หน้าแรก บทความ โทษครู ไม่โทษ...

โทษครู ไม่โทษตัวเอง

19.08.26 | 12:06 น.
โทษครู ไม่โทษตัวเอง โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ใช้อาวุธปืนของปู่ ยิงปู่ ย่า ครูและเพื่อนนักเรียนเสียชีวิต รวม 9 คน บาดเจ็บ 23 คน ก่อนยิงตัวเองตาย สร้างความสะเทือนขวัญไปทั้งประเทศและทั่วโลก


ทุกฝ่ายพยายามค้นหาสาเหตุที่เป็นต้นตอทำให้นักเรียนก่อเหตุรุนแรง เกิดมาจากปัญหาอะไร ครอบครัว โรงเรียน การเรียน เทคโนโลยี เกมออนไลน์ การเลียนแบบเหตุการณ์รุนแรงจากสื่อโซเชียล และใครบ้าง มีส่วนทำให้เด็กตัดสินใจเช่นนั้น

ในบรรดาคนหลากหลายที่ถูกเพ่งมอง กล่าวหาวิพากษ์วิจารณ์ หนึ่งในนั้นมีคนเป็นครูผู้บริสุทธิ์แต่ต้องมาเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรรวมอยู่ด้วย อย่างน่าคิด น่าทำความเข้าใจ เห็นใจ และเศร้าใจ

ครูตกเป็นเหยื่อและเป็นผู้ถูกกล่าวหาในเวลาเดียวกัน

Advertisement

เหตุการณ์ผ่านไปไม่กี่วัน FC ด้านการศึกษา ครอบครัวคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษาท่านหนึ่งส่งไลน์ ความเห็นและความรู้สึกของครู “นิรนาม” ท่านหนึ่งมาให้รับรู้และร่วมคิดถึงเหตุเศร้าสลดครั้งนี้

ครูนิรนามเป็นใคร ไม่น่าเป็นประเด็นเท่ากับความเห็นและความรู้สึกของคนเป็นครูต่อเหตุการณ์ครั้งนี้

ผมเลยตัดสินใจถ่ายทอดต่อเพื่อให้ทุกคน ทุกฝ่ายได้คิดถึงความคิด ซึมซับความรู้สึก มุมมองของคนเป็นครู ดังนี้ครับ

ทุกครั้งที่เกิดเหตุสะเทือนใจ สังคมก็เปิดเกมเดิมหาคนผิดให้เร็วที่สุด แล้วหวยก็มักจะมาออกที่ “ครู”

ครูดุก็ผิด ครูเข้มก็ผิด ครูลงโทษก็ผิด ครูปล่อยก็ผิด

สรุปครูต้องเป็นทั้งครู นักจิตวิทยา นักสืบ ผู้วิเศษ และเครื่องซ่อมคนแบบครบวงจร แต่มีเวลาเจอเด็กวันละไม่กี่ชั่วโมง

ก่อนจะชี้หน้าครู ลองหันกลับไปมองหน้ากระจกที่บ้านก่อนดีไหม

บ้านคือโรงเรียนแห่งแรกของลูก ไม่ใช่โรงแรมที่แค่มีข้าวให้กิน มีโทรศัพท์ให้เล่น แล้วโยนภารกิจ “สร้างคน” มาให้โรงเรียนทั้งหมด

ลูกพูดคำหยาบ…โทษครู
ลูกไม่มีวินัย…โทษครู
ลูกก้าวร้าว…โทษครู
ลูกไม่เคารพผู้ใหญ่…ก็ยังโทษครู

แต่เวลาถามว่า “ที่บ้านสอนอะไรลูกบ้าง” กลับเงียบยิ่งกว่าปิดไมค์ในที่เรียนออนไลน์ตอนโควิด

บางครอบครัวปกป้องลูกทุกเรื่อง จนลูกเชื่อว่าตัวเองไม่เคยผิด แม้หลักฐานจะยืนอยู่ตรงหน้าก็ตาม ครูเตือนก็บอกว่าครูอคติ ครูดุก็บอกว่าทำร้ายจิตใจ ครูลงโทษตามระเบียบก็บอกว่ารังแกลูก

ตกลงอยากให้ครูสอนหนังสือ หรือให้ครูเลี้ยงลูกแทนด้วย

ส่วนโซเชียลก็พร้อมเสิร์ฟทุกอย่าง ดื้อแล้วเท่เถียงผู้ใหญ่แล้วปัง ไลฟ์สดด่าครูได้ยอดวิวเป็นแสน

เด็กบางคนเลยเข้าใจผิดว่า “มารยาท” เป็นของโบราณ ส่วน “ความก้าวร้าว” คือความมั่นใจ

ครูไม่ใช่ผู้วิเศษ และโรงเรียนไม่ใช่ศูนย์ซ่อมสร้างนิสัยแบบด่วนพิเศษ ถ้าต้นไม้เอียงมาตั้งแต่ราก จะให้คนรดน้ำมาจัดลำต้นใหม่ภายในคาบเรียนเดียวก็คงเป็นปาฏิหาริย์

ใครจะเกลียดครูก็เชิญ ใครจะไม่เคารพครูก็เป็นสิทธิ แต่ครูไม่ได้มีหน้าที่สะสมยอดไลค์ หรือเป็นตัวตลกให้ใครพอใจ ครูมีหน้าที่บอกว่าอะไรถูก อะไรผิด แม้บางคนจะไม่อยากฟังก็ตาม

แล้วอย่าแปลกใจ หากวันหนึ่งไม่มีใครกล้าดุ ไม่มีใครกล้าตักเตือน เพราะทุกครั้งที่ครูทำหน้าที่ กลับมีคนพร้อมชี้หน้าว่า “ผิด”

วันที่ครูเงียบอาจไม่ใช่วันที่ครูยอมแพ้ แต่เป็นวันที่ครูรู้ว่า พูดไปก็ไม่มีใครอยากฟัง

สุดท้าย การสร้างคนไม่ใช่หน้าที่ของครูคนเดียว บ้านต้องสอน โรงเรียนต้องเสริม และสังคมต้องไม่ทำลายสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามสร้าง

ถ้าผู้ใหญ่ยังเอาแต่ปกป้องลูกจาก “ผลของการกระทำ” มากกว่าสอนให้รับผิดชอบต่อการกระทำ วันหนึ่งสังคมก็จะไม่ได้มีแค่เด็กที่ไม่ยอมรับผิดแต่จะมีผู้ใหญ่ที่สร้างปัญหาโดยไม่เคยรู้ตัว

เพราะเด็กไม่ได้โตมาเอง เขาโตจากสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำให้ดูทุกวัน??

อย่าโทษแต่ครู มองตัวเองนะคะที่ผลิตลูกออกมาเป็นแบบไหน