หน้าแรก บทความ จุดพลิกเกม TH...

จุดพลิกเกม TH-AI Passport จากความเคลือบแคลงสงสัยของสังคม สู่ต้นแบบธรรมาภิบาล AI ของประเทศไทย

23.08.26 | 12:10 น.

จุดพลิกเกม TH-AI Passport จากความเคลือบแคลงสงสัยของสังคม สู่ต้นแบบธรรมาภิบาล AI ของประเทศไทย

โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ที่ปรึกษาคณะดิจิทัล และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม


ถ้า TH-AI Passport ถูกตั้งคำถาม วันนี้อาจไม่ใช่วันที่โครงการกำลังมีปัญหา แต่อาจเป็นวันที่ประเทศไทยมีโอกาสทำให้โครงการนี้ “ดีกว่าเดิม” เพราะโครงการสาธารณะที่เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ใช่โครงการที่ไม่เคยถูกตั้งคำถาม แต่คือโครงการที่ ตอบคำถามได้ด้วยข้อมูล เปิดให้ตรวจสอบได้ด้วยหลักฐาน และกล้าแก้ไขเมื่อพบสิ่งที่ควรแก้

ผมจึงมองว่า TH-AI Passport ยังมีโอกาส “พลิกเกม” จากโครงการที่สังคมกำลังสงสัย ไปสู่ โครงการต้นแบบด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ของภาครัฐ แต่การพลิกเกมครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการประชาสัมพันธ์เพียงว่า “โครงการนี้ดี” และคงไม่เพียงพอ หากใช้ตัวเลขผู้ลงทะเบียนหลักล้านเป็นหลักฐานเดียวของความสำเร็จ

เพราะประชาชนยุคใหม่ โดยเฉพาะคน Gen Z ไม่ได้ต้องการฟังเพียงว่า “เชื่อเราเถอะ” ระบบนี้ดีที่สุดแล้ว ประชาชนยุคใหม่ต้องการรู้ว่า ข้อมูลของฉันไปไหน ใครเข้าถึงได้ ระบบปลอดภัยแค่ไหน เงินภาษีถูกใช้กับอะไร และสุดท้าย ฉันกับประเทศไทยได้อะไรกลับมาจริง นี่ต่างหาก คือคำถามใหญ่ของ TH-AI Passport

Advertisement

ผมไม่ได้มองเรื่องนี้จากมุมการเมืองอย่างเดียว ในการพิจารณาเรื่องนี้ ผมได้แยกข้อถกเถียงทางการเมืองออกจากการวิเคราะห์เชิงระบบ พื้นฐานที่ผมได้มีโอกาสศึกษาและทำงานมาหลายศาสตร์ ทั้งการจัดการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมในระดับปริญญาเอก ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการจัดการความเสี่ยง (Cybersecurity and Risk Management) จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ปริญญาโทวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และระเบียบวิธีจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ตลอดจนเศรษฐศาสตร์ สถิติเพื่อนโยบายสังคม จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ที่ถ่ายโอนไปยังหลักสูตรปริญญาโทการบริหารนโยบายกับยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี เป็นหลักสูตรที่ทำให้ผมมีโอกาสเรียนร่วมกับผู้แทนคณะเสนาธิการทหารร่วม (Joint Chiefs of Staff: JCS) เพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา รวมถึงองค์ความรู้ของศาสตร์ต่าง ๆ ในประเทศไทยคือสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รัฐศาสตร์ รามคำแหงและปรัชญาแห่งวิทยาลัยแสงธรรม

ด้วยศาสตร์ต่าง ๆ ข้างต้นทำให้ผมมอง TH-AI Passport มากกว่าคำถามที่ว่า “โครงการนี้ดีหรือไม่ดี” แต่ต้องถามพร้อมกันทั้งระบบว่า เทคโนโลยีเกิดประโยชน์จริงหรือไม่ ระบบปลอดภัยหรือไม่ ข้อมูลประชาชนมีการไหลและถูกประมวลผล (Data Flow) อย่างไร ตลอดวงจรชีวิตข้อมูล (Data Lifecycle) ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน          เงินสาธารณะคุ้มค่าหรือไม่ ตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่ และท้ายที่สุดประชาชนกับประเทศได้ผลลัพธ์อะไรกลับมา

เพราะในโลก AI วันนี้ เทคโนโลยีที่เก่งอย่างเดียวไม่พอ ระบบที่ใช้เทคโนโลยีนั้นต้องน่าเชื่อถือด้วย อย่าให้ “ยอดลงทะเบียน” กลายเป็นคำตอบสุดท้าย ถ้าข้อมูลที่เผยแพร่วันนี้จริงที่ว่า ในช่วง 2 – 3 วันแรก TH-AI Passport มีผู้ลงทะเบียน 1 ล้านคน ตัวเลขนั้นน่ายินดีครับ แต่คำถามเชิงนโยบายไม่ควรจบตรงนั้น เราควรถามต่อว่า

1 ล้านคนลงทะเบียน → กี่คนเริ่มเรียนจริง → กี่คนเรียนต่อเนื่อง → กี่คนมีทักษะ AI เพิ่มขึ้น → กี่คนนำทักษะไปใช้ในการเรียนหรือทำงาน → กี่คนนำทักษะ AI ไปเพิ่มรายได้หรือผลิตภาพ (Productivity) ในการทำงาน → และสุดท้ายประเทศได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร

เพราะ ยอดลงทะเบียนคือ ผลผลิต (Output) แต่ชีวิตประชาชนที่ดีขึ้นคือ ผลลัพธ์ (Outcome) นี่คือความแตกต่างระหว่าง “โครงการที่ดูเหมือนว่าสำเร็จ” กับ “โครงการที่สร้างผลลัพธ์จริง”

และที่สำคัญ ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ในเรื่อง AI เพราะข้อมูลจาก Stanford AI Index Report ซึ่งจัดทำโดย Stanford HAI แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า คนไทยอยู่ในกลุ่มประชากรที่มีทัศนคติเชิงบวกและเปิดรับ AI ในระดับสูงของโลก

ผมมองว่า นี่คือ “ทุนทางสังคม” ที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า คนไทยพร้อมรับ AI หรือไม่ แต่คือ เราจะเปลี่ยนความพร้อมและทัศนคติเชิงบวกนั้นให้กลายเป็น ทักษะจริง การใช้ประโยชน์จริง ผลิตภาพที่สูงขึ้น โอกาสทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของคนไทย ชุมชนท้องถิ่นและประเทศไทยในเวทีโลก ได้อย่างไร

เมื่อพิจารณากรอบของโครงการ TH-AI Passport อย่างละเอียด จะเห็นว่าเครื่องมือหลายอย่างสำหรับตอบคำถามของสังคมมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การคุ้มครองข้อมูล การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง การบันทึกการใช้งาน การทดสอบความมั่นคงปลอดภัย การประเมินทักษะก่อนและหลังเรียน การประเมินความคุ้มค่า
ระบบแสดงผลข้อมูล ตลอดจนสิ่งส่งมอบและงวดการจ่ายเงิน ดังนั้น ทางออกของ TH-AI Passport อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่อาจเริ่มจากสมการด้วยสูตรง่าย ๆ ว่า

เดินหน้าโครงการ + เปิดให้ตรวจสอบ + แก้สิ่งที่ควรแก้ + ให้หลักฐานพูดแทนรัฐบาล

สิ่งสำคัญคือ ต้องนำสิ่งที่กำหนดไว้แล้วมาทำให้ประชาชนมองเห็น เข้าใจ ตรวจสอบได้ และติดตามผลได้เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนไม่เกิดจากการขอให้ประชาชนเชื่อ แต่เกิดจากการทำให้ประชาชนมี หลักฐานเพียงพอที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ความโปร่งใส ไม่ได้หมายความว่า “เปิดทุกอย่าง” ผมคิดว่าประโยคนี้สำคัญมาก

“ความโปร่งใสไม่ได้หมายความว่าต้องเปิดทุกอย่าง แต่หมายความว่าสิ่งที่ปิดต้องอธิบายได้” แน่นอนว่า ข้อมูลบางประเภทอาจมีเหตุผลตามกฎหมายที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยของระบบ หรือความลับทางการค้า แต่ทางออกไม่ควรมีเพียงสองทาง คือ “เปิดทั้งหมด” หรือ “ปิดทั้งหมด”

ควรใช้หลักที่สมดุลกว่า คือ เปิดให้มากที่สุดเท่าที่กฎหมายอนุญาต ปกปิดให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
และทุกการปกปิดต้องอธิบายได้ ตัวอย่างง่าย ๆ สมมติบริษัทเอกชนส่งข้อเสนอ 200 หน้า หากมี 15 หน้าที่เป็นความลับทางการค้า คำตอบไม่ควรเป็นว่า “เอกสารชุดนี้เปิดไม่ได้ทั้งหมด” แต่ควรถามว่า อีก 185 หน้าเปิดได้หรือไม่?

หากเปิดได้ ก็ควรเปิด เพราะนี่คือความโปร่งใสที่อยู่บนฐานกฎหมาย ไม่ใช่ความโปร่งใสแบบสุดโต่ง

Data Flow ต้องตอบประชาชนให้ได้ อีกหนึ่งคำถามสำคัญมากในโครงการ AI คือ ข้อมูลประชาชนเดินทางไปไหน? หากข้อมูล คำสั่ง หรือ Prompt บางส่วนถูกส่งไปประมวลผลกับโมเดลที่อยู่นอกประเทศไทย ประชาชนควรได้รับคำตอบอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลประเภทใดถูกส่งไป ส่งไปเพื่ออะไร ข้อมูลนั้นสามารถระบุตัวบุคคลได้หรือไม่ มีการ Masking, Pseudonymization หรือ Redaction ก่อนส่งหรือไม่ ผู้ให้บริการสามารถเก็บ Prompt ได้หรือไม่ เก็บไว้นานเท่าใด และข้อมูลดังกล่าวสามารถถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลต่อหรือไม่

ลองนึกภาพนักศึกษาคนหนึ่งพิมพ์ประวัติการศึกษา ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หรือข้อมูลส่วนตัวลงใน Prompt เพื่อให้ AI ช่วยทำเรซูเม่ (Resume) คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “AI ตอบดีไหม?” แต่ต้องถามด้วยว่า “ข้อมูลชุดนั้นไปอยู่ที่ไหน?” นี่คือเรื่อง Data Governance ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนโดยตรง เงินหนึ่งบาท ต้องเดินตามรอยได้ อีกเรื่องที่ผมคิดว่าสังคมควรเห็นอย่างง่ายที่สุด คือ เงินทุกงวดต้องเชื่อมโยงกับงานที่รัฐได้รับ

ถ้ามีการส่งมอบงานควรบอกว่า ส่งมอบอะไร ถ้ามีการตรวจรับ ควรบอกว่า ตรวจรับเมื่อใด ผ่านเกณฑ์อะไร หากมีการจ่ายเงิน ควรทำให้เห็นว่า เงินก้อนนั้นแลกกับ Deliverable หรือผลลัพธ์อะไร และหากยังไม่ผ่าน ก็ควรบอกตรง ๆ ว่า ไม่ผ่านเพราะอะไร และกำลังแก้ไขอย่างไร สมมติรัฐจ่ายเงิน 50 ล้านบาท ประชาชนไม่ควรเห็นเพียงข้อความว่า  “เบิกจ่ายแล้ว 50 ล้านบาท” แต่ควรกดดูต่อได้ว่า 50 ล้านบาทนี้ ได้ระบบอะไร รองรับคนกี่คน ผ่านการทดสอบอะไรมีคนใช้จริงเท่าไร และสร้างผลลัพธ์อะไร นี่คือ Traceability

เงินภาษีของประชาชนควรเดินตามรอยได้ ตั้งแต่งบประมาณจนถึงผลลัพธ์สุดท้าย Cybersecurity ที่ดี ไม่ใช่การบอกว่า “ระบบนี้ไม่มีความเสี่ยง” จากพื้นฐานด้าน Cybersecurity Risk Management ผมเรียนรู้หลักสำคัญข้อหนึ่งว่า ระบบที่น่าเชื่อถือไม่ใช่ระบบที่ประกาศว่าไม่มีความเสี่ยงเพราะแทบไม่มีระบบใดในโลกที่ไม่มีความเสี่ยง

คำถามที่สำคัญกว่าคือ เรารู้หรือไม่ว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน ป้องกันอย่างไร ตรวจพบเหตุผิดปกติได้เร็วเพียงใด หากข้อมูลรั่วไหลจะจำกัดความเสียหายอย่างไรและสามารถฟื้นระบบกลับมาได้เร็วแค่ไหน การบริหารรัฐก็ไม่ต่างกัน ประชาชนไม่ต้องการคำตอบว่า “ไม่มีปัญหา” แต่ต้องการรู้ว่า ถ้ามีปัญหา เรารู้หรือไม่ เราจัดการอย่างไร
ใครรับผิดชอบ และนี่คือหลักฐานว่าระบบรับมือได้จริง

จาก เชื่อผมเถอะ “Trust Me” สู่ ตรวจสอบผมได้เลย “Check Me”

ผมมองว่า หากรัฐบาลต้องการพลิกเกม TH-AI Passport จริง นี่อาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุด รัฐบาลไม่จำเป็นต้องบอกประชาชนว่า “เชื่อเราสิ” แต่ควรกล้าพูดว่า “ท่านไม่จำเป็นต้องเชื่อคำพูดของเราเพียงอย่างเดียว นี่คือข้อมูล นี่คือหลักฐาน และนี่คือผลลัพธ์ เชิญทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบ” นี่คือการเปลี่ยนภาษาของรัฐจาก Trust Me

ไปสู่ Check Me และผมคิดว่า นี่ต่างหากคือรัฐบาลดิจิทัลในความหมายที่แท้จริง คนตั้งคำถาม ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูของคนทำงาน

กรณี TH-AI Passport ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงการต่อสู้ว่า ใครถูก ใครผิด ใครชนะ ใครแพ้

ถ้าหากผู้ตรวจสอบจากภาคส่วนต่าง ๆ ตั้งคำถามบนฐานข้อเท็จจริง หลักฐาน และความรับผิดชอบ ย่อมไม่ใช่อุปสรรคของการพัฒนา แต่การตั้งคำถามและข้อสงสัยสามารถเป็น “แรงกดดันเชิงสร้างสรรค์” ช่วยยกระดับโครงการของรัฐกลายเป็นต้นแบบด้านธรรมาภิบาลของโครงการนวัตกรรมดิจิทัล

จุดพลิกเกมที่แท้จริง หาก TH-AI Passport ทำได้จริง ความสำเร็จของโครงการจะไม่ใช่เพียงการทำให้คนไทยหลายล้านคนได้เรียนรู้ AI แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการบริหารประเทศว่า ประเทศไทยสามารถเดินหน้าเทคโนโลยีแห่งอนาคตควบคู่กับหลักธรรมาภิบาล

ประเทศที่แข็งแรงคือประเทศที่รัฐบาลกล้าเปิด ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างรับผิดชอบ นักวิชาการช่วยหาคำตอบ สื่อมวลชนทำให้ประชาชนรู้ข้อเท็จจริง ภาคเอกชนพิสูจน์ผลงานด้วยมาตรฐาน ข้าราชการอยู่บนหลักธรรมาภิบาล และประชาชนมีข้อมูลมากพอที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง วันนั้น ประชาชนจะไม่ต้องถามอีกว่าแ “ผมควรเชื่อใคร” เพราะเขาจะสามารถถามคำถามที่ดีกว่านั้นว่า “หลักฐานและความเป็นจริงบอกอะไร” และเมื่อถึงวันนั้นแTH-AI Passport จะไม่ได้เป็นเพียงจุดเปิดทาง หรือ “Passport” พาคนไทยเข้าสู่โลก AI แต่มันอาจกลายเป็น Passport อีกใบหนึ่ง ที่พาประเทศไทยเดินจาก “สังคมที่คอยชักจูงให้ประชาชนเชื่อ” ไปสู่ “สังคมที่ประชาชนตรวจสอบแล้วจึงเชื่อได้”

ผมเชื่อว่า นี่คือประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ไม่ใช่วันที่รัฐบาลไม่มีฝ่ายค้าน ไม่ใช่วันที่ฝ่ายค้านหยุดตั้งคำถาม
และไม่ใช่วันที่นักวิชาการหรือสื่อมวลชนต้องเลือกข้างใคร แต่คือวันที่ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด

โดยมีจุดหมายเดียวกัน คือ ผลประโยชน์ของชาติและประชาชน (National and People’s Interests) และอนาคตของประเทศไทย เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากรัฐบาลกล้าเปิดเผยและพร้อมรับการตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบกล้าตั้งคำถามบนฐานข้อเท็จจริงและอย่างรับผิดชอบ นักวิชาการกล้าพูดบนฐานข้อมูลและหลักฐาน สื่อมวลชนกล้านำเสนอข้อเท็จจริง ภาคเอกชนกล้าพิสูจน์ผลงาน ข้าราชการยึดความถูกต้องตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล และประชาชนได้รับสิทธิในการรับรู้ เข้าถึงข้อมูล และตรวจสอบอย่างแท้จริง

วันนั้น การตรวจสอบจะไม่ใช่แรงต้านของการพัฒนา แต่จะกลายเป็นพลังที่ทำให้การพัฒนาน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และเมื่อทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด โดยไม่ยึดว่าใครต้องชนะหรือใครต้องแพ้

วันนั้นจะไม่มีฝ่ายใด “แพ้” เพราะผู้ชนะที่แท้จริงจะมีเพียงสองชื่อ เท่านั้น คือ “ประชาชน” และ “ประเทศไทย”

และหาก TH-AI Passport สามารถพาเราไปถึงจุดนั้นได้ มันจะไม่ได้พิสูจน์เพียงว่า ประเทศไทยสามารถทำให้คนไทยเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้มากขึ้น แต่มันจะพิสูจน์สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นว่า ประเทศไทยสามารถเดินเข้าสู่อนาคตได้เร็ว โดยไม่ทิ้งประชาชนคนใดไว้ข้างหลัง ไม่ทิ้งความโปร่งใสไว้ข้างทาง และไม่ทิ้งความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนไว้ในอดีต เพราะอนาคตของประเทศไทย ไม่ควรถูกสร้างขึ้นด้วยการประกาศว่า “เชื่อผม” หรือ “ระบบนี้ดีที่สุด” แต่ควรถูกสร้างขึ้นด้วยประโยคที่ทรงพลังกว่า คือ “ตรวจสอบได้ แล้วเดินไปด้วยกัน”

และหากทุกฝ่ายเริ่มต้นจากตรงนี้ TH-AI Passport อาจไม่ได้เป็นเพียงโครงการ AI ของรัฐบาล

แต่มันอาจกลายเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า ประเทศไทยพร้อมก้าวเข้าสู่อนาคต ด้วยนวัตกรรมที่ประชาชนใช้ได้

ด้วยรัฐบาลที่ประชาชนตรวจสอบได้ และด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างขึ้นได้จริง

นี่ต่างหาก คือ “จุดพลิกเกม” ที่ทุกฝ่ายของประเทศไทยควรคว้าไว้ให้ได้ ในห้วงเวลานี้