หน้าแรก บทความ เอลนีโญ วังโต...

เอลนีโญ วังโตนด และความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ

29.08.26 | 09:07 น.

เอลนีโญ วังโตนด และความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ


สังคมไทยกำลังตื่นตระหนกต่อเอลนีโญขั้น “ซุปเปอร์” ที่กำลังมา เพราะเราเพิ่งได้รับผลกระทบน้ำท่วมหนักหลายภาคโดยเฉพาะภาคใต้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และกำลังสุดขั้วอีกด้านหนึ่งคือ ภาวะร้อนแล้ง ที่ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะฝั่งยุโรปได้รับผลรุนแรง

แต่ในความเป็นจริง เอลนีโญไม่ใช่ภัยใหม่สำหรับประเทศไทย ตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา เราเผชิญปรากฏการณ์นี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เริ่มจากซุปเปอร์เอลนีโญ พ.ศ.2540-2541 ที่ทำให้ภัยแล้งแผ่ขยายถึง 63 จังหวัด 24,804 หมู่บ้าน พื้นที่เกษตรเสียหายประมาณ 2.59 ล้านไร่ คิดเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 14,000 ล้านบาท ต่อมาแม้เอลนีโญ พ.ศ.2547-2548 จะไม่ได้รุนแรงในระดับเดียวกัน แต่กลับทำให้ประชาชนราว 11 ล้านคนใน 71 จังหวัดประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และสร้างความเสียหายอีกประมาณ 8,900 ล้านบาท

หนึ่งทศวรรษต่อมา ซุปเปอร์เอลนีโญ พ.ศ.2558-2559 สร้างผลกระทบหนักยิ่งขึ้น ความเสียหายตลอดช่วงภัยแล้งถูกประเมินไว้ประมาณ 110,000-120,000 ล้านบาท ขณะที่ผลผลิตข้าวลดลงราวร้อยละ 16 จาก 19.8 ล้านตัน เหลือ 16.5 ล้านตัน สะเทือนไปตั้งแต่รายได้เกษตรกร การจ้างงาน ไปจนถึงเศรษฐกิจชนบท

Advertisement

ล่าสุด เอลนีโญ พ.ศ.2566-2567 เกิดขึ้นท่ามกลางโลกที่ร้อนกว่าเดิม สินค้าเกษตรสำคัญ 5 รายการถูกประเมินว่าอาจสูญเสียมูลค่ารวมประมาณ 27,823 ล้านบาท โดยไตรมาสแรก พ.ศ.2567 ภาคเกษตร ป่าไม้ และประมง หดตัวร้อยละ 3.5

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเอลนีโญไม่ใช่เพียงภัยพิบัติซ้ำๆ แต่เป็นความเสี่ยงที่แผ่กว้าง ซับซ้อนและเชื่อมโยงจากการขาดน้ำและผลผลิตเสียหาย ไปสู่รายได้ หนี้สิน การจ้างงาน ความมั่นคงทางอาหาร ความยากจน การพัฒนาเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร ขณะเดียวกันความร้อนและการขาดน้ำยังกระทบผืนดิน ป่า แม่น้ำ พืช สัตว์ และระบบนิเวศที่มนุษย์พึ่งพา

เมื่อเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ IPCC ชี้ว่า เหตุการณ์ ENSO (เอลนีโญ-ลานีญา) ระดับสุดขั้วบางประเภทมีแนวโน้มเกิดบ่อย อาจเพิ่มความถี่ประมาณสองเท่าในศตวรรษนี้ ทำให้ความผันผวนตามธรรมชาติเดิมซ้อนทับกับภาวะโลกร้อน เพิ่มความร้อน การระเหยและความต้องการน้ำ ตลอดจนความเสี่ยงต่อเกษตรกรรม สุขภาพ และระบบนิเวศ

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเช่นนี้ทำให้ German Watch ที่จัดทำตัวชี้วัดความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ จัดอันดับให้ไทยเสี่ยงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก และเมื่อประเทศไทยจะเผชิญซุปเปอร์เอลนีโญที่เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่มิถุนายนที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังเผชิญเอลนีโญรอบใหม่ที่มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรง และอาจต่อเนื่องถึงปลายปี 2569 ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่สูงอยู่แล้ว

บทเรียนจากสามทศวรรษของเอลนีโญ

เอลนีโญ พ.ศ.2540-2541 ภัยแล้งกระทบประชาชนระดับหลายล้านครัวเรือนและพื้นที่เกษตรระดับหลายล้านไร่ เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจกับวิกฤตธรรมชาติมาผนวกกัน คนยากจน คนเปราะบางยิ่งเผชิญแรงกดดัน และความสูญเสียหลายด้าน

รอบ พ.ศ.2547-2548 ปัญหาขาดแคลนน้ำจากภาคเกษตรเชื่อมโยงถึงน้ำอุปโภคบริโภคและความมั่นคงในการดำรงชีวิตของครัวเรือนจำนวนมาก ทำให้เห็นปัญหาสิทธิและความเป็นธรรมในการเข้าถึงการจัดการน้ำที่ยังมีช่องว่างสูงมาก จนมาถึงเอลนีโญ พ.ศ.2558-2559 รัฐต้องจำกัดน้ำสำหรับการทำนาปรังและขอให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่ปลูกข้าวและผลผลิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญรายได้ที่หายไป แม้ฝนจะกลับมา ผลผลิตที่เสียส่งผลกระทบเพิ่มหนี้สินเกษตรกรอีกหลายปี และยิ่งทำให้ความสามารถในการตั้งรับปรับตัวของเกษตรกรต่อสภาพภูมิอากาศยิ่งอ่อนแอ

ผลจึงมาเกิดขึ้นเมื่อเผชิญเอลนีโญ พ.ศ.2566-2567 ในภาวะที่อุณหภูมิโลกพุ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้น้ำในทุกแหล่งลดลง มีการระเหยเพิ่ม ขณะที่ความต้องการน้ำของเกษตรกรและประชาชนสูงขึ้น อีกทั้งพืชและสัตว์ในระบบเกษตรและในธรรมชาติเผชิญความเครียดมากขึ้น ระบบนิเวศบางประเภทมีพื้นที่สำหรับการฟื้นตัวน้อยลง แหล่งน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำหดตัว กระทบถิ่นอาศัยและวงจรชีวิตของสัตว์น้ำและสัตว์ป่า ป่าแห้งและเสี่ยงต่อไฟป่ามากขึ้น ขณะที่ความร้อนของมหาสมุทรส่งผลรุนแรงต่อระบบนิเวศทะเล โดยในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2567 แนวปะการังที่สำรวจทั่วประเทศถึงร้อยละ 88.7 เกิดการฟอกขาว

เห็นได้ว่า ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่สิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เชื่อมโยงเป็นลูกโซ่จากน้ำ ดิน ป่า พื้นที่เกษตร ไปจนถึงชายฝั่งและทะเล ทำให้เห็นว่าเอลนีโญในโลกที่ร้อนขึ้นกำลังสร้างความเครียดต่อระบบนิเวศทั้งภูมิทัศน์ และลดความสามารถของทั้งธรรมชาติและมนุษย์ในการฟื้นตัวจากความผันผวนทางภูมิอากาศ

เขื่อนคลองวังโตนด การแก้ปัญหาที่ยิ่งขยายปัญหา

ปัญหาน้ำเป็นปัญหาใหญ่ในภาวะเอลนีโญภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่จัดการปัญหาด้วยการสร้างเขื่อนในพื้นที่นิเวศกลับยิ่งสร้างปัญหา กรณีโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งจะมีความจุ 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร มีเป้าหมายส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน 87,700 ไร่ เป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค และช่วยบรรเทาน้ำท่วม ร้อยละ 65

แต่บทเรียนเอลนีโญสามทศวรรษทำให้เราเห็นว่า ระบบชลประทานขนาดใหญ่ไม่สอดคล้องกับความผันผวนนิเวศ ทั้งปริมาณฝนผันผวนและยิ่งน้อยลงในภาวะเอลนีโญ และบริเวณฝนตกคาดเดาได้ยาก หลายครั้งไม่ได้ตกเหนืออ่าง ทำให้การจัดการน้ำด้วยโครงสร้างขนาดใหญ่ไม่ตอบโจทย์

หากโครงการถูกออกแบบให้มีบทบาทสำรองน้ำถึงประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อสนับสนุน EEC เมื่อเกิดปีแล้งรุนแรง กติกาจัดสรรน้ำที่เป็นธรรมระหว่าง EEC เกษตรกร ชุมชน เมือง และระบบนิเวศคืออะไร

บทเรียนที่ผ่านมา เกษตรกรเป็นกลุ่มแรกที่ถูกขอให้ลดพื้นที่เพาะปลูกเพื่อรักษาน้ำต้นทุน แต่รัฐมักละเลยผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกษตรกรสูญเสีย รวมถึงระบบนิเวศที่สูญเสียแต่รัฐมองไม่เห็นด้วย เพราะการสร้างเขื่อนคลองวังโตนดต้องแลกมาด้วยการสูญเสียระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้และสัตว์ป่า

โครงการเขื่อนจะทำให้ป่าไม้ถูกทำลายราว 12,000 ไร่ ป่าพื้นที่นี้อาจกักเก็บคาร์บอนเหนือพื้นดินเทียบเท่าประมาณ 0.55-1.47 ล้านตันคาร์บอน ซึ่งบางส่วนเสี่ยงถูกปล่อยจากการตัดไม้ น้ำท่วม และการย่อยสลาย ขณะเดียวกันยังสูญเสียความสามารถในการดูดซับคาร์บอนในอนาคต และอ่างเก็บน้ำใหม่เองสามารถปล่อย CO2และมีเทนจากอินทรียวัตถุใต้น้ำได้อีก โครงการที่มีเป้าหมายที่จะรับมือกับภูมิอากาศกลับทำลายระบบนิเวศที่จะสร้างสมดุลสภาพภูมิอากาศเสียเอง

โครงการเขื่อนคลองวังโตนดจึงมีความเสี่ยงที่จะสร้างความผิดพลาดในการปรับตัวสภาพภูมิอากาศ เพราะอาจยิ่งทำให้เกิดผลกระทบสู่สภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น และก็เป็นส่วนหนึ่งที่ย้อนกลับมาสร้างผลกระทบต่อสภาวะภัยพิบัติธรรมชาติที่จะวนกลับมา

เรียนรู้ที่จะก้าวข้ามความผิดพลาด และสร้างความพร้อมรับมือเอลนีโญ

บทเรียนสามทศวรรษเอลนีโญ ปัญหาภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องความผันผวนของธรรมชาติ แต่รากลึกคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติไม่ได้กระทบคนทุกกลุ่มเท่ากัน เกษตรกร คนยากจน จะถูกรัฐผลักภาระมาให้เสนอ ในบริบทที่เกษตรกรมีความเปราะบางจากความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีอยู่ ทุกระลอกของเอลนีโญยิ่งสร้างความสูญเสียและเสียหายให้แก่เกษตรกรและคนยากจนมากยิ่งขึ้น แม้ฤดูกาลภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว แต่วงจรหนี้สิน ยากจน ที่พวกเขาเผชิญยังมีต่อเนื่อง เมื่อฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และนิเวศเสียหาย ผลกระทบยังส่งต่อไปที่สังคมส่วนต่างๆ รวมถึงธรรมชาติ

การแก้ปัญหาด้วยการสร้างเขื่อนคลองวังโตนดและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อื่นๆ กลับกลายเป็นการแก้ปัญหาที่สร้างปัญหาไม่เพียงเพิ่มผลกระทบนิเวศ แต่สร้างความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมทางสังคม และทางนิเวศ เนื่องจากอำนาจต่อรองในการเข้าถึงน้ำระหว่างเกษตรกรและชุมชนกับภาคอุตสาหกรรมใน EEC ต่างกันมาก และรัฐจะมีกติกาใดที่จะประกันว่าต้นทุนของความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะไม่ถูกผลักไปให้คนที่เปราะบางกว่า

ทางออกของปัญหา รัฐจึงควรเรียนรู้บทเรียนแห่งความล้มเหลวในการรับมือเอลนีโญและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมา ด้วยการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งการผลิตและการบริโภค และวิถีสังคมให้เอานิเวศและประชาชนเป็นศูนย์กลาง สร้างความเป็นธรรมทางนิเวศและสภาพภูมิอากาศให้เกิดขึ้น เราจึงจะมีภูมิคุ้มกันต่อเอลนีโญและลานีญาที่จะมาถี่ขึ้นได้ยั่งยืนและมั่นคง

กฤษฎา บุญชัย