เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์นั้นกำลังเป็นหนึ่งในเรื่องร้อนของประเทศ และยังไม่ลงตัวท่ามกลางความตื่นตัวของผู้คนในประเทศนี้ว่าจะเอายังไงกันดี มันดีหรือไม่ดี
มองในด้านดีก็คือรัฐบาลตื่นตัว และรัฐบาลท้องถิ่นในระดับเมืองอย่าง กทม.ก็เริ่มตื่นตัวที่จะหาความลงตัวในเรื่องนี้ และยังประกาศยุติการขออนุญาตเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว
ที่ยังพอมีความหวังคือ ทั้งรัฐบาลและรัฐบาลท้องถิ่นในระดับเมืองนั้นยังค่อนข้างเปิดกว้างต่อการรับฟังปัญหาเรื่องนี้จากประชาชนมากกว่าออกมาแก้ตัว หรือเข้าข้างดาต้าเซ็นเตอร์ หรือการพัฒนาที่เน้นการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไม่ลืมหูลืมตา
ด้วยเงื่อนไขดังกล่าวนี้จึงเป็นโอกาสที่ทุกฝ่ายควรจะนำเสนอประเด็นที่จะร่วมกันคิดในเรื่องนี้
ดาต้าเซ็นเตอร์นั้นเป็นเรื่องใหม่ ไม่อยากจะแปลว่าศูนย์ข้อมูล เพราะมันไม่ใช่ห้องสมุด และกระดาษ แต่มันมากับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ที่เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น แม้ไม่ได้เป็นผู้กำหนดทุกเรื่องในเศรษฐกิจโลก แต่เราย่อมได้ทั้งประโยชน์และผลกระทบจากเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า เศรษฐกิจดิจิทัล
ไอ้เจ้าตัวเศรษฐกิจดิจิทัลนั้นมันไม่ใช่แค่เรื่องที่ลอยอยู่ในอากาศ หรือการสื่อสารที่รวดเร็ว และข้อมูลมหาศาล รวมทั้งเจ้าเอไอต่างๆ ที่ยิ่งทำให้ระบบการคำนวณผลมันรวดเร็ว ซึ่งก็แปลว่าต้องการทรัพยากรจำนวนมากในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจดิจิทัลเหล่านี้
ที่สำคัญระบบเศรษฐกิจดิจิทัลเหล่านี้ก็ต้องการ “โครงสร้างพื้นฐาน” โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่จะต้องรองรับเจ้าเศรษฐกิจเหล่านี้
จากเดิมที่เราคิดว่ามีแค่ไฟฟ้า คน เงินทุน และอุปกรณ์คำนวณผลเช่นคอมพิวเตอร์ แต่สิ่งที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือเจ้าดาต้าเซ็นเตอร์นี่แหละครับ และก็เช่นเดียวกับระบบอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ของเหล่านี้อยู่ได้ก็ด้วยการใช้พลังงานที่เพียงพอมาหล่อเลี้ยงมันไว้
ที่สำคัญการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจดิจิทัล และเจ้าดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้การประมวลผลต่างๆ ทรงประสิทธิภาพมันก็ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คน ไม่ว่าจะเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้า การระบายความร้อนซึ่งจะเกี่ยวข้องกับระบบน้ำ และชุมชน (ใครเคยสังเกตง่ายๆ ไหมว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในบ้าน ถ้าขนาดเล็กก็มีพัดลม และถ้าเล่นเกมมากๆ เขาก็มีการหล่อเย็นด้วยน้ำ) ซึ่งนอกจากประชาชนผู้พักอาศัยในละแวกใกล้เคียงแล้ว ก็ยังรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมในส่วนอื่นๆ ด้วย
สิ่งที่เราจะต้องคำนึงถึงในตอนนี้ในบ้านเรา หลังจากที่หลายฝ่ายตื่นตัวในเรื่องนี้คือการทำความเข้าใจว่า ดาต้าเซ็นเตอร์นั้นมันกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานของเมือง และในขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานของเมืองที่มีอยู่เดิมก็จะต้องรับมือกับเจ้าดาต้าเซ็นเตอร์นี้ให้ได้
และจะต้องไม่คิดว่าโครงสร้างพื้นฐานของเมืองคือ “กายภาพ” เท่านั้น เช่น ไฟพอไหม น้ำพอไหม (ระบบพลังงานเมืองพอไหม)
แต่โครงสร้างพื้นฐานของเมืองยังต้องรวมถึง กฎหมาย ระเบียบ ผังเมืองและข้อกำกับการพัฒนาเมือง รวมถึงการยอมรับของประชาชนและชุมชน อีกทั้งส่วนของสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่มีแค่มนุษย์เป็นศูนย์กลางด้วย
เรื่องนี้เอาเข้าจริงก็ต้องคิดเผื่อไปถึงพื้นที่ที่ไม่ใช่เมืองด้วย เพราะต่อไปอาจจะมีการเอาดาต้าเซ็นเตอร์ไปลงในพื้นที่ อบต.ที่อยู่ติดเมือง ซึ่งจริงๆ ก็อาจจะเป็น “พื้นที่เมืองซ่อนรูป” เพราะพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองไปแล้ว เช่นมีที่พักอาศัยของประชาชนขยายไปแล้วแต่โครงสร้างการบริหารพื้นที่ยังอยู่ในรูป อบต.อยู่
ดังนั้นความท้าทายของเราก็คือจะทำอย่างไรที่จะไม่เสียประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต และเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เป็นส่วนหนึ่งของมัน กับอีกด้านหนึ่งก็คือเราจะต่อสู้และต่อรองกับผลกระทบและแรงกดดันด้านการใช้ที่ดิน พลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และการยอมรับจากประชาชนไปพร้อมๆ กัน
จากการสำรวจเบื้องต้นถึงแนวทางในโลกที่เขาจัดการในเรื่องนี้ก็มีอยู่หลายทิศทาง และหลายมิติ จะขอนำเสนอในบางส่วนได้แก่
1.การแบ่งขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้การจัดการกับเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่นั้นจะต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะที่ใหญ่กว่า 6 MW ซึ่งต้องการพื้ันที่มาก ต้องการพลังงานมหาศาล ส่งมลพิษทางเสียง และอาจมีผลกระทบต่อคุณค่าทางสถาปัตยกรรมด้วยในกรณีที่อาคารออกแบบมาไม่ได้คำนึงถึงบริบทในพื้นที่ แถมเต็มไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจส่งอันตรายต่อชุมชนโดยรอบหากมีอุบัติเหตุ และไม่ได้ส่งผลทางบวกต่อทิศทางการพัฒนาเมืองที่เน้นการเดิน และการรักษาสิ่งแวดล้อม
การจัดการกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขนาดและธรรมชาติของมันต่างกัน ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเกี่ยวพันกับการขอใบอนุญาต และการตรวจสอบเป็นระยะให้เป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้ รวมทั้งการได้รับการยอมรับจากประชาชน
ในบางประเทศนั้นเริ่มมีการจัดประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ไว้ในชนิดของการใช้ที่ดินอุตสาหกรรม อย่างในกรณีของมหานครลอนดอน ซึ่งในแง่นี้ทำให้ต้องพิจารณาการขออนุญาตพัฒนาที่ดินเป็นพิเศษ ทั้งการคำนึงถึงความสัมพันธ์กับชุมชน ซึ่งรูปธรรมก็คือความสัมพันธ์กับพื้นที่พักอาศัย หรือเลือกไปใช้ช่องทางการจัดรูปที่ดินเฉพาะในพื้นที่บางพื้นที่ เพื่อออกกฎระเบียบมากำกับดูแลเป็นพิเศษ (ไม่ใช่จัดผังเฉพาะเพื่อลดหย่อนมาตรฐาน)
2.การคำนึงถึงผลกระทบของการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ไม่จำเป็นต้องมาจากความคิดที่ว่า รัฐบาลเป็นผู้รู้ดีและกำหนดมาตรฐานทุกเรื่องเพื่อความปลอดภัยของประชาชนเท่านั้น ในอำเภอ Fairfax มลรัฐเวอร์จิเนียในสหรัฐอเมริกา มีกรณีที่ประชาชนส่วนมากในพื้นที่ต่อต้านการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ จนมีข้อถกเถียงกันและได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงผังเมืองให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นกับการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ รวมไปถึงการมีระยะร่นจากพื้นที่พักอาศัยของประชาชน และมีเงื่อนไขในการกำหนดระยะห่างจากสถานีขนส่งสาธารณะ มีการกำหนดขนาด และมีการศึกษาเรื่องของมลพิษทางเสียงทั้งก่อนและหลังการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์
ในแง่นี้ประชาชน และชุมชนจะเป็นผู้ร่วมกำหนดกับภาครัฐด้วยว่าความเสี่ยงที่พวกเขาคาดหมาย ขนาด และผลกระทบต่างๆ จากการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์มันจะต้องถูกกำกับอย่างไร กล่าวง่ายๆ เรื่องนี้บางทีอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ไปเสียหมด เพราะในมุมของประชาชน การจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ก็ไม่ต่างไปจากโรงไฟฟ้า หรือโรงงานขนาดใหญ่ในพื้นที่
3.ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ การจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์มีลักษณะทางกายภาพที่ต่างจากการก่อสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่อย่างอื่น เพราะมันเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก มีความเสี่ยงเรื่องผลกระทบทางมลพิษและสิ่งแวดล้อม แต่อาจจะสร้างงานในพื้นที่นั้นน้อย หมายถึงว่าคนในพื้นที่เองอาจไม่ได้รับประโยชน์มากนักจากดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ในภาพรวมของเมืองและประเทศอาจจะได้ (หรือบางเมืองอาจไม่ได้เลย)
ในกรณีของอังกฤษ เมื่อปี 2024 ได้ประกาศให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของชาติที่สำคัญ (Critical National Infrastructure) และมีสถานะเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้า ขณะที่ก่อนหน้านั้นมีสถานะในประเภทอุตสาหกรรมและการพาณิชย์มากกว่า
4.ด้วยเงื่อนไขที่กล่าวมานี้ เราจึงไม่ควรเริ่มคิดเรื่องการจัดการดาต้าเซ็นเตอร์แค่ในเรื่องของการออกกฎระเบียบ หรือการระงับการขอใบอนุญาตไปก่อน แต่ควรมองเรื่องนี้ในแง่ของ “การบริหารจัดการร่วม” ของรัฐ เอกชน และประชาชน (ชุมชน) (governance) ในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับชาติ และระดับเมือง
อย่างในกรณีของอังกฤษ การมองว่าดาต้าเซ็นเตอร์นั้นหากมีขนาดใหญ่มากรัฐบาลกลางจะเข้ามาพิจารณาและกำกับดูแลด้วย แต่ก็จะต้องคำนึงถึงการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับท้องถิ่นและการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นด้วย (ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้จัดกับกรณีของมหานครลอนดอน ที่แม้จะมองว่าดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ในประเภทของอุตสาหกรรม แต่นัยยะของมันก็คือจะต้องมีมาตรฐานที่เข้มงวดเพื่อกำกับดูแลอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเรื่องของความต้องการพื้นที่พักอาศัยของผู้คนและการป้องกันผลกระทบทางอุตสาหกรรมต่อประชาชนที่พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งการใช้พื้นที่อื่นๆ ด้วย แต่ในกรณีลอนดอนจะไม่ถึงกับระบุพื้นที่ให้ตั้ง เพียงแต่จะระบุข้อกำหนดว่า ถ้าจะต้องจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องมีข้อพิจารณาใดๆ บ้างที่คำนึงถึงผู้คนในบริเวณนั้น
ตัวอย่างของไอร์แลนด์ก็น่าสนใจ เพราะว่าการขออนุญาตจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะขนาดใหญ่ ต้องผ่านบอร์ดระดับชาติ แล้วก็มาผ่านกรรมการสิ่งแวดล้อม เพื่อกำกับดูแลเรื่องมลพิษเสียง และความร้อน และยังต้องมาพิจารณาถึงเรื่องของการจัดหาพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอของดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งการขออนุญาตจัดตั้งในท้องถิ่นก็ต้องได้ใบอนุญาตของท้องถิ่นด้วย
5.ส่วนในกรณีของสิงคโปร์ อาจจะไม่ได้เน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนมากนัก แต่เน้นไปที่คุณภาพของการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ และการบูรณาการเรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นตัวอย่างของผลกระทบทางกายภาพของเศรษฐกิจดิจิทัลต่อเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ
6.ส่วนในกรณีที่รัฐบาลกลางยังไม่ตื่นตัว เช่น บราซิล เมืองบางเมืองเช่น มลรัฐ Rio Grande do Sul ออกกฎระเบียบออกมาให้ดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องได้รับใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะจัดตั้งได้ เพราะไม่ได้มองดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเพียงแค่สาธารณูปโภคด้านเทคโนโลยี แต่มองว่ามันเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลกระทบด้านการใช้น้ำและพลังงานจำนวนมาก และส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ
กล่าวโดยสรุป ในหลายกรณีของโลกนั้นการที่มองดาต้าเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ที่ดินอุตสาหกรรมหรือเพื่อการพาณิชย์โดยทั่วไปทำให้ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่ดาต้าเซ็นเตอร์มีต่อพื่นที่ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและการยอมรับของผู้คนจากความเข้าใจการทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์
ในระดับเมือง เครื่องมือในการรับมือกับดาต้าเซ็นเตอร์นั้นอาจจะมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ต้องมองว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้ออกมาจากรัฐฝ่ายเดียว แต่ต้องมาจากการร่วมใช้อำนาจของรัฐ เอกชน และประชาชน (ชุมชน) ที่มีธรรมาภิบาล
1.การบูรณาการเอาเรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ไปไว้ในผังเมืองรวม และแผนยุทธศาสตร์ของเมือง โดยไม่ใช่แค่ตีความว่าดาต้าเซ็นเตอร์เหมือนกับกิจกรรมการใช้ที่ดินแบบเดิมๆ หมายถึงต้องเข้าใจดาต้าเซ็นเตอร์ว่ามีลักษณะพิเศษอะไรบ้างดังที่กล่าวมา
2.การให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่จริง ว่าจะต้องอยู่ตรงไหนและได้รับใบอนุญาตจากท้องถิ่น และการยอมรับของประชาชนในพื้นที่อย่างไร เพื่อทำให้เกิดการควบคุมการพัฒนาพื้นที่ในระดับท้องถิ่นด้วย
3.การกำหนดมาตรฐานในการก่อสร้างจริงในพื้นที่ เช่น ระยะร่น ระยะห่าง ความสูง การปล่อยมลพิษเสียงและความร้อน รวมทั้งการใช้พื้นที่ต่อพื้นที่ว่างที่ต้องมี
4.การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ น้ำ และสภาพภูมิอากาศโดยรวม เพื่อไม่ให้เพิ่มมลพิษในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงเรื่องของความยั่งยืน และความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน
5.การบูรณาการเรื่องของความต้องการพลังงานในพื้นที่ และการบริหารจัดการพลังงานในพื้นที่
6.การกำกับดูแลระบบน้ำ การจัดการความร้อนของดาต้าเซ็นเตอร์ และภาพรวมของความร้อนของเมือง
7.การกำกับดูแลเรื่องของการออกแบบอาคารที่กระทบต่อภาพรวมของสถาปัตยกรรมเมือง และการยอมรับของประชาชน และชุมชนรอบพื้นที่
8.การสร้างความโปร่งใสของการตัดสินใจของรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ การเปิดให้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดมาตรฐานและการยอมรับการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ก็เป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งการตระหนักถึงความเป็นธรรมในการพัฒนาพื้นที่ที่หมายถึงการตระหนักถึงว่าเศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวมนั้นแม้จะมีมูลค่าสูง แต่ก็มีผลที่ทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งถูกผลักออกไปจากความมั่งคั่งเหล่านี้ได้ง่าย ในกรณีดาต้าเซ็นเตอร์มันจะสะท้อนรูปธรรมด้วยว่า คนที่ไม่ได้ประโยชน์โดยตรงจากดาต้าเซ็นเตอร์ เช่นไม่ได้งาน อาจได้รับผลกระทบทางลบด้านกายภาพด้วย เช่น มลพิษ หรือความเสี่ยงอื่นๆ
ดังนั้นการเร่งส่งเสริมการเชื่อมต่อของคนให้มีส่วนร่วมในทางบวกกับเศรษฐกิจดิจิทัลก็เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลชาติและรัฐบาลท้องถิ่นจะต้องทำ ไม่ใช่ยิ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์แล้วเศรษฐกิจดิจิทัลในเมืองก็ไม่ได้ดีขึ้นกับทุกคน แต่ดีกับคนกลุ่มน้อย
เรื่องที่ต้องคิดคู่ขนาน เช่น ทำไมกรุงเทพฯซึ่งเป็นเมืองที่มีคนอยากมาทำงาน อยากมาเที่ยว และเป็นศูนย์รวมความมั่งคั่งของประเทศยังไม่มีโครงการไวไฟฟรี เหมือนที่เคยมี หรือมีโครงการอื่นๆ ที่ส่งเสริมความรู้เรื่องดิจิทัล
แม้ว่าในบริการบางส่วนนั้นจะเริ่มออนไลน์แล้ว เช่นการขออนุญาตก่อสร้างในบางระดับ และการรายงานปัญหาในทราฟฟี่ฟองดูว์
ถ้าเทียบกับหลายเรื่องในประเทศนี้ที่ความหวังริบหรี่ เรื่องการร่วมมือกันในการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์นั้นดูจะมีความหวังมากหน่อย ถ้าท้องถิ่นแต่ละที่เริ่มคิดในส่วนของตัวเองก่อน ส่วนรัฐส่วนกลางก็กำกับในเชิงเทคโนโลยีเป็นหลัก แล้วส่วนสิ่งแวดล้อมก็กำกับอย่างอิสระ แล้วท้องถิ่นก็พิจารณาอีกทีว่าจะเอาหรือไม่เอาได้ด้วย ไม่ใช่ให้ส่วนกลางอนุญาตแล้วจะตั้งที่ไหนก็ได้ เช่นในผังเมืองรวมของแต่ละพื้นที่ยังไม่มีระบุก็ต้องไม่ได้ ต้องรื้อผังเมืองรวมหรือปรับปรุงเสียก่อน และต้องได้รับใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมจากการจัดทำรายงาน และได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่เสียก่อน
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

