หน้าแรก บทความ โคทม อารียา |...

โคทม อารียา | จากเหตุรุนแรงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ขอให้มองอดีตเพื่อเลือกอนาคตของชายแดนใต้

6.09.26 | 14:30 น.

จากเหตุรุนแรงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ขอให้มองอดีตเพื่อเลือกอนาคตของชายแดนใต้


เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เวลาประมาณ 18.45 น. กลุ่มคนร้ายบุกยิงและปาระเบิดไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามิ อ. ระแงะ จ. นราธิวาส ทำให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 รายและมีผู้บาดเจ็บ 5 – 6 คน ต่อมามีการออกหมายจับผู้ต้องสงสัยสองราย ส่วนผู้ต้องสงสัยอีก 5 รายที่เคยถูกควบคุมตัวเข้าศูนย์ซักถาม ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะออกหมายจับ สำหรับข่าวที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ว่า ผู้นำการก่อเหตุถูกวิสามัญฆาตกรรมนั้น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม

ในช่วงกลางคืนของวันที่ 22 สิงหาคม เกิดเหตุรุนแรงในเวลาต่าง ๆ กัน หลายชั่วโมง รวมได้ 51 เหตุการณ์ ในนราธิวาส 22 เหตุการณ์ ยะลา 18 เหตุการณ์ และปัตตานี 11 เหตุการณ์ ในคืนวันที่ 23 สิงหาคม ต่อเนื่องวันที่ 24 สิงหาคม เกิดเหตุอีกประมาณ 24 เหตุการณ์ รวมระหว่าง 22 ถึง 24 สิงหาคม เป็นประมาณ 75 เหตุการณ์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน มีอาคารและสำนักงาน (เช่น ร้านสะดวกซื้อ สำนักงาน อบต. และเทศบาล) เสียหาย 17 แห่ง ยานพาหนะ 40 คัน และเสาไฟฟ้า 32 ต้น เสาสัญญาณโทรศัพท์และกล้องวงจรปิด 4 ตัว เสียหาย ประเมินมูลค่าความเสียหาย 18 ล้านบาท

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมามีปฏิบัติการนำตัวผู้กระทำผิดกฎหมายมาลงโทษ การตรวจค้น การยึดทรัพย์ และปราบปรามอย่างเข้มข้นต่อขบวนการทำผิดกฎหมายทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะผู้ก่อความไม่สงบ แต่รวมไปถึงเรื่องการปราบปรามยาเสพติดอย่างรุนแรง รวมทั้งของเถื่อน เช่น บุหรี่ การข่าวมีมาโดยตลอด แต่การก่อเหตุไม่สงบ หากดูจากรูปแบบที่มีการรายงานมา คือ ไม่ได้มุ่งไปที่ชีวิต โดยเป็นการก่อกวน ทำให้เกิดสถานการณ์ที่เป็นการส่งสัญญาณ และเป็นการโต้ตอบ แต่ทางการไม่ได้ถือว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินงาน ส่วนการเจรจาเป็นขั้นตอนที่มีความพยายามอยู่แล้ว แต่มองว่าระหว่างการเจรจาก็ไม่ควรมีเหตุร้าย หากฝั่งของเขาไม่หยุดก่อเหตุ เรื่องของการเจรจาก็เป็นเรื่องการเจรจาไป ส่วนเรื่องของการปกป้องประชาชน และการต่อสู้เพื่อไม่ให้คนเหล่านี้เข้ามาทำลายบ้านเมือง ทรัพย์สิน และประชาชน ก็จะดำเนินการในแนวทางต่อไป

Advertisement

ผลพวงประการหนึ่งหลังการก่อเหตุ คือ การย้ายนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งพล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ (เสธ. ปูด้วง) มาเป็นเลขาธิการ สมช. แทน เมื่อถาม AI ได้คำตอบว่า เสธ. ชัยพฤกษ์ เติบโตมาจากสายยุทธการ เป็น “สายเหยี่ยว” อย่างชัดเจน เคยกล่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบใน จชต. ว่า “ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว” เรื่องนี้เป็นสัญญาณว่า จะมีการปรับแนวทางความมั่นคงให้เข้มงวดมากขึ้น

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ยอมรับว่าฝ่ายความมั่นคงรู้ข่าวกรองล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุ แต่คาดการณ์รูปแบบการก่อเหตุแบบกระจายตัวไม่ดีพอ ทำให้สกัดกั้นไม่ทันท่วงที จึงเตรียมเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์ ค้นหาแรงจูงใจ ปัจจัยแทรกซ้อน และทบทวนมาตรการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น นายสีหศักดิ์ยังระบุว่าทางการมาเลเซียพร้อมให้ความร่วมมือในการสกัดกั้นผู้ก่อเหตุตามแนวชายแดน

ผมขอเสนอให้คอยดูว่า พล.อ. ณัฐพงษ์ เพราแก้ว (เสธ. เอี่ยว) รองเสนาธิการทหารซึ่งเป็น “สายพิราบ” จะถูกแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการทหาร (ในตำแหน่งนี้ จะเป็นเลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่งด้วย) หรือไม่ ปัจจุบัน เสธ. ณัฐพงษ์ เป็นเลขานุการคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลที่นายสีหศักดิ์เป็นประธาน และยังเป็นเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชาด้วย หากมีการแต่งตั้งดังกล่าว ก็จะเป็นการรักษาสมดุลและการสื่อสารที่ดีระหว่างสายเหยี่ยวกับสายพิราบ

บุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งคือนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่จะเกษียณอายุราชการในปลายเดือนกันยายนนี้ และจะมีเวลามากขึ้นสำหรับงานสันติภาพในตำแหน่งหัวหน้าการพูดคุยสันติสุข (โปรดสังเกตว่า แต่ก่อนเรามีหัวหน้าคณะพูดคุย ปัจจุบันมีหัวหน้าการพูดคุย ซึ่งมีนัยยะเป็นการเปิดกระบวนการพูดคุยให้กว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการพูดคุยระหว่างคณะ ซึ่งมีตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก) นายฐนัตถ์ประเมินสาเหตุหลักของเหตุการณ์ไว้ 3 ประเด็น ได้แก่ การสร้างอำนาจต่อรองก่อนการพูดคุยสันติสุขที่คาดว่าจะเดินหน้าในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้, การฉวยจังหวะช่วงเปลี่ยนกำลังทหารเพื่อทดสอบศักยภาพฝ่ายรัฐ, และปัจจัยด้านสภาพอากาศในช่วงฤดูฝน ในด้านข่าวกรอง เจ้าหน้าที่พอทราบลักษณะกลุ่มผู้ก่อเหตุจากรูปแบบการปฏิบัติการ (คือ พอรู้ว่าเป็นใครจาก signature ของกลุ่ม) แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

สำนักข่าว The Standard ให้ข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา นายฐนัตถ์พยายามที่จะดึง BRN เข้ามาร่วมพูดคุย ไม่ใช่ในฐานะคู่ขัดแย้ง หากเป็นพันธมิตรในการร่วมแก้ไขปัญหาทางการเมือง การปกครอง และตอบสนองต่อความต้องการของคนในท้องถิ่น แทนการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่อลดความรุนแรงตามแบบเดิม ผมเห็นด้วย แต่มีข้อสังเกตว่า การที่นายฐนัตถ์ขอให้คุยกันแบบคนไทยกับคนไทยนั้น คงถูกครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าจะพิจารณาทั้งสัญชาติและเชื้อสาย อาจมองว่าเป็นการคุยกันระหว่างคน (สัญชาติ) ไทยเชื้อสายไทย กับคนไทยเชื้อสายมลายู

หลังจากที่ได้เสนอมุมมองของฝ่ายรัฐพอสมควรแล้ว ขอเสนอมุมมองภาคประชาสังคมพอสังเขป ดังนี้

นายดอน ปาทาน นักวิเคราะห์อาวุโสด้านความมั่นคงชายแดนใต้ให้ความเห็นผ่านผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย ว่า เป้าหมายของผู้ก่อเหตุคือการทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ขณะนี้การพูดคุยสันติสุขของไทยซึ่งนำโดยนายฐนัตถ์กำลังหารือกับบีอาร์เอ็น เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการลดความรุนแรงเป็นการชั่วคราว (Terms of Reference on Temporary Reduction of Violence) ซึ่งฝ่ายไทยหวังว่าจะได้ลงนามในทีโออาร์ (TOR) ฉบับดังกล่าวโดยเร็วที่สุด ฝ่ายบีอาร์เอ็นขอให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาติดตาม (monitor) สถานการณ์ในช่วงที่ลดความรุนแรงลง แต่ไทยไม่ยอมให้มีองค์กรระหว่างประเทศมาอยู่ใน 3 จังหวัด

นายดอนกล่าวว่า แม้ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุรุนแรง แต่ต้องเข้าใจเลนส์ที่เขาใช้มองมาว่า ฝ่ายไทยหรือสยามเป็น “เจ้าอาณานิคม” ที่มายึดครองด้วยกำลัง และการยึดครองทางเศรษฐกิจโดยไม่ยึดโยงกับคนท้องถิ่นหรือชาวปาตานี ไม่เป็นธรรมกับคนท้องถิ่น และปั๊มน้ำมันอย่าง ปตท. ก็เป็นสัญลักษณ์นั้น

เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์ มอ. ปัตตานี วิเคราะห์ว่า ผู้ก่อเหตุต้องการแสดงให้เห็นว่า “พวกเขามีศักยภาพที่จะวางแผนและลงมือก่อเหตุ ณ จุดใดก็ได้ตามใจชอบ” เขาตั้งคำถามว่า อะไรคือธงนำของรัฐบาลอนุทินในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ นี่เป็นโอกาสดีที่สุดของรัฐบาลที่จะให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้นำอย่างเป็นระบบ แล้วรัฐบาลพร้อมจะนำหรือไม่

เขาตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของบีอาร์เอ็นนั้นคืออะไร ที่ผ่านมามีรายละเอียดปรากฏต่อสาธารณะน้อยมาก และเท่าที่ทราบก็เป็นข้อเสนอที่คิดจากกลุ่มของขบวนการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคม และเศรษฐกิจ รวมถึงวัฒนธรรมบางอย่างที่ได้เปลี่ยนไป ดังนั้นแนวทางที่ดีที่สุดคือทางกลุ่มควรนำข้อเสนอของพวกเขา มาเปิดเผยสู่สาธารณะให้ประชาชนในพื้นที่ได้ถกเถียง หรือแสดงความเห็นได้อย่างเสรีและปลอดภัย ทั้งรัฐและบีอาร์เอ็นต้องตระหนักว่า ‘อย่าคิดแทนประชาชนในพื้นที่’ และเปิดพื้นที่ปลอดภัยทางความคิดให้เกิดขึ้นจริง

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) และภาคีเครือข่าย มีข้อเสนอดังนี้

– กำหนดร่วมกันให้มีพื้นที่ปลอดภัย และขยายพื้นที่ปลอดภัยให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

– รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง

– ทบทวนปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และเปิดพื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย ให้คนในพื้นที่และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ถูกตีตรา ไล่ล่า หรือทำลายความน่าเชื่อถือเพียงเพราะมีความเห็นที่แตกต่างจากรัฐ

– สังคมไทยต้องตระหนักว่าปัญหาชายแดนใต้มีความซับซ้อนเชิงประวัติศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรม จึงควรลดการตีตรา และหันมาร่วมกันสร้างความเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์

The 101.world ซึ่งเป็นสื่อความรู้สร้างสรรค์ให้ความเห็นว่า “ชายแดนใต้ไม่ได้น่ากลัว” แต่มัน ‘ถูกผลิตซ้ำ’ และ ‘ทำให้น่ากลัว’ เป็นการผลิตซ้ำซึ่งอคติและการเหมารวม เช่น “มุสลิมคือโจร” “พวกเขาไม่ใช่คนไทย” “เด็กปอเนาะคือบีอาร์เอ็น” “บีอาร์เอ็นคือผู้ก่อการร้ายและแบ่งแยกดินแดน” จึงทำให้เกิดการเหมารวม บางครั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่บางส่วนก็ใช้คำ เช่น “ไปยิงโจร” และ “ต้องฆ่ามัน”

‘สงครามสื่อ’ ที่อุบัติขึ้น จะทำให้เราพร่ามัว ยากที่จะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ขัดแย้ง อย่างไรก็ดี เราควรพิจารณาว่า ปัญหาชายแดนใต้มิใช่เรื่องศาสนา แต่เป็นเรื่องการเมือง อีกประการหนึ่ง สงครามสื่อค่อนข้างย้อนแย้งกับพระราชดำรัสในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เคยตรัสว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

ผมถือว่า AI ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลที่มีในสื่อต่าง ๆ แล้ววิเคราะห์ และสามารถมีข้อเสนอแนะที่น่าพิจารณา ผมจึงถาม AI สามสำนัก ขอให้วิเคราะห์เหตุความรุนแรงใน จชต. ในรอบเดือนเศษที่ผ่านมา คำตอบที่ได้อาจซ้ำกันบ้าง ดังนี้

– Gemini วิเคราะห์ว่า ครั้งนี้เป็นการก่อเหตุแบบกระจายตัวและประสานเวลา เกิดขึ้นเกือบพร้อมกันหลายสิบจุดในคืนเดียว โดยเน้นเป้าหมายทางเศรษฐกิจ เพื่อแสดงศักยภาพมากกว่ามุ่งการสูญเสีย เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์เพื่อตอบโต้มาตรการกดดันของรัฐ

– Gemini เสนอให้เปิดช่องทางพูดคุยสันติสุขอย่างมีเอกภาพ เร่งรัดการพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกทางการเมือง โดยมีข้อตกลงหยุดยั้งความรุนแรง (Reduction of Violence) ที่มีกลไกตรวจสอบร่วมกันอย่างชัดเจน, เน้นการข่าวและการคุ้มครองพื้นที่สาธารณะ, และบูรณาการงบพัฒนาและงบความมั่นคง กระจายงบประมาณการพัฒนา (เช่น งบพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้) ให้ถึงมือประชาชนและตรงจุดความต้องการด้านเศรษฐกิจฐานราก

– Deepseek วิเคราะห์ว่า วัฏจักรของความรุนแรงยังคงอยู่ ผู้ก่อเหตุเคยมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจเป็นหลัก แต่ยังคงมีการมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายอ่อนแออยู่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงใช้มาตรการเชิงรุกในการติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยตามหมายจับ และการปิดล้อมตรวจค้น การปะทะรายย่อยยังคงเกิดขึ้นประปรายในพื้นที่ป่าเขาและแนวตะเข็บชายแดน

– Deepseek เสนอว่า ควรสนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติสุขให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในพื้นที่นำร่อง และการลดการใช้ความรุนแรงในช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนา เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และนักวิชาการในพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้ข้อเสนอทางการเมืองมาจากคนในพื้นที่เอง

– ChatGPT วิเคราะห์ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุยังมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการประสานหลายพื้นที่

เป้าหมายสำคัญของความรุนแรงครั้งนี้คือ ผลทางการเมืองและจิตวิทยา ขณะนี้ กระบวนการสันติภาพยังเปราะบางและขาดความต่อเนื่อง การพูดคุยยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนรับรู้ได้ ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงโดยตรง การแก้ปัญหาด้วยมาตรการความมั่นคงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะความขัดแย้งมีรากฐานทั้งด้านประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม ความยุติธรรม การรวมศูนย์อำนาจ และความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ จึงต้องมีมาตรการทางการเมืองควบคู่กัน

– ChatGPT มีข้อเสนอ 10 ข้อ ดังนี้

1.รักษาความปลอดภัยแบบแม่นยำ ไม่เหมารวม มุ่งเป้าต่อผู้กระทำผิดตามพยานหลักฐาน

2.ให้ความสำคัญแก่การคุ้มครองพลเรือนเป็นอันดับแรก

3.สอบสวนข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิอย่างรวดเร็วและโปร่งใส

4.เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน

5.สร้างกลไกความร่วมมือด้านความปลอดภัยระดับชุมชน

6.เดินหน้ากระบวนการพูดคุยสันติภาพอย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงต้องถูกสอบสวนและผู้กระทำผิดต้องรับผิด แต่ “กระบวนการสันติภาพต้องเดินหน้าต่อ”

7.รักษาบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวก

8.ขยายการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการสันติภาพ

9.เปิดการหารือเรื่องการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและบูรณภาพของประเทศ

10.ตัวชี้วัดความสำเร็จมาจากการลดเหตุรุนแรงและการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน

สำหรับความขัดแย้งปัจจุบันนั้น AI ได้ทำการบ้านให้เราบ้างแล้ว แต่เราก็ควรสืบย้อนไปถึงรากเหง้าความขัดแย้งที่มีมาแต่ในอดีต ในที่นี้ขอใช้แนวคิดของ Johan Galtung นักสังคมวิทยาและบิดาแห่งสันติภาพศึกษา เขาตั้งชื่อแนวคิดนี้ว่า CGT syndrome โดยกลุ่มอาการนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งรุนแรงดำรงอยู่อย่างยืดเยื้อยาวนาน เพราะคู่กรณี (รัฐและขบวนการ) ไม่เข้าใจรากเหง้าของมัน

คำว่า CGT ย่อมาจากองค์ประกอบ 3 ส่วนที่เชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น ดังนี้

• C – Chosen (ความรู้สึกว่าตนคือผู้ถูกเลือกสรร): ความเชื่อหรือจิตสำนึกร่วมของคนในชาติ/ชาติพันธุ์ว่า กลุ่มของตนมีความพิเศษ ได้รับการเลือกสรรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (พระเจ้า) ให้มาทำพันธกิจที่สำคัญ

• G – Glory (ความรุ่งโรจน์ในอดีต): การยึดติดและผลิตซ้ำเรื่องเล่าเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ ชัยชนะ และความรุ่งเรืองของบรรพบุรุษในอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนนึกถึงความรุ่งโรจน์ที่จะต้องเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต

• T – Trauma (บาดแผลทางประวัติศาสตร์): ความบอบช้ำร่วมจากการถูกกระทำ การพ่ายแพ้สงคราม หรือการถูกกดขี่โดยศัตรูในอดีต ซึ่งคนในชาติ/ชาติพันธุ์ มักจดจำและตอกย้ำความเจ็บปวดเหล่านี้อยู่เสมอ

ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนหนึ่งเชื่อว่า ปาตานีเคยเป็น “ระเบียงแห่งมักกะฮ์” (Serambi Mekahg) หรือเป็นผู้นำทางศาสนาในภูมิภาคนี้ พวกเขาเชื่อในความรุ่งเรืองทางวิชาการอิสลาม และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์มลายู ที่เคยเป็นศูนย์กลางของโลกมลายู (Nusantara) มายาวนานหลายร้อยปี เชื่อว่า “ปอเนาะ” (Pondok) ในปาตานี ถือเป็นระบบการศึกษาศาสนาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาค เชื่อว่าแต่ก่อน ปาตานีทำหน้าที่เสมือน “ทางผ่าน” หรือ “ระเบียง” สำคัญก่อนที่ผู้คนในภูมิภาคจะเดินทางไปศึกษาต่อหรือแสวงบุญ ณ นครมักกะฮ์ ปราชญ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของปาตานีคือ เชค ดาวูด อัลฟะฏอนี (Syeikh Daud al-Fatani) เขาเป็นผู้แต่งตำราศาสนาที่ใช้ภาษามลายู (อักษรยาวี) ที่ใช้เรียนกันทั่วภูมิภาคนูซันตารา นี่เป็นตัวอย่างความเชื่อที่ว่า ชาวปาตานีคือผู้ที่ถูกเลือกสรรให้รับใช้ศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ (chosen)

หลักฐานทางประวัติศาสตร์และบันทึกร่วมสมัยระบุว่าปาตานีเคยเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นท่าเรือนานาชาติที่ตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือและค้าขายระหว่างจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง ทำให้มีเรือสินค้ามาจอดแวะพักจำนวนมาก ราชวงศ์ศรีวังสาปกครองอาณาจักรปาตานียาวนานกว่า 200 ปี และในช่วงปี 2127 ถึง 2231 มีรายา (กษัตริย์สตรี) ปกครองติดต่อกันถึง 4 พระองค์ บ้านเมืองมีความสงบสุขยาวนานและมั่งคั่ง รัฐปาตานีเคยมีพลเมืองหนาแน่นและกองกำลังที่เข้มแข็ง มีความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับอาณาจักรอื่น ๆ ก่อนจะอ่อนแอลงและตกเป็นประเทศราชของสยามในเวลาต่อมา นี่คือเรื่องราวของความรุ่งโรจน์ (glory) ในอดีต

สำหรับประวัติศาสตร์บาดแผล ขอเริ่มเมื่อปี ค.ศ. 1909 ปีที่กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมและศาสนา เดียวกัน และที่สำคัญคือพูดภาษามลายูถิ่นเดียวกัน ถูกแบ่งแยกให้อยู่ในปกครองที่แยกจากกัน ทางใต้ อยู่ในปกครองของอังกฤษ (ได้แก่ไทรบุรี, กลันตัน, ปะลิส และตรังกานู) ส่วนทางเหนือ อยู่ในปกครองของสยาม (ได้แก่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล)

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อธิบายรูปแบบของการปกครองแบบ “ประเทศราช” ว่า ทั้งปัตตานีและรัฐสุลต่านมลายูตอนเหนือ (รวมทั้งล้านนา ล้านช้าง และกัมพูชา) ก็ยังมีผู้ปกครองของตัวเอง (แล้วแต่จะเรียกกันในแต่ละท้องที่ เช่น สุลต่าน) มีกฎหมาย ศาสนา และวัฒนธรรมของตัวเอง โดยเมืองหลวง (กรุงเทพฯ) ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้านกิจการภายใน เรียกได้ว่ามีลักษณะของการปกครองแบบ “กระจายอำนาจ” และรับรองความเป็น “ท้องถิ่น” ทั้งในแง่ของศาสนาและวัฒนธรรม (ภาษาเขียนและภาษาพูด)

สุลต่านบางองค์ที่แข็งข้อต่อสยามก็ถูกปราบปราม อีกทั้งสยามยังใช้วิธีการแบ่งแยกและปกครอง ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ปรีดี พนมยงค์ ได้ดำเนินนโยบายประนีประนอมแบบ “สายพิราบ” ยอมรับความแตกต่างทางศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรมท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ดังจะเห็นได้จากการดำเนินการติดต่อกับผู้นำของท้องถิ่น เช่น กรณีของ “หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์” แต่ภายหลังการ “รัฐประหาร 2490” ที่นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม พร้อมทั้งจอมพลผิน ชุณหะวัณ และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ฝ่ายอำนาจนิยมและอนุรักษนิยมกลับมาครองอำนาจใหม่ ข้อเสนอและบทบาทของ “หะยีสุหลง” ถูกกล่าวหาว่าเป็น “กบฏ” ต้องการ “แบ่งแยกดินแดน” ตัวท่านเองก็ “ถูกอุ้ม” หายไป “ปีศาจแห่งการแบ่งแยกดินแดน” ก็ถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำนองเดียวกับข้อกล่าวหา “คอมมิวนิสต์” พร้อม ๆ กับการแก้ปัญหาแบบใช้ความรุนแรง ที่สร้างประวัติศาสตร์บาดแผลต่อเนื่องมาหลายครั้งหลายครา ตรงตามองค์ประกอบที่สาม Trauma ของกลุ่มอาการ CGT

รัฐปัจจุบัน ใช้เวลากว่า 22 ปีเพื่อปราบผู้ก่อความไม่สงบ ใช้ความรุนแรงปราบความรุนแรง เพราะจำเป็นต้องปราบ “พวกแบ่งแยกดินแดน” ขณะเดียวกัน รัฐก็ใช้วาทกรรม “คนไทยด้วยกัน” เพื่อบอกว่า รัฐดูแลพลเมืองทุกคนเหมือนกัน พร้อมให้สิทธิเท่าเทียมกัน ขอเพียงยอมรับอำนาจจากส่วนกลาง วาทกรรมนี้ใช้มานาน แต่ไม่ค่อยได้ใจชาวไทยเชื้อสายมลายูในพื้นที่ ในอีกด้านหนึ่ง เข้าใจว่าพวกที่ก่อความไม่สงบ มีความรู้สึกลึก ๆ แบบ CGT พร้อมจะต่อสู้ต่อไปอีกนานเท่านาน ถ้าไม่ได้อัตลักษณ์ด้านภาษา วัฒนธรรม และความภูมิใจในความเป็นมลายูคืนมา อันที่จริงรัฐมีความแข็งแกร่ง และไม่มีทางแพ้เพราะมีกำลังน้อยกว่าอยู่แล้ว ส่วนฝ่ายขบวนการยังสามารถพยุงการต่อสู้แบบอสมมาตรเช่นนี้ต่อไป แต่ประชาชนในพื้นที่ไม่อยากเห็นความรุนแรงอีกแล้ว

ผมเสียดายโอกาสในช่วงที่โควิด -19 ระบาด ในช่วงนั้น บีอาร์เอ็นประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียวแบบมีเงื่อนไขว่าจะตอบโต้ก็แต่ในกรณีที่ถูกโจมตีก่อน แต่ฝ่ายความมั่นคงไม่สนใจ อ้างว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และใช้การตอบโต้ที่เกินจำเป็นหรือไม่ได้สัดส่วน อันที่จริง เมื่อการต่อสู้ทางการเมืองแม้มีการใช้ความรุนแรง ได้ยุติลง มักมีการนิรโทษกรรม ดังตัวอย่างการนิรโทษกรรมการต่อสู้ทางการเมืองในช่วงปี 2548 ถึง 2568 ที่เพิ่งประกาศเป็นกฎหมาย ถ้าอ้างแต่กฎหมายอย่างเดียว ความขัดแย้งก็ยากจะจบ ในอีกด้านหนึ่ง ขอเรียกร้องต่อฝ่ายขบวนการว่า ถ้ายอมรับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่เป็นธรรม ก็ไม่ควรทิ้งท้ายด้วยข้อความทำนองว่า ในอนาคตอาจกลับมาเรียกร้องเอกราชใหม่ เพราะถ้ากล่าวเช่นนี้ สายเหยี่ยวก็จะหยิบยกเป็นข้ออ้างที่จะปราบปรามต่อไป ผมไม่อยากเห็นการตอบโต้ด้วยความรุนแรงต่อกันและกันอย่างไม่เกิดผลในระยะยาว ถ้าจะตอบโต้ ขอให้คำนึงถึงความได้สัดส่วนให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการยกระดับครามรุนแรง (escalation)

ที่สำคัญ ทำไมเราไม่มาตกลงร่วมกันว่า เป้าหมายคือบูรณภาพของดินแดนและการกระจายอำนาจที่เหมาะสม ส่วนวิธีการคือลดความรุนแรงและปรึกษาหารือกันอย่างต่อเนื่อง ผมอยากขอความชัดเจนในเรื่องนโยบาย ของทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการ อยากขอให้ “เลิกพูด – เลิกอ้างเรื่องการแบ่งแยกดินแดนได้แล้ว”