จํานวนไม่น้อยย่อมอยากรู้ว่ามีใครบ้างที่เห็นด้วยกับคำเชิญชวนและการเกลี้ยกล่อมของโจโฉ
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ให้คำตอบ
ขณะนั้นแฮหัวตุ้น ผู้พี่ แฮหัวเอี๋ยน ผู้น้อง อยู่ ณ เมืองไพก๊ก แลแฮหัวตุ้นเมื่ออายุ 14 ปีนั้นไปเรียนการทหารในสำนักอาจารย์ แลมีผู้หนึ่งมาดูหมิ่นอาจารย์แฮหัวตุ้นโกรธจึงฆ่าผู้นั้นเสียแล้วหนีไปอยู่บ้านนอก
ครั้นรู้ข่าวก็เกลี้ยกล่อมผู้คนได้ประมาณ 1,000 เศษ จึงพาแฮหัวเอี๋ยนผู้น้องไปเข้าด้วยโจโฉ
แล้วโจหยิน โจหอง พี่น้องคุมคนได้ประมาณ 1,000 เศษ กับงักจิ้น ชาวเมืองยงเป๋ง ลิเตียนชาวเมืองซันหยง ต่างคนก็มาเข้าด้วยโจโฉ
แลอุยหองนั้นเห็นผู้คนเข้าเกลี้ยกล่อมด้วยโจโฉก็มีความยินดีนัก จึงเอาเงินทองมาให้โจโฉซื้อม้าแลอาวุธสำหรับการสงคราม แลชาวเมืองทั้งปวงก็ชวนกันจัดเอาม้าแลอาวุธกับข้าวปลาอาหารมาให้เป็นอันมาก
ขณะนั้นโจโฉมีความยินดีนักจึงให้ปลูกโรงสำหรับเป็นที่ชุมนุมของขุนนางแลทหารจะได้ปรึกษาการสงคราม
ครั้นเวลาเช้าเย็นให้ทหารซ้อมหัดการอาวุธให้ชำนาญ
เมื่ออ่านสำนวน วรรณไว พัธโนทัย มีขั้นตอนแผกต่างกันไปบ้าง เริ่มจาก วันหนึ่งมีชาวเมืองหยังผิง เขตเว่ยกว๋อผู้หนึ่ง แซ่งัก ชื่อจิ้น มีนามรองว่าเหวินเชียนมาเข้าด้วยโจโฉ
กับมีชาวเมืองซวนหยัง แซ่ลิ ชื่อเตียน มีนามรองว่าม่านเฉิง เข้ามาสมทบ
โจโฉแต่งตั้งให้บุคคลทั้งสองเป็นขุนนางฝ่ายหน้า
ต่อมามีชาวไพก๊ก แซ่แฮหัว ชื่อตุ้น นามรองว่า หยวนยั่ง ผู้สืบสกุลมาแต่แฮหัวเอง ชำนาญการใช้หอกและตะบอง เมื่อยังเยาว์อายุ 14 ไปเรียนวิชาทหารกับอาจารย์ผู้มีชื่อ
มีชายคนหนึ่งด่าว่าอาจารย์ แฮหัวตุ้นจึงฆ่าเสียแล้วหลบหนีไปที่อื่น
ครั้นทราบว่าโจโฉกำลังเรียกระดมพลก็นำชายฉกรรจ์1,000 กว่ากับน้องชายชื่อ แฮหัวเอี๋ยน มาอาสาสมัครด้วย
พี่น้อง 2 คนนี้ที่แท้เป็นพี่น้องกับโจโฉนั่นเอง
กล่าวคือ เฉาซง หรือโจโก๋ บิดาของโจโฉนั้นเดิมเป็นคนแซ่แฮหัว ต่อมาไปอยู่กับครอบครัวแซ่เฉา(โจ) จึงใช้แซ่เฉา(โจ) ตามไปด้วย
ต่อมา อีกไม่กี่วัน โจหยินกับโจหยอง พี่น้องคุมทหาร 1,000 กว่ามาเข้าด้วยอีก โจหยินมีนามรองว่าจื่อเสี้ยว โจหองมีนามรองว่าชื่อเหลียน 2 พี่น้องนี้มีม้าแลทหารมีฝีมือในการรบยอดเยี่ยม
โจโฉดีใจยิ่งนัก ลงมือฝึกทหารกับม้าที่ท้องทุ่งแห่งหนึ่ง
อุยหองออกทรัพย์ซื้อเสื้อเกราะ ธงและอุปกรณ์การรบให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ครั้งนั้น ผู้คนช่วยส่งเสบียงอาหารมาเป็นกำลังทั่วทั้ง 4 ทิศนับจำนวนมิถ้วน
พลันที่จับสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช มาพิจารณา ก็สัมผัสได้ในความคึกคักหนักแน่น
มีคนมาสมัครทหาร
ที่สำคัญมี เยว่จิ้น(งักจิ้น) หลี่เตียน(ลิเตียน) 2 พี่น้องแซ่เซี่ยโหว เซียโหวตุน เซี่ยโหวยวน(แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน)
ตระกูลเซี่ยโหวสืบเชื้อสายมาจากเซี่ยโหวอิง
ทั้งยังทำหมายเหตุพื้นดำระบุด้วยว่า เซี่ยโหวอิงเป็นคนบ้านเดียวกับฮั่นเกาจู่หลิวปัง เคยขับเกวียนศึกให้หลิวปัง เรียกได้ว่าเป็นนักรบหาญกล้า
แล้วย้อนกลับไปบรรยาย
พี่เซียวโหวตุน เชี่ยวชาญอาวุธยาวและกระบอง เมื่ออายุ 14 ปีเรียนวิชากับอาจารย์ มีคนมาว่าอาจารย์ ไม่พอใจจึงฆ่าคนนั้น แล้วหลบหนีไป
เมื่อทราบว่าเฉาเชาประกาศรับทหารอาสาสมัครจึงชวนน้องชายเซี่ยโหวยวนแต่ละคนนำพรรคพวกของตน 1,000 กว่าคนมาร่วมด้วย 2 คนนี้เป็นญาติกับเฉาเชา เฉาชงบิดาของเฉาเชาเดิมแซ่เซี่ยโหว ต่อมาเปลี่ยนใช้แซ่เฉาตามบิดาเลี้ยง
ยังมี 2 พี่น้องแซ่เฉามาร่วมด้วย คือ เฉาเหริน(โจหยิน) และเฉาหง(โจหอง) แต่ละคนก็นำพวก 1,000 กว่าคนมาร่วม 2 พี่น้องนี้ชำนาญขี่ม้า ยิงธนู
เฉาเชาจัดทั้งหมดให้ฝึกทหารอยู่ในหมู่บ้าน
เมื่อได้อ่านสามก๊กฉบับพิศวาส “ชีวิตรักของโจโฉ” อัน สุทธิพล นิติวัฒนา เรียบเรียงจากต้นฉบับของ “หนานกงเผอ” ซึ่งตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์รายวัน “แนวหน้า” ยุคปี 2502 แล้ว “แพร่พิทยา” ตีพิมพ์เป็นเล่มเมื่อปี 2508
และ “สร้างสรรค์บุ๊คส์” ของ ประสิทธิ์ รุ่งเรืองรัตนกุล ตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 3 พร้อมกับบท “ชวนอ่าน” ของ ถาวร สิกขโกศล
ก็สัมผัสได้ในมุมมองอีกด้านที่ “หนานกงเผอ” นำเสนอ เมื่อโจโฉถึงเมืองตั้งหลิว
เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ทางภาคะตะวันออก เจริญมากมีพลเมือง 370,000 ครอบครัว จำนวนประชากรเกินกว่า 860,000 คน
เพราะเป็นเมืองที่มีคนมากจึงอุดมสมบูรณ์กว่าหัวเมืองอื่น
ตั้งหลิวนี้เตียวเมาเป็นเจ้าเมือง เป็นเพื่อนสนิทโจโฉ เป็นเพื่อนคอสุราด้วยกันสมัยยังอยู่นครลกเอี๋ยง
เมื่อโจโฉล่วงพ้นเข้าเขตเมืองจึงคล้ายกับปลาได้น้ำ
มีความปลอดภัย หายใจโล่งอก ไม่ต้องวิตกกังวลหรือต้องซุกซ่อนอีก ยิ่งกว่านั้น พอเหยียบย่างเข้ามาก็พบว่าวิถีทางการเมืองของเมืองเป็นฝ่ายค้านตั๋งโต๊ะจอมทมิฬผู้ฝันจะเป็นเจ้าครองโลก
โจโฉเข้าเมืองอย่างสง่าผ่าเผย มุ่งตรงยังจวนเจ้าเมืองโดยไม่ต้องยื่นนามบัตรตามธรรมเนียม ได้แต่บอกกับนายตำรวจเวรซึ่งถามชื่อแซ่ว่า
“เธอไปเรียนว่าเพื่อนเก่ามาจากนครลกเอี๋ยงท่านก็รู้ว่าเป็นใคร”
สักครู่ เตียวเมาก็กระวีกระวาดออกมาจับมือโจโฉอย่างดีอกดีใจพลางกล่าว “ดีจริงๆ ท่านเพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้เอง ใครๆ ก็ถามหาตัวท่านจากข้าพเจ้า”
“ใครๆ ก็ถามหาข้าพเจ้า” โจโฉถอนใจ “เกือบไปแล้วข้าพเจ้าเกือบถูกตั๋งโต๊ะจับตัวได้”
ครั้นแล้วโจโฉก็เล่าเรื่องๆ ต่างๆ ให้เพื่อนฟังแล้วถามถึงเหตุการณ์
“ค่อยๆพูด ค่อยๆ จากันเถอะ ข้าพเจ้าเตรียมตัวจัดหาที่พักให้ท่านเรียบร้อยแล้ว”
“ท่านคิดว่าข้าพเจ้าจะมาที่นี่หรือ”
“แน่นอน ทางบ้านของท่านมีสมบัติมากมาย ท่านหลบหนีออกมาคงไม่ไปทางที่มีสมบัติหรอก ข้าพเจ้ามีข่าวจะบอกให้ บิดาของท่านมีจดหมายมาให้ข้าพเจ้าบอกว่าท่านรู้ว่าท่านหลบหนีออกมา บิดาของท่านก็เลยหลบไปเสียบ้าง”
“เออดี ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องกลับบ้าน ขอให้ข้าพเจ้าพักผ่อนเสียหน่อย ข้าพเจ้าอยากจะอาบน้ำร้อน”
“ได้ซิ มีผู้หญิงคอยอาบเป็นเพื่อนด้วยเทียว”
“ฮะฮะ” โจโฉหัวเราะชอบใจ “ท่านยังนำเอาตำราเก่าของลกเอี๋ยงมาใช้ที่นี่ด้วยหรือ เออ ดีจริงนะ แต่ไม่ต้องมีผู้หญิงก็ได้”
“ข้าพเจ้ามีธุระสำคัญจะคุยกับท่านด้วย”
ประโยคสุดท้ายในการสนทนาโต้ตอบระหว่างโจโฉกับเตียวเมา เพื่อนเก่าตั้งแต่หัวหกก้นขวิดอยู่ในลกเอี๋ยงต่างหาก
คือ เป้าหมาย คือ ความสำคัญ
เป็นความสำคัญเมื่อมองจากด้านของโจโฉ เป็นความสำคัญเมื่อมองจากด้านของเตียวเมา
ในความหัวหกก้นขวิด ด้านหนึ่ง สะท้อนชีวิตของคนหนุ่ม
ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง ก็สะท้อนสายสัมพันธ์อันแนบแน่นที่มีระหว่างโจโฉกับเตียวเมา

