เคารพฟ้า ประเมินดิน ใช้แรงน้อยแต่สำเร็จมาก
แนวคิดของสี จิ้นผิง ที่ดัดแปลงจากตำราโบราณเพื่อนำพาประเทศจีนผงาดอย่างยั่งยืน ก้าวกระโดดเป็นประเทศชั้นนำของโลกไปแล้ว…
“ปล่อยให้พญามังกรนอนหลับไปเถิด เพราะเมื่อใดที่มันตื่นขึ้นมา มันจะสั่นสะเทือนโลกทั้งใบ”
เป็นวาทะดังก้องในหน้าประวัติศาสตร์การทูตและการเมืองโลกที่มักถูกอ้างอิงว่าเป็นคำพูดของ จักรพรรดิ
นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)แห่งฝรั่งเศส เมื่อกล่าวถึงจีน
นโปเลียน…ต้องการเตือนชาติมหาอำนาจตะวันตก (โดยเฉพาะอังกฤษที่กำลังขัดแย้งกับจีน) ว่าไม่ควรเข้าไปปลุก ข่มเหง หรือแทรกแซงจีน เพราะหากจีนตื่นขึ้นมาและขับเคลื่อนศักยภาพของทรัพยากร พลเมือง รวมถึงพื้นที่ขนาดมหึมาได้อย่างเต็มที่ จีนจะกลายเป็นมหาอำนาจที่เปลี่ยนแปลงดุลอำนาจของโลกไปตลอดกาล
(ในหมู่นักประวัติศาสตร์ ไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่บันทึกชัดเจนว่านโปเลียนพูดประโยคนี้)
ในศตวรรษที่ 21 พลังอำนาจทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอิทธิพลทางทหารของจีนในปัจจุบัน ได้ “ตื่นขึ้น” และกลายมาเป็นขั้วอำนาจหลักของโลกเป็นที่ประจักษ์
“ความจริง” ในประวัติศาสตร์ไทย…ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์
ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ (ร.1-ร.3) ราชสำนักไทยพึ่งพากลุ่มพ่อค้าจีนเป็นหลัก ในการเดินเรือค้าขายและเป็น
“เจ้าภาษี-นายอากร”
รัฐบาลสยามให้สิทธิพิเศษคนจีนเหนือประชาชนท้องถิ่น ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานเหมือนไพร่ไทย เพียง “จ่ายเงินผูกปี้” แทน
“พ่อค้าชาวจีน” ที่ทำเงินและสร้างรายได้เข้าสู่ราชสำนักสยามมากที่สุดในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ไม่ได้มีเพียงบุคคลเดียว แต่บริหารงานผ่านกลุ่ม “เจ้าสัว” ผู้ได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางไทยตำแหน่ง “พระยาโชฎึกราชเศรษฐี” ควบคู่กับกลุ่ม “เจ้าภาษี-นายอากร”
พระยาโชฎึกราชเศรษฐีเป็น “ราชทินนาม” (ชื่อตำแหน่งขุนนาง) สำหรับข้าราชการผู้ใหญ่ใน กรมท่าซ้าย ที่ทำหน้าที่ดูแลหัวเมืองฝ่ายตะวันออก ควบคุมชาวจีนโพ้นทะเล และบริหารจัดการการค้ากับต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศจีน) ในสมัยโบราณ
ราชสำนักจะคัดเลือก “เจ้าสัวจีน”ที่ร่ำรวย มีอิทธิพล และซื่อสัตย์มาดำรงตำแหน่งนี้สลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละยุค คนที่เด่นที่สุดได้แก่ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน) ในสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งท่านเป็นผู้ร่วมบุกเบิกการจัดการย้ายชุมชนชาวจีนจากบริเวณท่าเตียน (ที่ตั้งพระบรมมหาราชวังใหม่) ไปยังย่านสำเพ็ง-เยาวราชในปัจจุบัน
พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เจ้าสัวโต) สมัยในหลวง ร.3 พ่อค้าผู้คุมเรือสำเภาหลวงและริเริ่มระบบ “เจ้าภาษีนายอากร” หาเงินเข้าคลังหลวง และสะสม “เงินถุงแดง” ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์
ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงแต่งตั้ง พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในช่วงที่ไทยทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษ ช่วยปรับเปลี่ยนระบบการค้าของไทยจากผูกขาดสำเภามาเป็นการค้าเสรี
ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก) ผู้นำชาวจีนที่ช่วยสร้างสาธารณประโยชน์ บูรณะวัดวาอาราม และจัดการความเรียบร้อยของชาวจีนในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สยามยุคใหม่
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำแหน่งนี้ถูกยกเลิกไปหลังจากการปฏิรูประบบราชการเป็นกระทรวง ทบวง กรม ทำให้บทบาทขุนนางพ่อค้าหลวงถูกแทนที่ด้วยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพระคลังมหาสมบัติในเวลาต่อมา
“พวกยิวแห่งบูรพาทิศ”
ในรัชสมัยในหลวง ร.6 รัฐบาลสยามได้ปรับเปลี่ยนนโยบายต่อชาวจีนโพ้นทะเลในสยามแบบ “กลับหลังหัน” จากเดิมที่เคยมอบอภิสิทธิ์และพึ่งพาแรงงานจีนเป็นหลัก เพื่อลดการผูกขาดทางเศรษฐกิจและสกัดกั้นแนวคิดชาตินิยมทางการเมือง
ทรงพระราชนิพนธ์บทความเรื่อง “พวกยิวแห่งบูรพาทิศ” (The Jews of the East) เป็นวรรณกรรมวิพากษ์วิจารณ์คนจีนที่โด่งดังและทรงอิทธิพลที่สุด ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในปี พ.ศ.2457 ทรงใช้นามปากกาว่า “อัศวพาหุ”
พระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อปลุกใจคนไทยให้ตื่นจากความประมาท และยุติการพึ่งพาชาวต่างชาติ ทรงต้องการให้คนไทยขยันทำมาหากิน
ทรงเปรียบพ่อค้าจีนกับชาวยิวในยุโรปยุคนั้นว่าเป็นกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญด้านการค้าและทำงานให้รัฐเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน
แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปลายรัชกาลที่ 5 และต้นรัชกาลที่ 6 พ่อค้าจีนกลุ่มนี้กลับกลายเป็นกลุ่มทุนผู้ผูกขาดเศรษฐกิจ มีอำนาจต่อรองสูง และเริ่มนำเงินทุนที่หาได้จากสยามไปสนับสนุนการปฏิวัติทางการเมืองในประเทศจีน (ล้มราชวงศ์ชิง)
พลังของชาวจีนในสยามเคยแสดงออกด้วยการรวมตัวประท้วงหยุดงานในไทย มีการรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นด้วยพลังทางการเงิน
เมื่อต้องเผชิญกับวาทกรรมที่รุนแรงและมาตรการเชิงรุกจากราชสำนักสยาม กลุ่มพ่อค้าและผู้นำชาวจีนโพ้นทะเลในขณะนั้นไม่ได้นิ่งเฉย พวกเขาเลือกที่จะตอบโต้ทั้งในเชิงอุดมการณ์ การเมือง และการแสดงออกในชีวิตประจำวัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
ใช้ “หนังสือพิมพ์ภาษาจีน” เป็นกระบอกเสียงโต้กลับแบบเผ็ดร้อน
ในช่วงต้นรัชกาลที่ 6 ชุมชนจีนในสยามตั้งโรงพิมพ์และออกหนังสือพิมพ์ภาษาจีนหลายฉบับ เช่น จีนโนสยามวารศัพท์ (หวาเซียมซินเป้า) ซึ่งเป็นเวทีเสวนาทางการเมืองของพวกเขา
บรรณาธิการและนักเขียนชาวจีน ใช้พื้นที่นี้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายชาตินิยมของรัฐบาลสยาม โดยชี้ให้เห็นว่า “พวกตนคือฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของสยามให้รุ่งเรือง” การที่สยามมีรายได้มหาศาลและพัฒนาระดับสาธารณูปโภคได้ ส่วนหนึ่งมาจากแรงงาน เสื่อผืนหมอนใบ และภาษีอากรที่พ่อค้าจีนจัดเก็บให้รัฐบาล
การใช้สื่อตอบโต้ทางการเมืองอย่างดุเดือดนี้ ทำให้รัชกาลที่ 6 ทรงออกพระราชบัญญัติสมุด เอกสาร และหนังสือพิมพ์ พ.ศ.2470 ในเวลาต่อมา เพื่อสั่งปิดและจำกัดการพิมพ์ของสื่อจีนเหล่านี้
การปฏิวัติซินไฮ่ (ค.ศ.1911) ของ ดร.ซุน ยัตเซน ประสบความสำเร็จในจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลเกิดความภาคภูมิใจในมาตุภูมิสูงมาก
พฤติกรรมตอบโต้ของชาวจีนในสยาม
พวกเขาต่อต้านการก้าวเข้ามาควบคุมของรัฐสยามด้วยการก่อตั้งสมาคมลับ สมาคมตระกูลแซ่ และโรงเรียนจีนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพื่อส่งเสริมให้ลูกหลานเรียนภาษาจีนและยึดมั่นในลัทธิไตรราษฎร์ ของ ดร.ซุน ยัตเซน
ดร.ซุน ยัตเซ็น คือ “บิดาแห่งชาติจีนยุคใหม่” ผู้เป็นผู้นำการปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ชิง (ระบบฮ่องเต้) ได้สำเร็จในปี พ.ศ.2454 (ตรงกับสมัยในหลวง ร.6) และก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน
ย้อนไป…ปลายปี พ.ศ.2451 ดร.ซุน ยัตเซ็น เดินทางเข้ามาในสยามอย่างลับๆ เพื่อระดมทุนจาก “ชาวจีนโพ้นทะเล” การเยือนครั้งสำคัญที่สุด โดยท่านได้เปิดปราศรัยใหญ่บริเวณถนนเยาวราช (บริเวณซอยหน้าร้านทองตั้งโต๊ะกังในปัจจุบัน)
ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านเยาวราชมีร่องรอยประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ ดร.ซุน
ยัตเซ็น ซ่อนอยู่ตามตรอกซอกซอยต่างๆ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นย่านการค้าและวงเวียนสำคัญ
ซอยผลิตผล (ซอยซุนยัตเซ็น/ซอยปาฐกถา) เป็นจุดที่ ดร.ซุน ยัตเซ็น เปิดปราศรัยเพื่อปลุกระดมและระดมทุนจากชาวจีนโพ้นทะเลไปปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิง
ในอดีต…บริเวณนี้เป็นลานกว้างด้านหลังโรงภาพยนตร์ศรีเยาวราช (ปัจจุบันโรงหนังไม่มีแล้ว) ภายหลังเมื่อมีการตัดถนนและสร้างอาคารทับพื้นที่ลานปาฐกถา ชาวจีนในสยามจึงร่วมใจกันตั้งชื่อซอยนี้ว่า “ถนนปาฐกถา”
ปัจจุบันคือ “ซอยผลิตผล” ตั้งอยู่ใกล้กับสี่แยกราชวงศ์ ขนานกับถนนเยาวราชและถนนวานิช 1 (สำเพ็ง) บริเวณป้ายชื่อซอยทางรัฐบาลไทยและชุมชนได้ร่วมกันติดตั้งซุ้มป้ายเหล็กสีแดงระบุชื่อตัวโตว่า “ซอยซุนยัตเซ็น” ในเขตสัมพันธวงศ์ กทม. มีป้ายสัญลักษณ์ติดไว้คู่กับชื่อถนนอย่างเป็นทางการ คือ “ซอยผลิตผล”
ภายในซอยยังมี วัดโลกานุเคราะห์ (วัดตื้อเต๊) ซึ่งเป็นวัดญวนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งอยู่
ดร.ซุน ยัตเซ็น คือ ศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวจีนโพ้นทะเล (ในหลายประเทศ) สนับสนุนการตั้งโรงพิมพ์ หนังสือพิมพ์ภาษาจีน และสมาคมจีนต่างๆ ในสยามเพื่อเผยแพร่แนวคิดปฏิวัติ เงินบริจาคส่วนใหญ่มาจากพ่อค้าโรงสีข้าวและกรรมกรชาวจีนในเยาวราช ซึ่งเงินเหล่านี้ถูกส่งไปเป็นทุนซื้ออาวุธในการก่อการโค่นล้มราชวงศ์ชิง
ชาวจีนโพ้นทะเลกุมบังเหียนระบบเศรษฐกิจ การค้าข้าว และการขนส่งเกือบทั้งหมดในสยาม
ชาวจีนในเวลานั้นเข้าใจดีว่า…”ถูกต่อต้าน” หากแต่มีสำนึกต่อแผ่นดินสยาม แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา
รัฐบาลสยามก็ตระหนักใน “พลังทางเศรษฐกิจ” ที่สยามขาดไม่ได้ ควบคู่ไปกับการใช้พลังแห่ง “ความสามัคคีทางชาติพันธุ์”
ส่งผลให้นโยบายของรัฐบาลไทยต้องเปลี่ยนจากการใช้มาตรการทางกฎหมายหักด้ามพร้าด้วยเข่า มาเป็นการบีบบังคับแกมประนีประนอมในระยะยาวแทน
วรรณกรรมเชิงวิพากษ์ในพระราชนิพนธ์ของในหลวง ร.6 ประเด็นบาดใจ คือ ทรงเตือนว่าการปล่อยให้คนจีนคุมระบบเศรษฐกิจทั้งหมด เท่ากับเป็นการยื่นอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้คนต่างด้าว และหากคนไทยไม่ลุกขึ้นมาค้าขายหรือพึ่งพาตนเอง ชาติสยามอาจต้องตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจของคนจีนในอนาคต
“จุดอ่อน” ของชาวสยามในอดีตเรื่องการค้าขายไม่ได้เกิดจาก “ความไร้ความสามารถ” แต่เป็นผลมาจากโครงสร้างสังคม ระบบไพร่ และค่านิยมทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมมานานหลายร้อยปี ซึ่งทำให้ชาวสยามไม่สามารถแข่งขันกับพ่อค้าชาวจีนหรือชาติตะวันตกได้อย่างเท่าเทียม
สังคมสยามโบราณยกย่องและให้คุณค่าแก่ “ระบบเจ้าขุนมูลนาย” หรือการเข้าสู่ระบบราชการ มุมมองทางสังคมเชื่อว่าการเป็น “ขุนนาง” มีเกียรติ ยศถาบรรดาศักดิ์ และความมั่นคง ในขณะที่อาชีพ “พ่อค้า” มักถูกมองในแง่ลบว่ามีความกะล่อน เอารัดเอาเปรียบ หรือไม่ซื่อสัตย์
เมื่อคนเก่ง-คนมีความรู้ของสยาม มุ่งหน้าไปสอบเข้าหรือฝากตัวเป็นข้าราชการกันหมด วงการค้าขายจึงถูกละทิ้งให้ตกอยู่ในมือของชาวต่างชาติไปโดยปริยาย
วิธีคิดของชาวสยาม….มักผูกติดอยู่กับการ “ทุ่มเท-ทำบุญ” ตามคติศาสนา “ขาดทักษะ” ในเรื่องการคำนวณต้นทุน-กำไรอย่างเป็นระบบ การต่อรองราคา และการทำบัญชี
พญามังกรที่ตื่นขึ้นมาแล้ว…เขย่าโลกใบนี้อย่างแรง จริงตามคำกล่าวสภาพการณ์เยี่ยงนี้…เกิดกับสังคมในหลายประเทศนะครับ…มิใช่เฉพาะกับประเทศไทย

