หน้าแรก บทความ การปฏิบัติภาว...

การปฏิบัติภาวนาในสายธรรมต่างๆ:โคทม อารียา

22.08.26 | 18:00 น.

การปฏิบัติภาวนาในสายธรรมต่างๆ:โคทม อารียา


ก่อนอื่นขอออกตัวว่า ผมมีความรู้น้อยในเรื่องพุทธศาสนา เพียงแต่มีความสนใจใฝ่รู้ จุดสงสัยที่ทำให้เริ่มสืบค้นแล้วเลยอยากเขียนบทความนี้ มาจากคำภาษาบาลีว่า “ปะฏินิสสัคคา” ดังนั้น ถ้ามีอะไรผิดพลาดจากความรู้น้อยของผม ก็ขออภัยและขอคำแนะนำด้วย

ผมเปิดหนังสือ “ทำวัตรเช้า-เย็น และมหาสติปัฏฐานสูตร แปล” ที่เรียบเรียงโดยหลวงตาสุริยา มหาปัญโญภิกขุ วัดป่าโสมพนัส สกลนคร พลิกอ่านมาถึงบทว่าด้วย “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นกายโดยลักษณะ 6 อย่าง : บรรพที่ 1.1 อานาปานะปัพพะ กำหนดรู้ลมหายใจ” ซึ่งแบ่งการกำหนดรู้เป็น 4 หมวด แต่ละหมวดมี 4 ขั้นตอน รวมเรียกว่า อานาปานะสติ 16 ขั้น ขั้นที่ 13-16 ระบุว่า ขณะที่กำหนดรู้หรือตามลมหายใจนั้น ผู้ตามจะเห็นความไม่เที่ยง (อะนิจจา), เห็นความจางคลาย (วิราคา), เห็นความดับไม่เหลือ (นิโรธา), และเห็นความสละคืน (ปะฏินิสสัคคา)

ผมสงสัยอยู่ว่ากายานุปัสสนาโดยกำหนดรู้ลมหายใจ จะไปถึงขั้นรู้ธัมมะจนเห็นความดับและความสละคืนเลยหรือ จึงเปิดหนังสือต่อไปถึงบทว่าด้วยธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นธรรมโดยลักษณะ 5 อย่าง บรรพ : สัจจะปัพพะ และหัวข้อย่อย “ความดับทุกข์ในอริยสัจจ์” ที่ให้อรรถาธิบายว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์หมายถึงความจางคลาย, ความดับไม่เหลือ, และความสละคืน ซึ่งความทะยานอยาก (ตัณหา) นั่นเทียว ซึ่งก็ตรงกันกับข้อความในอานาปานะปัพพะ

Advertisement

ผมอุทานอยู่ในใจว่า “อ้าว นึกว่านิโรธหรือดับไม่เหลือ หมายความว่า ถึงแล้วหรือจะถึงซึ่งนิพพาน ยังจะมีขั้นตอนการสละคืนอีกหรือ?” เลยลองถาม AI และได้ความว่า นิโรธมี 5 อย่าง ได้แก่ ดับด้วยการข่มไว้, ดับด้วยปัญญา, ดับด้วยการตัดขาด, ดับด้วยความสงบ, และดับด้วยการสลัดออก (นิสสรณนิโรธ) แม้คำว่าสละคืนกับสลัดออกอาจมีความหมายคล้าย ๆ กัน แต่คำบาลีต่างกัน เห็นควรถาม AI ต่อไปว่า “ปะฏินิสสัคคา” หมายถึงอะไร คำตอบคือ คำคำนี้หมายถึงการละทิ้งกิเลส (วิปัสสนา) และการแล่นเข้าสู่การดับสนิท (นิพพาน)

ผมอ่านข้อความตอนต้นของ “พระมหาสติปัฏฐานสูตร” ได้ความว่าสติปัฏฐานทั้ง 4 คือการฝึกให้ “ผู้มีปรกติเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม มีความเพียรเป็นเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (สัมปชัญญะ) มีสติ เพื่อนำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสีย” อ่านตอนท้ายของ “พระมหาสติปัฏฐาน” ในหัวข้อ “อานิสงส์สติปัฏฐานสูตร” มีคำกล่าวถึงผลไว้ว่า “ผู้หนึ่งผู้ใดเจริญสติปัฏฐานสี่ … ตลอดเจ็ดปี พึงหวังผลเป็นพระอรหันต์หรือพระอนาคามี”

และมีข้อความต่อมาว่า “เจ็ดปียกไว้ก็ได้ ผู้หนึ่งผู้ใดเจริญสติ … ตลอดหกปี ห้าปี สี่ปี สามปี สองปี หรือหนึ่งปีก็ดี … พึงหวังผลเป็นพระอรหันต์หรือพระอนาคามีได้เช่นกัน” และมีข้อความต่อมาว่า จำนวนปียกไว้ก็ได้ “ผู้หนึ่งผู้ใดเจริญสติปัฏฐาน … ตลอดเจ็ดเดือน หกเดือน ห้าเดือน สี่เดือน สามเดือน สองเดือน หนึ่งเดือน หรือกึ่งเดือนก็ดี … หรือแม้แต่เจ็ดวัน … พึงหวังผลเป็นพระอรหันต์หรือพระอนาคามีได้เช่นกัน” และสรุปว่า สติปัฏฐานสี่เป็นหนทางเพียงทางเดียว เพื่อบรรลุธรรมอันสัตว์พึงรู้ ผมสรุปเอาเองในทำนองว่า ระยะเวลาการฝึกในการบรรลุธรรมนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ๆ เช่น สำนักธรรมและตัวผู้ฝึกเอง ดังนั้น จงเพียรฝึกเถิดแล้วจะได้อานิสงส์ในไม่ช้าก็เร็ว

เมื่อมหายานแผ่มาถึงจีน ได้มีแนวคิดการบรรลุธรรมแบ่งเป็นสองแบบ คือ 1) สำนักเซนเหนือนำโดยพระเสินซิ่ว ที่มีแนวคิดแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเปรียบจิตเหมือนกระจกที่ต้องหมั่นเช็ดฝุ่นละอองออกเรื่อย ๆ จิตก็ต้องฝึกฝน ขัดเกลา ทีละเล็กละน้อย อย่างสม่ำเสมอ 2) สำนักเซนใต้นำโดยพระฮุ่ยหนิงที่มีแนวคิดแบบสว่าง/ฉับพลัน และสอนว่า จิตเดิมแท้มีความบริสุทธิ์และสว่างอยู่แล้ว จึงไม่มีฝุ่นมาจับ ไม่มีกระจกให้เช็ด การตื่นรู้เห็นแจ้งสภาวะธรรมเกิดแบบฉับพลันได้ด้วยปัญญาญาณ

เมื่อมหายานแผ่มาถึงทิเบตแล้วเกิดเป็นยานย่อยของมหายานที่เรียกว่าวัชรยาน ผมจึงถาม AI ไปว่า “วัชรยานแบ่งเป็นสำนักบรรลุธรรมแบบฉับพลันกับแบบค่อยเป็นค่อยไปไหม?” ได้คำตอบสั้น ๆ ดังนี้

วัชรยาน ถือว่าเป็น “ยานฉับพลัน” ในตัวอยู่แล้ว เพราะมีอุบายวิธีและตันตระที่เร่งรัด แต่เมื่อเจาะลึกในสายปฏิบัติของทิเบตเอง ก็ยังมีการแบ่งระหว่างแนวทางแบบค่อยเป็นค่อยไปและแบบฉับพลันอย่างชัดเจนในระดับปรัชญาและการปฏิบัติขั้นสูง ประกอบด้วย

• แนวทางแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการศึกษาพระปริยัติและสะสมบารมีข้ามภพข้ามชาติ ในทางปฏิบัติ ใช้แนวทางคัมภีร์ลัมริม (Lamrim) ที่แปลว่า “ลำดับแห่งหนทาง” โดยมีสุตรยานอันเป็นรากฐานที่ได้มาจากมหายาน ได้แก่ คำสอนเรื่อง “โพธิจิต” (จิตที่มุ่งปรารถนาจะตรัสรู้เพื่อช่วยเหลือสัตว์โลกทั้งปวง) คำสอนเรื่อง “สุญญตา” (ความเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตนที่แท้จริง ตามแนวคิดปรัชญามาธยมิกะและโยคจารา) ฝึกศีลและวินัย (การปฏิบัติพื้นฐานทางจริยธรรมและการควบคุมกาย-วาจา-ใจ) และการบำเพ็ญบารมี 6 ประการ เป็นต้น คำสอนและการฝึกดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญ ในเรื่องนี้ เชอร์เกียม ตรุงปะ ธรรมาจารย์ที่นำวัชรยานไปเผยแผ่ในสหรัฐฯเน้นเสมอว่า ต้องฝึกในแบบหีนยาน คือฝึกสมถภาวนาเพื่อความสงบ-สันติ และฝึกวิปัสสนภาวนาอันเป็นหนทางแห่งปัญญา ให้ดีก่อนการปฏิบัติขั้นสูงต่อไป

สำนักหลักได้แก่นิกายเกลุกปะ (Gelugpa) ที่เน้นการเรียนพระปริยัติธรรมและตรรกะอย่างยาวนานก่อนการปฏิบัติขั้นสูง

• แนวทางแบบฉับพลัน ใช้หลักการของสุตรยานเป็นฐาน แล้วเพิ่ม “อุบายวิธี” (ตันตระ) เช่น ดซ็อกเชน (Dzogchen – ความเชื่อว่าในตัวเรามีพุทธะอยู่แล้ว และการทำสมาธิเป็นหนทางให้เห็นจิตเดิมแท้อันสว่างไสว), การภาวนาเทพ, การปฏิบัติมหามุทรา-โยคะทางกาย เป็นต้น เพื่อเร่งให้บรรลุธรรมเร็วขึ้นในชาติเดียว โดยที่วิธีนี้ รวมถึงการชี้จิตโดยตรงที่ถ่ายทอดจากอาจารย์สู่ศิษย์เพื่อให้เห็นแจ้งในพุทธภาวะ ไม่เน้นการละกิเลสแบบกดข่ม หากใช้สภาวะรู้เท่าทันกิเลสแล้วเปลี่ยนกิเลสเป็นปัญญาญาณทันที

สำนักหลักได้แก่ นิกายณิงมาปะ ที่เน้นคำสอนและการปฏิบัติดซ็อกเชน และนิกายคากิวปะ ที่เน้นคำสอนและการปฏิบัติมหามุทรา

การสืบค้นเรื่องนี้ของผมเริ่มจากความอยากรู้ในเรื่องการเจริญสติปัฏฐาน เลยอยากรู้ต่อไปถึงคำสอนและแนวปฏิบัติในพุทธศาสนาที่มีหลากหลาย การเจริญสติและสัมปชัญญะเป็นการปฏิบัติภาวนาแบบหนึ่ง โดยที่การปฏิบัติภาวนาหมายถึงวิถีการดำเนินชีวิต และการดำรงอยู่ตรงนั้น ซึ่งฝึกได้ด้วยวิธี เช่น การนั่งบนเบาะภาวนา ในเรื่องนี้ เชอเกียม ตรุงปะกล่าวไว้ในหนังสือ “เส้นทางคือจุดหมาย : คู่มือพื้นฐานของการภาวนาแบบพุทธ” ที่แปลโดยวิจักขณ์ พานิชว่า คำศัพท์ทางพุทธไม่มีคำว่า “ภาวนา” ที่เป็นคำกิริยา (meditate หรือ pray) มีแต่คำว่า ”การภาวนา” ที่เป็นคำนาม (meditation) ภาวนาหรือกำลังภาวนามีนัยของกิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้นและมีวัตถุอ้างอิง เช่น มีสมาธิจดจ่ออยู่กับเปลวเทียน ฟังจังหวะเต้นของหัวใจ ฟังซุ่มเสียงภายในของมนตรา ฟังการบริกรรมที่อยู่ในหัว เป็นต้น ส่วนการภาวนาไม่มีวัตถุกำหนด ไม่มีจุดอ้างอิง ในการเจริญสติและสัมปชัญญะ เราแค่นั่ง แค่ประคองตน นั่งโดยปราศจากเป้าหมาย วัตถุกำหนด แค่นั่งเหมือนก้อนหิน ไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้เวลาได้พักบ้าง ให้เวลาไม่ถูกทำให้ว้าวุ่น ก้าวร้าว ปนไปด้วยความปรารถนา และความเร่งรีบ

ตรุงปะแนะนำว่า การเจริญอานาปานสติคือการหลอมรวมเป็นหนึ่งกับลมหายใจ การเดินจงกรมคือการหลอมรวมเป็นหนึ่งกับการเดิน โดยไม่ตึงเกินไป หรือหย่อนเกินไป ในการปฏิบัติเช่นนี้ เรามอบ 25% ของความใส่ใจ (attention) ไปที่การหายใจหรือการเดิน ส่วนกิจกรรมทางจิตที่เหลือควรถูกปล่อยไว้อย่างหลวม ๆ ปล่อยให้เปิดกว้าง เช่น 25% ปล่อยให้จิตผ่อนคลาย 25% สัมพันธ์กับการเป็นมิตรกับตัวเอง มีความอ่อนโยน ส่วน 25% ที่เหลือสัมพันธ์กับความคาดหวัง (หมายเหตุ : ในการภาวนาไม่ควรตั้งความหวังที่เป็นเรื่องอนาคตอันไกล เช่น การบรรลุธรรม แต่อาจมีความคาดหวังในเรื่องที่ใกล้ความจริงมากกว่า)

มหาสติปัฏฐานสูตรกล่าวถึงสติและสัมปชัญญะ ตรุงปะแนะนำว่า สมถะทำให้เกิดสันติ สัมปชัญญะหรือการตระหนักรู้ทำให้เกิดปัญญา พัฒนาการของผู้ปฏิบัติภาวนาคือ การมีสติที่กลายเป็นสัมปชัญญะ การมีสตินั้นให้ความใส่ใจแก่ความแม่นยำทุกชนิด แก่ลมหายใจ แก่การเดิน ความรู้สึกตัว ประสบการณ์แห่งจิต กระบวนการทางความคิด แก่ความทรงจำทุกชนิด สัมปชัญญะคือการรู้ภาพรวมของสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด สัมปชัญญะนำมาซึ่งความไม่มีตัวตนอันเที่ยงแท้ถาวร เราเพียงตระหนักรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด ทั้งในตัวเราเองและในผู้อื่น ทั้งในกิจกรรมของเราและของผู้อื่นไปพร้อม ๆ กัน ไม่มีใครกำลังตระหนักรู้นอกจากตัวมันเอง ดวง อาทิตย์ส่องแสงด้วยตัวมันเอง ไฟเผาไหม้ด้วยตัวมันเอง น้ำไหลโดยตัวมันเอง ไม่มีใครเฝ้าดู และนั่นถือเป็นตรรกะเดิมแท้แห่งความไม่มีตัวตน

ตรุงปะให้ข้อคิดเกี่ยวกับสัมปชัญญะว่า ความตระหนักและความรู้ตัวทั่วพร้อมนั้นเป็นธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในจิตใจ เราไม่ต้องพยายามบังคับหรือสร้างมันขึ้นมา เพียงแค่เลิกปิดกั้นตัวเองจากปัจจุบัน ความตระหนักรู้ก็จะไหลเข้ามา และจะผ่านเหมือนลมที่พัดเข้ามาเมื่อเปิดหน้าต่าง เข้ามาเมื่อเราเปิดกว้าง ตรุงปะกล่าวถึงธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับคำว่า “สติปัฏฐาน” อันหมายถึงการผ่อนพักในสติปัญญาของตน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากสัมปชัญญะนั่นเอง ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ยังควรมีสติกับลมหายใจเข้าออก หรือกับการเดินจงกรม เพียงแค่เปิดกว้างขึ้น ฝึกสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด ได้แก่การมีสติกับกาย กับจิต กับการดำเนินชีวิต และกับความเพียร

วัชรยานเป็นคำสอนที่ให้ความเข้าใจการปฏิบัติภาวนาในมุมมองที่เหมือนและต่างออกไปบ้างจากแนวทางเถรวาทที่เราคุ้นเคย จึงขอถือโอกาสนี้ขยายความให้เห็นจุดเน้นของวัชรยานเพิ่มเติม โดยอ้างอิงบทที่ 8 ว่าด้วยการปฏิบัติภาวนาของ “พระไตรปิฎกฉบับสากล วิถีธรรมจากพุทธปัญญา” ที่พิมพ์เผยแผ่โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยสังเขปดังนี้

วัชรยานเน้นการอยู่อย่างวิเวกเพื่อสละเครื่องล่อใจทั้งหลาย พร้อมทั้งเสนออุบายธรรมแก้กิเลส เช่น

– อุบายธรรมที่ช่วยแก้ความใคร่ โดยการพิจารณาความไม่น่ารักน่าใคร่ของร่างกาย และแจกแจงว่ามีของไม่สะอาดในร่างกาย 36 อย่าง (เถรวาทมี 32 อย่าง)

– อุบายธรรมที่ช่วยแก้ไขความเกลียดชัง โดยเมตตาภาวนา (ซึ่งมีการขยายความไว้ในการเจริญพรหมวิหาร)

– อุบายธรรมที่ช่วยแก้ความหลง โดยการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท

– อุบายธรรมที่ช่วยแก้ความริษยา โดยการพิจารณาว่าเราและผู้อื่นเสมอกัน มีสุขมีทุกข์เหมือน ๆ กัน

– อุบายธรรมที่ช่วยแก้ความหยิ่งทะนง โดยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยอ้าง “โพธิจรรยาวตาร” ว่า “เมื่อเห็นโทษของการรักแต่ตนเอง และเห็นคุณค่าของการรักผู้อื่น ขอให้ข้าพเจ้าละวางตัวตนได้ และรู้จักทำประโยชน์แก่ผู้อื่นจนเป็นนิสัย”

– พิจารณาลมหายใจเพื่อเป็นอุบายแก้ความฟุ้งซ่าน

ผมเริ่มต้นบทความจากการอ้างหนังสือ “มหาสติปัฏฐานสูตร” ของวัดป่าโสมพนัส จึงขอลงท้ายด้วย “วาทะหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ” ผู้สอนการเจริญสติ โดยทำมือเข้าจังหวะ 14 จังหวะ ที่หนังสือดังกล่าวนำมาโปรยไว้ในปกใน ดังนี้

“… บางคนว่า ที่หลวงพ่อนำมาสอนนี้ไม่มีในตำรา เพราะไม่เขียนไว้มันก็ไม่มีสิ … แต่หลวงพ่อว่า อันนี้แหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน คนอ่านหนังสือน้อยมันก็เลยมองไม่เห็น ถ้าผู้มีปัญญาอ่านแล้วรู้เลยเห็นเลย บางคนว่าที่หลวงพ่อนำมาสอนนี้เป็นของใหม่ ใหม่ที่ไหน? พระพุทธเจ้าท่านก็ยังสอนว่า ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหว โดยวิธีใดก็ให้กำหนดรู้ ทีนี้เราก็มีทำเป็นจังหวะให้มันมารู้อยู่กับจังหวะนี้ มันเป็นอุบายให้มารู้อยู่กับจังหวะมือนี้ เป้าหมายก็เพื่อจะให้มันมารู้ใจที่มันนึกมันคิดโน่น เพราะตัวรู้สึกนี้ เมื่อมันมีมากขึ้น ๆ มันจะไปรู้เท่ารู้ทันความคิด รู้คิดกับเห็นคิดมันคนละอันกันนะ เมื่อเรารู้เราเห็นเท่าทันมันแล้ว มันก็จะไม่ถูกปรุง มันก็จะไม่เป็นเรื่องยืดยาว

มันคิดมาก เราก็รู้มาก รู้เท่าทันกันเข้า ๆ เมื่อมันทันกันเข้าถึงที่สุดแล้ว เหมือนฟิวส์ไฟฟ้านี่ ขาดปุ๊บออกไปเลย หรือเหมือนเชือกไนลอนที่เราดึงตึง ๆ แล้วตัดตรงกลาง เชือกมันจะขาดสะท้อนไปสู่หลักเดิม … อันนี้ก็เช่นเดียวกัน จิตของเราจะไม่ถูกปรุง อันนี้เรียกว่าการเกิดดับแบบปรมัตถ์ … ที่เราเคยได้ยินว่า พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว แล้วผมของท่านไม่ยาวอีกเลย อันนั้นมันเป็นคำพูด แต่ความจริงมันหมายถึงอันนี้ต่างหาก

ถ้าเราทำอันนั้น มันจะเป็นอันนี้ มันจะหมดสงสัยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เมื่อไม่รู้ไม่เห็นเราก็จะพูดแต่ปาก ไม่รู้จริงเท็จอยู่ตรงไหน …”

หลวงพ่อท่านบอกว่าเรื่องที่ท่านสอน พระพุทธเจ้าก็เคยสอน แต่คำสอนของพระองค์กว้างใหญ่ไพศาล อรรถาธิบาย ขยายความ กระจายความไปได้อีกมาก ผมเชื่อว่า สิ่งที่เขียนในพระไตรปิฎก มีหลายบทหลายตอนที่อาจบอกเล่ากันมาแบบมุขปาฐะ กว่าจะมีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็กินเวลาหลายศตวรรษ หลังจากนั้น มีนักปราชญ์คนสำคัญของมหายาน เช่น พระนาคารชุน พระอารยเทวะ พระอสังคะ พระศานติเทวะ เป็นต้น ที่รจนาคัมภีร์ต่าง ๆ อันไพเราะและลึกซึ้ง ที่มาช่วยให้พระพุทธศาสนาได้เจริญก้าวหน้าและเผยแผ่ไปยังประเทศต่าง ๆ และก็มีนักปราชญ์คนสำคัญของวัชรยาน เช่น พระปัทมสัมภวะ พระอตีศะ พระศานตรักษิตะ พระนาโรปะ เป็นต้น ที่ได้วางรากฐานแห่งพุทธศาสนาในทิเบต และช่วยสืบสายธรรมและรวบรวมพระคัมภีร์สันสกฤตจำนวนมาก ในขณะที่คัมภีร์เหล่านั้นสูญหายจากอินเดีย

ส่วนผมค้างคาใจในคำว่า “ปะฏินิสสัคคา” ดังที่กล่าวในตอนต้นของบทความ พอมีโอกาสพบกับพระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ก็ถามท่านว่า อุปมาเชือกที่ขาดผึง (สู่หลักเดิม) และต่อกันอีกไม่ได้ของหลวงพ่อเทียน กับเรื่องการสละคืน เป็นเรื่องคล้ายกันหรือเปล่า คำตอบที่ชัดคือไม่ใช่ การสละคืนในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่กล่าวถึงวิราคะ นิโรธ ปะฏินิสสัคคา เป็นเรื่องของผลจากการเจริญธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ส่วนอุปมาของหลวงพ่อเทียนเป็นเรื่องการตัดการปรุงแต่งเมื่ออายตนะหกภายนอกมากระทบกับอายตนะหกภายใน ตัดให้ขาดเพื่อมิให้เกิดผัสสะที่นำไปสู่เวทนา ฯลฯ เมื่อตัดขาดด้วยสติแล้วก็ต่อกันไม่ได้ จิตรู้รูปก็สักแต่รู้ มีเสียงมากระทบก็สักแต่ได้ยิน ฯลฯ ผมก็จบความสงสัยอันนำไปสู่การสืบค้นเรื่องการปฏิบัติภาวนาในสายธรรมต่าง ๆ เลยถามพระผู้ใหญ่ต่อไปว่า ความแตกต่างระหว่างเถรวาท มหายาน และวัชรยานนั้นเป็นปัญหาหรือไม่ ท่านก็ตอบให้หายข้องใจว่า มันเป็นเช่นนี้ตามวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงอันเป็นธรรมดาของสังคม ตามแต่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษา เป็นต้น โดยทุกสายธรรมมีที่มาจากพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อันเป็นสรณะของชาวพุทธทั้งปวง