวบ้านไว้ใจชาวบ้านกันเองมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องดี
– อีกคนหนึ่งชี้ปัญหาว่า การที่เยาวชนแยกเรียนกัน ส่วนน้อยเข้าโรงเรียนของรัฐ ส่วนใหญ่เข้าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามนั้น จะก่อให้เกิดปัญหาระยะยาว จากการที่เยาวชนไม่รู้จักและไม่ได้เป็นเพื่อนกัน เคยมีข้อเสนอจากฝ่ายความมั่นคงให้กระทรวงศึกษาและ อปท. ช่วยแก้ไขปัญหานี้ เช่น สนับสนุนให้ศูนย์เด็กเล็กมีมาตรฐานและให้เด็กทุกคนมีเวลาสนิทสนมกันตามภาษาเด็ก ปรับหลักสูตรโรงเรียนอนุบาลของรัฐให้มีวิชาศาสนาอิสลามตามความเหมาะสม และสร้างแรงจูงใจให้พ่อแม่ส่งลูกหลานมาเรียนโรงเรียนของรัฐเพราะอยู่ใกล้บ้านมากกว่า สถานที่และอุปกรณ์การเรียนการสอนดีกว่า ฯลฯ อีกประการหนึ่ง ควรจัดให้มีกิจกรรมเสริมหรือนอกหลักสูตร (เช่น การอบรมเรื่องวิทย์-คณิต-ภาษา การกีฬา การแข่งขันที่สร้างสรรค์ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ฯลฯ) ที่ให้นักเรียนพุทธ-มุสลิมมาทำกิจกรรมร่วมกัน
• ผมขอให้เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งช่วยสุ่มความเห็นจากพื้นที่มาประกอบการเขียนบทความนี้ ปรากฏว่าได้รับความเห็น 4 ความเห็นดังนี้
– ความเห็นแรกมาจากผู้สื่อข่าวคนหนึ่งที่มาทำข่าวงาน “ปัตตานีดีโคตร หรือ Pattani Decoded” จัดเมื่อวันที่ 11 – 19 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นเทศกาลเปิดเมืองภายใต้แนวคิด “Riversation : บทสนทนาผ่านสายน้ำ” โดยมีแม่น้ำปัตตานีในการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนที่หลากหลาย ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิต ผ่านนิทรรศการ งานศิลปะ การสำรวจเมือง เทศกาลหนังสือ ตลาดสร้างสรรค์ ฯลฯ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้มาเปิดงานและยืนยันการสนับสนุนเทศกาลเปิดเมืองครั้งนี้ ประมาณว่ามีผู้เข้าร่วมงานเทศกาลนี้กว่า 40,000 คน ผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวมีความเห็นว่า “งานนี้จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2562 และได้พัฒนาไปด้วยตัวมันเอง โดยไม่ต้องไปยัดเยียดความหมายว่า “ปัตตานี” ในมุมมองของทุกคนเป็นยังไง ตั้งแต่งานครั้งแรกที่จัดในย่านคนจีน ตลาดจีน (กือดาจีนอ) ทำเรื่องเกลือหวาน เรื่องรสนิยมคนปัตตานี เป็นต้นนั้น คราวนี้ได้เพิ่มพื้นที่การมีส่วนร่วมของผู้คนในหลายมิติมาก แต่ปัจจุบันยังมีความท้าทายจากปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ที่กล่าวหาว่า เยาวชนที่เป็นอาสาสมัครจัดงานและออกมาทำกิจกรรมดี ๆ เป็นฝ่ายตรงข้าม เป็นผู้สนับสนุน BRN ทั้งที่ไม่เป็นความจริง หากเป็นการสร้างข่าวเท็จ สร้างวาทกรรมความเกลียดชัง ผู้สื่อข่าวลงท้ายว่า เรื่องราวสันติภาพชายแดนใต้ คงไม่ต่างจากข้อความบนเสื้อที่ใส่กันอยู่ : “ฉันพูดสามภาษา แต่คุณก็ยังไม่เข้าใจ”
– ความเห็นที่สองอ้างคำกล่าวของหัวหน้าคณะการพูดคุยสันติภาพว่า “การหารือร่วมกับบีอาร์เอ็นในช่วงที่ผ่านมา ยังคงเน้นย้ำกรอบข้อตกลง 3 แนวทาง คือ การยุติความรุนแรง การปรึกษาหารือสาธารณะ และการแสวงหาทางออกทางการเมือง ซึ่งเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอคือการกำหนดพื้นที่ปลอดภัยร่วมกัน ในลักษณะรายพื้นที่ หรือ รายอำเภอ แต่เรื่องนี้ยังไม่ตกผลึก เพราะบางฝ่ายอาจเห็นว่า ทุกพื้นที่ควรจะปลอดภัย”
– ความเห็นที่สามตำหนิการใช้ภาพของเด็กที่อ้างว่าเป็นภาพของลูกชาย ส.ส. รอมฎอน ปันจอร์ ประกอบด้วยคำพูดที่ไม่เป็นจริง ผู้ให้ความเห็นคิดว่า การกระทำดังกล่าวน่าจะละเมิดทั้ง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก แต่มันก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า เราจะสร้างสังคมไทยแบบไหนกัน
– ความเห็นที่สี่เสนอว่าอย่าใช้เพียงแค่ความรู้สึกอย่างเดียว คุณต้องเข้าใจปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเด็นเรื่องชาติพันธุ์ ชาวพุทธ และการอยู่ร่วมกันด้วย ผมก็คนในพื้นที่ ลงพื้นที่เยี่ยมพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบมาโดยตลอด ช่วยเหลือเรียกร้องให้เขาเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นชาวพุทธ คนพิการจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
• ต่อไปขอเสนอบางความเห็นเชิงวิชาการและข้อมูลที่เป็นทางการดังนี้
– อาจารย์รัฐศาสตร์คนหนึ่ง คืออาจารย์มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง ให้ความเห็นต่อประเด็นหลักการที่หลายฝ่ายในพื้นที่ชอบกล่าวถึง โดยเขียนเป็นบทความชื่อว่า “สิทธิการกำหนดอนาคตตนเอง ทางออกหรือทางตันของปัญหาชายแดนใต้” ลงหนังสือพิมพ์มติชนวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ความพอสรุปได้ว่า สิทธิดังกล่าวที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Right to Self-Determination (หรือ RSD) นั้น มีต้นกำเนิดในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ตามนัยเชิงปรัชญาว่า กลุ่มบุคคลมีเสรีภาพและเจตจำนงเสรีเช่นเดียวกับปัจเจกชน ต่อมาประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งว่า ยุคของการที่ชาติหนึ่งจะใช้กำลังบังคับให้ชาติอื่นตกเป็นอาณานิคมในบังคับของตนได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะ “แต่ละชาติมีสิทธิกำหนดอนาคตของตน” (หรือมี RSD นั่นเอง) แต่สันนิบาตชาติที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งไม่สามารถระงับสงครามได้ จึงเกิดองค์การสหประชาชาติขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เน้นหลักการอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ประเด็นสำคัญก็คือ กลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยสามารถอ้าง RSD เพื่อแยกตัวเป็นอิสระได้หรือไม่? คำตอบทางวิชาการดูเหมือนจะยึด “คำประกาศว่าด้วยอิสรภาพของประชาชนและประเทศในอาณานิคม ค.ศ. 1970” โดยจำแนกระหว่าง RSD ภายใน หมายถึงสิทธิการเคลื่อนไหวภายใต้อธิปไตยของรัฐ เพื่อมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น กับ RSD ภายนอก หมายถึงสิทธิการจัดตั้งรัฐขึ้นมาใหม่ เฉพาะในกรณีที่รัฐปฏิเสธ RSD ภายในโดยสิ้นเชิง ผมจึงขอสรุปบทความของมูฮัมหมัดอิลยาสว่า RSD เป็นทางออก ถ้ารัฐยอมกระจายอำนาจสู่การปกครอง จชต. ในระดับท้องถิ่น แต่ RSD เป็นทางตัน ถ้าฝ่ายขบวนการจะอ้างเพื่อจัดตั้งรัฐขึ้นมาใหม่
– มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วน 6 ประการ ดังนี้
1) คุมเข้มชายแดนและความปลอดภัย: เพิ่มการเฝ้าระวังและควบคุมการเข้า-ออกพื้นที่อย่างเข้มงวดทั้งในและนอกพื้นที่เสี่ยง
ข) บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด: ออกหมายแดง (Red Notice) ผ่าน Interpol เพื่อติดตามล่าตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงและกองกำลังติดอาวุธ
3) ทบทวนการพูดคุยกับ BRN: ชะลอการพูดคุยไว้ชั่วคราวในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้อำนวยความสะดวก พร้อมปรับปรุงกรอบเนื้อหาการเจรจาให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยยังคงเปิดช่องทางการพูดคุยต่อ
4) สกัดกั้นแหล่งสนับสนุน: ตรวจสอบและตัดเส้นทางการเงิน รวมถึงท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มขบวนการ
5) ดูแลความปลอดภัยเชิงรุก: กำชับให้ฝ่ายความมั่นคง (ทหาร-ตำรวจ) ยกระดับการป้องกันเหตุร้ายต่อประชาชนและสถานที่สำคัญ
6) เยียวยาและสร้างความเชื่อมั่น: เร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงและเรียกคืนความเชื่อมั่นในพื้นที่อย่างเร่งด่วน
• ข้อเสนอแนะของผมเองที่พอคิดได้ มีดังนี้
1) การแก้ไขปัญหาจะเป็นไปได้ด้วยดีหากฝ่ายที่ขัดแย้งกันพยายามปรับทัศนคติของตนเอง โดยใช้หลักความเป็นจริงและหลักมนุษยธรรม เช่น ก) มองว่าทุกคนรักชีวิต เราจึงควรถือว่าชีวิตเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ข) คนคือรูปธรรมที่เราต้องเคารพมากกว่านามธรรมอื่น ๆ เช่น อำนาจ ชื่อเสียง ค) ความพยายาม “เข้าใจและเข้าถึง” อีกฝ่ายหนึ่งจะช่วยปรับทัศนคติของเราในทาง “เอาใจเขาใส่ใจเรา” มากขึ้น
2) ทัศนคติที่ดีขึ้นนั้นควรนำไปสู่การคิดไตร่ตรองให้มากด้วย เช่น ก) ไตร่ตรองว่าจะออกจากความโกรธและความพยาบาทไปสู่การให้อภัยแต่ไม่ลืมได้อย่างไร? ข) จะออกจากความสงสัยในแง่ร้ายได้อย่างไร? อาทิ สงสัยว่าฝ่ายขบวนการยอมรับกติการัฐธรรมนูญเรื่องไม่แบ่งแยกเพียงชั่วคราว เพื่อที่จะเป็นหินก้าวสู่เอกราชในที่สุด สงสัยว่ารัฐจะสู้ขบวนการไม่ได้ และจะถูกบีบบังคับให้ยอมรับเอกราชของชาวปาตานีในที่สุด สงสัยว่ารัฐตกอยู่ในอำนาจแฝงจึงไม่จริงใจในการให้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแก่ชาวมลายูมุสลิม ค) จะไตร่ตรองหาวิธีให้คนทุกชนชั้น ทุกช่วงวัย เป็นเพื่อนกัน แม้จะมีความเชื่อทางศาสนาที่ต่างกัน (เป็นเพื่อนรักต่างศาสนาตั้งแต่ปฐมวัยจนปัจฉิมวัย) ได้อย่างไร?
3) เราขาดพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจหรือไม่? จึงใช้วิธีกล่าวโทษ กล่าวร้ายต่อกัน โดยไม่กล่าวต่อหน้า ปัจจุบัน บางคนหลบอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเชื่อว่าไม่มีใครรู้ชื่อจริงของเรา อันที่จริง เราควรมีพื้นที่ที่จะไม่พูดปด ไม่ใส่ร้าย ไม่ส่อเสียด ไม่เพ้อเจ้อ ไม่ดูหมิ่น ฯลฯ เราต้องการพื้นที่การสานเสวนา (dialogue) เพื่อที่จะเข้าใจความคิดของกันและกันให้มากขึ้น เป็นไปได้ไหมที่หัวหน้าการพูดคุยจะสร้างแพลตฟอร์มการสานเสวนาทางอินเตอร์เน็ตที่เป็นพื้นที่กลาง ปลอดภัย มีกติกาและมีความรับผิดชอบ?
4) เชื่อได้ว่าคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธหรือชาวมลายูมุสลิม ไม่ต้องการความรุนแรง แต่ยังกริ่งเกรงหรือขาดช่องทางในการแสดงออกอย่างพร้อมเพรียงกัน หัวหน้าการพูดคุยจะจัดให้มีการสำรวจความเห็นทางอินเตอร์เน็ตในเรื่องความรุนแรง การป้องกันความรุนแรง การสร้างพื้นที่ปลอดภัย ข้อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law) การไม่ใช้กำลังรุนแรงก่อน หากจำเป็นก็ตอบโต้อย่างได้สัดส่วนหลังถูกโจมตี ฯลฯ ที่มีระบบป้องกันมิให้คนคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง และมีระบบรักษาความลับ มิให้ใครมาแฮ็กข้อมูลเพื่อรู้ว่าใครแสดงคิดเห็นอะไรได้หรือไม่? ทั้งนี้ ควรมีการสำรวจความเห็นในทำนองนี้เป็นระยะ ๆ พร้อมทั้งเปิดเผยผลการสำรวจต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นกระแสต่อต้านความรุนแรงด้วย
5) หลายคนคงมีความเชื่อว่า การที่ความขัดแย้งรุนแรงถึงตายได้ยืดเยื้อมายาวนานถึงเพียงนี้ ก็เพราะมีบางภาคส่วนได้รับประโยชน์ จึงมีความจำเป็นที่จะจัดให้มีการวิเคราะห์-ศึกษา-วิจัย ว่าฝ่ายใดบ้างที่ได้ประโยชน์จากการสู้รบ (ได้ war dividend) และฝ่ายใดบ้างจะได้ประโยชน์ถ้าความสงบกลับคืนมา (ได้ peace dividend) ขณะเดียวกัน องค์กรที่ทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชัน ควรให้ความสนใจและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ใน จชต. เพราะการคดโกงเป็นส่วนหนึ่งของความไม่พอใจของประชาชนที่หวังให้มีการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส อย่างไรก็ดี การไม่โกงคงไม่เพียงพอ ความคาดหวังของประชาชนยังฝากไว้กับหน่วยราชการและเอกชนที่จะช่วยกันทำให้ทุกคนมีงานทำ มีรายได้เพียงพอ และมีเงินออมด้วย
สุดท้าย ขอเสนอสมมุติฐานว่า ไม่มีใครดีทั้งหมด หรือเลวทั้งหมด ปัญหาคือปัญหา จึงควรแยกปัญหาออกจากคน แล้วอาจมองว่า เราทุกคนมีความต้องการพื้นฐานเหมือนกัน เราคุยกันได้เสมอ แม้ว่าจะแตกต่างกันหรือมีปัญหาระหว่างกันเพียงใด
โคทม อารียา

